แลร์รี่ เพจ ซีอีโอคนเก่งของ google
ทุกวันนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักกูเกิล (Google) เสิร์ชเอ็นจินหรือเว็บไซต์สำหรับการค้นหาข้อมูลบนโลกอินเทอร์เน็ต ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

อย่างไรก็ตาม กูเกิลไม่ได้เป็นเสิร์ชเอ็นจินธรรมดาๆ ที่จริงกูเกิลเป็นธุรกิจที่ครอบคลุมข้อมูลทุกอย่างที่อยู่ในโลกอินเทอร์เน็ต และมีรายได้ส่วนใหญ่จากการขายโฆษณา ผลิตภัณฑ์อื่นของกูเกิลที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี ได้แก่ กูเกิลแมป (Google Map) จีเมล (Gmail) ฯลฯ และเมื่อไม่นานมานี้ กูเกิลได้เปิดตัวกูเกิลโครม (Google Chrome) และกูเกิลพลัส (Google+) ไปหมาดๆ ซึ่งอย่างหลังเป็นเว็บไซต์ประเภทโซเชียลเน็ตเวิร์คที่ออก
แบบมาเพื่อท้าชนกับเฟซบุ๊กโดยเฉพาะ พูดง่ายๆ คือ ถ้าสตีฟ จอบส์ มีสินค้าตระกูลไอ (I) สินค้าของกูเกิลก็จะเป็นอะไรสักอย่างที่ขึ้นต้นด้วยจี (G) และหากคุณชอบคลิกเข้าไปดูคลิปในยูทูบก็นับได้ว่าคุณเป็นลูกค้าของ
กูเกิลด้วยเช่นกัน เพราะมันถูกกูเกิลซื้อไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005
แม้ว่าจะเป็นลูกค้าของกูเกิลอย่างเหนียวแน่น (แบบไม่รู้ตัว) แต่มีหลายเรื่องเกี่ยวกับกูเกิลที่คนส่วนใหญ่
ไม่รู้ เช่น เรื่องแรก ใครคือ เจ้าของบริษัทกูเกิลกันแน่ ที่จริงกูเกิลก่อตั้งขึ้นจากความคิดและความร่วมมือของ
แลร์รี่ เพจ (Larry Page) และเซอร์เกย์ บริน (Sergey Brin) แต่สิบปีที่ผ่านมา ซีอีโอของกูเกิลกลับไม่ใช่หนึ่งในสองคนนี้ แต่เป็นแอริก ชมิดท์ (Eric Schmidt) อดีตกรรมการบริหารของแอปเปิล จนเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ตำแหน่งซีอีโอของกูเกิลจึงได้เปลี่ยนมือมาเป็นแลร์รี่ เพจ
แม้ว่าความเจริญรุ่งเรืองของกูเกิลจะเกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของคนทั้งสาม ทว่าแลร์รี่ เพจ ดูจะได้
เครดิตมากที่สุดในฐานะที่เป็นคนต้นคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของกูเกิลซึ่งมักออกมาจากความคิดสร้างสรรค์ของเขา ในขณะที่บรินจะเล่นบทผู้สนับสนุนและถนัดการทำงานค้นคว้ามากกว่า การเข้ามารับตำแหน่งของแลร์รี่ในช่วงนี้ นับเป็นการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งสำคัญเพื่อต้านทานการแข่งขันอันร้อนแรงในธุรกิจออนไลน์ แม้ว่า
กูเกิลจะยิ่งใหญ่และขยายบริการจนครอบคลุมครบทุกด้าน แต่ตลาดนี้ก็มีตัวละครเยอะมากและมากขึ้นเรื่อยๆ และการล้มยักษ์ในธุรกิจนี้ก็เกิดขึ้นบ่อยครั้ง
