พังพืดใต้เท้าอักเสบหรือรองช้ำ (Plantar fascistic) ถ้าก้าวแรกหลังตื่นนอนตอนเช้า มันเจ็บจี๊ดสุดๆ และค่อยๆ บรรเทาลงเมื่อเดินไปสักสองสามก้าว นั่นแหละ คือหนึ่งในอาการของโรคพังพืดใต้เท้าอักเสบหรือรองช้ำ
อาการสำคัญของโรคพังพืดใต้เท้าอักเสบหรือรองช้ำ จะปวดส้นเท้าหรือส่วนโค้งใกล้ส้นเท้า เจ็บคล้ายกับมีของแหลมมาทิ่ม และจะทุเลาลงเมื่อมีการบริหารฝ่าเท้า หากยืนหรือเดินนานๆ อาจมีอาการปวดทั้งวัน โดยมีสาเหตุมาจากการบาดเจ็บหรือการอักเสบของพังผืดบริเวณกระดูกส้นเท้า
กลุ่มเสี่ยงของอาการพังพืดใต้เท้าอักเสบหรือรองช้ำ
• ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากเกินปกติหรือเป็นโรคอ้วน
• ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน
• นักกีฬาที่ต้องใช้เท้ามากๆ เช่น นักวิ่ง
• ผู้ที่มีฝ่าเท้าแบนหรือส่วนโค้งของเท้ามาก
• ผู้ที่ใส่รองเท้าไม่พอดีกับรองเท้า
• ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะเพศหญิง
• ผู้หญิงที่ใส่รองเท้าส้นสูงเป็นประจำ
วิธีดูแลรักษา
• ทานยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)
• ทำกายภาพบำบัดเพื่อลดอาการอักเสบและการออกกำลังกายเพื่อยืดเอ็นร้อยหวาย
• การเลือกรองเท้าที่มีความยืดหยุ่นเพื่อลดแรงกระแทกบริเวณส้นเท้าและช่วยถ่ายน้ำหนักไปยังเท้าส่วนหน้า หรือเลือกสวมใส่รองเท้าที่มีส้นเล็กน้อย
เท้าแบน (Flat Feet)
โรคเท้าแบนหรือภาวะที่ฝ่าเท้าไม่มีอุ้งเท้า เกิดจากเท้ามีรูปร่างผิดปกติบริเวณส่วนโค้งด้านในของเท้าหรืออุ้งเท้าที่มีส่วนโค้งน้อยกว่าปกติ หรือแบนราบเป็นเส้นตรง แม้กระดูกจะมีพัฒนาการเจริญเติบโตเต็มที่แต่อุ้งเท้ากลับไม่สูงขึ้น ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากพันธุกรรม
อาการข้างเคียงของเท้าแบน
เท้าหรือขาอ่อนล้าง่าย มีอาการปวดบริเวณอุ้งเท้า ส้นเท้า เท้าด้านนอก เมื่อมีการลงน้ำหนักจะทำให้ปวดมากขึ้นและส้นเท้าบิดออกมากกว่าปกติ และมีอาการตึงบริเวณกล้ามเนื้อน่องและเอ็นร้อยหวายร่วมด้วย หากส้นเท้าบิดมากๆ เป็นเวลานานอาจทำให้ข้อเสื่อมและเคลื่อนไหวได้น้อยลง
การรักษา
• ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ภายในเกณฑ์มาตรฐานกำหนด
• ใช้อุปกรณ์เสริมในรองเท้าซึ่งมีทั้งอุปกรณ์สำเร็จรูปและอุปกรณ์เสริมที่ทำขึ้นพิเศษเฉพาะราย เพื่อช่วยปรับรูปเท้าให้อยู่ในลักษณะปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้และช่วยป้องกันไม่ให้อุ้งเท้าแบนจนเอียงล้มมากขึ้น