ซีอีโอคนใหม่ของกูเกิลคนนี้มีชื่อจริงว่า ลอเรนซ์ เพจ (Laurence Page) เกิดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 1973 พ่อของแลร์รี่เป็นอาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยมิชิแกน เพราะฉะนั้นในบ้านจึงมีหนังสือที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์วางอยู่ทุกหนทุกแห่ง แลร์รี่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นตั้งแต่เด็กสมัยประถม ในขณะที่เพื่อนวัยเดียวกันยังใช้ดินสอ ปากกา หรือพิมพ์ดีด แต่แลร์รี่กลับส่งงานครู โดยการพิมพ์ด้วยโปรแกรมเวิร์ดโปรเซสเซอร์ แลร์รี่มีพี่ชายหนึ่งคนและพี่น้องคู่นี้ชอบเล่นแยกส่วนของเล่นหรือของใช้เพื่อดูว่ามันทำงานอย่างไร เขารู้ตัวตั้งแต่อายุ 12 ปีว่าเขาชอบการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ และต้องเป็นเจ้าของบริษัทให้ได้
สิ่งที่แลร์รี่แตกต่างจากมหาอำนาจในธุรกิจคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตอย่างบิล เกตส์, สตีฟ จอบส์ และมาร์ก ซักเคอร์เบิร์กก็คือ เขาเรียนจบปริญญา โดยแลร์รี่จบการศึกษาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัย
มิชิแกน (เช่นเดียวกับพ่อ แม่ และพี่ชายของเขา) ด้วยคะแนนเกียรตินิยม และจบปริญญาโทในสาขาเดียวกันที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด หลังจบปริญญาโทเขาก็ตัดสินใจเรียนต่อระดับปริญญาเอกที่สแตนฟอร์ดทันที
ตอนนั้นเป็นช่วงปลายทศวรรษ 1990 แม้ว่าอินเทอร์เน็ตยังเป็นสิ่งที่ยังไม่แพร่หลายมากนัก แต่ก็นับว่ามีการเติบโตเร็วมากและมีเสิร์ชเอ็นจินอยู่มากมาย ทว่าก็ไม่มีเว็บไซต์ที่จัดได้ว่ามีประสิทธิภาพจริงๆ เนื่องจากผลการค้นหามักแสดงข้อมูลที่เกี่ยวกับเรื่องโหราศาสตร์ เซ็กซ์ ฯลฯ เพราะเป็นหัวเรื่องที่มีคนค้นหามากกว่าอย่างอื่นหลายเท่า ส่วนข้อมูลอื่นๆ นั้น ในเว็บไซต์ที่มีอยู่ยังหาไม่พบ เนื่องจากไม่มีการจัดเรียงข้อมูลที่ดีพอ
แลร์รี่กล่าวถึงเคล็ดลับความสำเร็จของเขาว่า “ถ้าเรามีความฝันหรือความคิดดีๆ สักอย่าง ให้จับมันไว้ให้แน่นๆ” ที่เขาพูดเช่นนี้ก็เพราะในตอนกลางดึกคืนหนึ่ง จู่ๆ เขาก็คิดวิธีเรียงลำดับข้อมูลของเว็บไซต์ขึ้นมาได้
แล้วแลร์รี่ก็ใช้เวลาตลอดทั้งคืนในการต่อยอดความคิดให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่างมากที่สุด หลังจากนั้นไม่นาน แลร์รี่ก็ได้พบกับบริน ซึ่งเป็นนักศึกษาระดับปริญญาเอกที่มีความเชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์
การค้นคว้าของทั้งคู่ดำเนินไปได้ด้วยดี ทว่าแลร์รี่ก็ไม่ได้มีความมั่นใจว่าเขาและบรินจะประสบความ
สำเร็จ พวกเขาเคยนำความคิดไปขายให้บริษัทอื่นๆ รวมทั้ง Yahoo แต่ก็ไม่มีบริษัทไหนสนใจที่จะซื้อไอเดีย
ของพวกเขา แลร์รี่เล่าว่า คนที่ทำให้เขามั่นใจมากขึ้นคือศาสตราจารย์เทอร์รี่ วิโนแกรด (Terry Winograd)
อาจารย์ที่ปรึกษาของเขาเอง อาจารย์บอกว่า “พวกเธอทำงานต่อไปอีกสักพักก็ได้ ถ้าทำไม่สำเร็จค่อยกลับมาเรียนปริญญาเอกให้จบ” คำพูดนี้ทำให้แลร์รี่รู้สึกว่าเขามีทางเลือก และรู้สึกว่าความล้มเหลวไม่น่ากลัวแต่อย่าง
ใด
ทว่าแลร์รี่และบรินก็ไม่ได้ล้มเหลว กูเกิลในช่วงแรกเติบโตอย่างรวดเร็ว และสองคู่หูตัดสินใจจ้างแอริก
ชมิดท์ มารับตำแหน่งซีอีโอในปี ค.ศ. 2001 แต่สุดท้าย แลร์รี่ก็ไม่ได้กลับไปเรียนต่อที่สแตนฟอร์ดและจบ
ปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยมิชิแกนแทนในปี ค.ศ. 2009
ที่จริงแล้วแลร์รี่มีนิสัยเรียบง่าย ติดดิน รักเพื่อน และรักครอบครัวมาก แม้ว่าจะเป็นมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลก แต่เขาก็ไม่มีรสนิยมที่หรูหรา เขาไม่ตามกระแสแฟชั่น ไม่ขับรถสปอร์ต แต่เลือกขับรถไฮบริด เพราะเข้าใจว่าดีต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า ความใส่ใจด้านนี้ทำให้แลร์รี่หันมาลงทุนด้านการวิจัยเกี่ยวกับพลังงาน
ทดแทน และมีเป้าหมายที่จะลงทุนในธุรกิจการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แลร์รี่ไม่เคยเดตกับเซเลบหรือนางแบบ เขาแต่งงานกับเพื่อนร่วมงานและมีลูกสาวหนึ่งคน
อีกเรื่องที่คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ก็คือ กูเกิลมีคำขวัญประจำบริษัทว่า “จงอย่าเป็นคนเลว” (Don’t be Evil)
ซึ่งไม่ใช่คำขวัญที่ตั้งขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย แต่เพราะแลร์รี่ต้องการผลักดันให้กูเกิลเป็นแบบอย่างของบริษัทที่มีจริยธรรม ตัวอย่างเช่น การเลือกรับงานโฆษณา กูเกิล ไม่รับโฆษณาที่สุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดจริยธรรม เช่น โฆษณาขายปืน โฆษณาขายเหล้า ฯลฯ แต่ให้องค์กรการกุศลหลายร้อยแห่งลงโฆษณาได้ฟรี กูเกิลมอบรายได้ร้อยละหนึ่งให้แก่การกุศลมาตั้งแต่เปิดดำเนินการในปีแรกๆ และมีมูลนิธิในชื่อ Google.org นอกจากนั้น
พนักงานของกูเกิลยังได้รับการผลักดันให้ทำงานการกุศลนอกเวลางานอย่างเต็มที่ และหลังจากที่แลร์รี่เข้ารับตำแหน่งซีอีโอ เขาก็ประกาศออกมาว่า โบนัสของพนักงานปีนี้จะประเมินจากการมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมด้วย
ไม่น่าแปลกใจที่แลร์รี่ประกาศเช่นนั้น เพราะเขาเคยพูดถึงหัวใจในการทำงานของเขาไว้นานแล้วว่า
“การให้บริการค้นหาและการจัดการข้อมูลข่าวสารบนโลกอินเทอร์-เน็ตเป็นภาระหน้าที่ที่สำคัญมาก และ
ควรจัดการโดยบริษัทที่น่าเชื่อถือและสนใจในประโยชน์ของสาธารณะ”
The ultimate search engine would basically understand everything in the world, and it would always give you the right thing. เสิร์ชเอ็นจินที่ดีจะต้องมีความเข้าใจขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ และมีคำตอบที่ถูกต้องให้คุณ เสมอ
แลร์รี่ เพจ
|