• เลือกรองเท้าให้เหมาะสมควรเป็นรองเท้าหุ้มส้น เช่น รองเท้าคัทชูส์หรือรองเท้ากีฬาที่มีความกว้างส่วนหน้าเท้าพอสมควรและมีเนินประคองบริเวณอุ้งเท้า หลีกเลี่ยงการสวมใส่รองเท้าแตะหรือรองเท้าที่มีสายรัดส้นเท้า
• การทานยาควบคู่กับการทำกายภาพบำบัด ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ และอาจมีการผ่าตัดในกรณีที่การรักษาข้างต้นไม่ได้ผล
นิ้วหัวแม่เท้าเอียงผิดรูป (Hallux Valgus หรือ Bunion)
ภาวะความผิดรูปของนิ้วหัวแม่เท้าที่ส่วนปลายเอียงออกด้านนอกเข้าหานิ้วชี้ และโคนนิ้วหัวแม่เท้าเอียงเข้าด้านในแยกออกจากนิ้วอื่นทำให้ปลายเท้าแบนกว้างขึ้น และอาจส่งผลให้แรงดึงในเส้นเอ็นต่างๆ ของนิ้วเท้าผิดแนวไป ยิ่งเสริมให้ผิดรูปมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดการอักเสบของข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า
อาการข้างเคียง
• เกิดการปวด บวม แดง บริเวณนิ้วหัวแม่เท้า และอาจทำให้นิ้วหัวแม่เท้าอักเสบจนเกิดอาการปวดและขยับลำบากมากขึ้นเนื่องจากข้อติด
• เกิดตาปลาบริเวณนิ้วหัวแม่เท้าและฝ่าเท้า
• เกิดถุงน้ำบริเวณนิ้วหัวแม่เท้าซึ่งอาจก่อให้เกิดการอักเสบ Bursitis
• เกิดเล็บขบบริเวณนิ้วหัวแม่เท้าเนื่องจากแรงบีบ
สาเหตุ
• กรรมพันธุ์หรือความผิดปกติตั้งแต่เกิด เช่น เท้าแบน นิ้วหัวแม่เท้ายาวมาก นิ้วหัวแม่เท้าเกออก
• การอักเสบของข้อในผู้ที่เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรัง ที่ก่อให้เกิดการอักเสบทำให้กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็นผิดปกติ ความผิดรูปจะค่อยเป็นค่อยไป พร้อมกับอาการปวดที่โคนนิ้วหัวแม่เท้า
• มักเป็นในผู้หญิงวัยกลางคน มีประวัติใส่รองเท้าส้นสูง ปลายรองเท้าแหลมบีบปลายเท้า
การรักษา แบ่งออกเป็น 2 วิธี คือ การไม่ผ่าตัด และ การผ่าตัด
การรักษาโดยวิธีไม่ผ่าตัด ในรายที่มีอาการไม่มาก สามารถแก้ไขได้
• เลือกใส่รองเท้าที่มีขนาดพอดีกับเท้า ใส่แล้วสามารถขยับนิ้วเท้าได้บ้าง พื้นรองเท้านุ่ม ที่สำคัญ ควรหลีกเลียงรองเท้าปลายแหลมหรือมีส้นสูงมากกว่า 2 นิ้ว
• บรรเท้าอาการปวดด้วยการนวด ยืด หรือแช่น้ำอุ่น ประคบด้วยความเย็น เป็นต้น
• ใช้อุปกรณ์เสริม เช่น เฝือกอ่อน หรือ พันผ้ารัดนิ้วเท้าหรืออุปกรณ์ระหว่างนิ้ว
• กินยาแก้ปวดลดอาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ ยาคลายกล้ามเนื้อ
• การทำกายภาพบำบัด
การรักษาโดยวิธีผ่าตัด ในกรณีที่มีอาการปวดร่วมกับข้อผิดรูป มีลักษณะของข้อเสื่อมเกิดขึ้น แพทย์จะทำการวินิจฉัยและผ่าตัดส่วนที่นูนและตัดกระดูกเพื่อปรับเปลี่ยนแนวให้ตรง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความผิดปกติที่เกิดขึ้น