แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต กับ 30 ปีบนเส้นทางแห่งการ
"รู้ ตื่น และเบิกบาน"
ช่วงเวลา 30 ปี สามารถบ่งบอกอะไรได้บ้าง หากหมายความถึงช่วงวัยของ
คนเรา อายุ 30 ปีหมายถึงช่วงวัยฉกรรจ์ที่เพียบพร้อมด้วยประสบการณ์ เป็นวัยที่ยังคงความสดใหม่ และอัดแน่นไปด้วยพลังแห่งวัยหนุ่มสาวอย่างเต็มเปี่ยม

สำหรับนักบวชหญิงคนหนึ่ง ระยะเวลายาวนานเช่นนี้คือช่วงเวลาของการเดินทางบนเส้นทางธรรม
ได้ผ่านการเคี่ยวกรำประสบการณ์ศึกษาธรรม รู้ธรรม เพื่อไปให้ถึงปลายทางแห่งการหลุดพ้น...ที่นับวันก็ยิ่งใกล้เข้ามาทุกขณะ
จากจุดเริ่มต้นเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2523 ถึงวันนี้ นับเป็นเวลากว่า 3 ทศวรรษแล้ว สำหรับวิถีชีวิตแห่งการตื่นรู้ภายใต้ร่มเงาพุทธศาสนาของ แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ซึ่งยังคงกรำงานหนักด้วยความกตัญญูต่อ
พระธรรมตลอดมา เพราะมุ่งหวังจะเห็นสังคมอันสงบงาม ที่ผู้คนมีแต่ความเมตตาเกื้อกูล ไม่เบียดเบียนกัน
และเนื่องในวาระอันเป็นมงคลนี้ แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ได้สละเวลาอันมีค่าในการทำงานนำธรรมะมารับใช้สังคมของท่าน บอกเล่าให้เราฟังถึงผลของการลดตัวตน การทำงานด้วยจิตอาสา และด้วย "หัวใจของแม่" ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
คุณแม่มองการเดินทางบนเส้นทางธรรมของตัวเองตลอด 30 ปีที่ผ่านมาอย่างไรบ้างครับ
แม่เป็นคนที่ถูกสังคมพูดถึง ทั้งก่อนบวชและเมื่อบวชแล้ว คือเป็นคนอยู่ในจอ อยู่ในจุดที่สปอตไลท์
ส่องกระทบ ทั้งหมดเป็นความคุ้นชินมาก่อน จนถึงวันนี้ วาสนาของแม่อาจไม่เปลี่ยน แต่จิตเปลี่ยน สมัยเมื่อ
ก่อน 30 ปีที่แล้วเราทำงานเพื่อตัวตน แต่ตอนนี้ต้องทำงานอย่างลดตัวตน เป็นคนละเป้าหมายกัน แต่เทคนิคเดียวกัน สมัยก่อนแม่เป็นพิธีกรคู่กับคุณดำรง พุฒตาล ในรายการ Happy Day (สุขสันต์วันเสาร์) ก็ต้อง
พรีเซ้นต์เสื้อผ้าหน้าผม ต้องรู้จักวิธีการพูดให้ธุรกิจของเรามีคนมาเป็นลูกค้า ตอนนี้มาทำรายการ ธรรมสวัสดี ก็ต้องพูดและนำเสนอธรรมะที่ทำให้คนรู้จักกาย รู้จักใจ รู้จักการเป็นอิสระจากการจมอยู่กับอารมณ์หนึ่งอารมณ์ใด ทั้งสองรายการนี้มีเป้าหมายต่างกัน แต่ใช้เทคนิคเดียวกันคือ "การสื่อสาร" เป็นการใช้ช่องทางเดียวกัน เพื่อให้เข้าถึงใจคน แต่ต่างกันตรงที่จะเป็นไปเพื่อแสวงหาผลประโยชน์หรือเพื่อละวางตัวตนเท่านั้น
พูดถึงเรื่องสื่อ เดี๋ยวนี้จะมีปาฏิหาริย์อะไรที่รวดเร็วเท่ากับสื่อเป็นไม่มี อย่างเหตุการณ์สึนามิที่ญี่ปุ่น หลังเกิดเหตุเพียงไม่นาน เราก็รู้เหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว สื่อจึงมีคุณูปการต่อมนุษย์มาก เพียงแต่สื่อมีอยู่ 2 ประเภท
คือ หนึ่ง สื่อที่แสดงให้เห็นถึงปาฏิหาริย์แห่งการตื่นของมนุษย์ กับสื่อที่ทำให้ผู้คนหลับใหล หลงลืม มัวเมา และประมาทขาดสติ นั่นหมายความว่า เราจะใช้สื่อนำผู้คนไปสวดมนต์ก็ได้ ชวนกันพิจารณากาย พิจารณาใจก็ได้ ในขณะเดียวกันก็มีสื่อซึ่งนำเสนอความเป็นมายามาก มีแต่ภาพการตบตีแย่งชิง อยู่ที่ว่าคุณจะรับสื่อแบบไหน
เมื่อเวลาผ่านไป คุณแม่รู้สึกว่าการทำงานอย่างลดตัวตนง่ายหรือยากครับ
ทำงานอยู่กับโลกอย่างเข้าถึงธรรม ก็ต้องยอมรับโลกอย่างที่โลกเป็น คือโลกก็ย่อมมีทั้งเสียงสรรเสริญ
และนินทา ถ้ามีเสียงสรรเสริญ จิตก็จะฟู ถ้าหลงอารมณ์ ก็จะเพลินฟูอยู่นาน แล้วถ้ามีเสียงนินทา จิตก็จะแฟบ จิตที่หลงอารมณ์ ก็จะเพลินแฟบอยู่นานแต่ถ้าเราเจริญสติอารักขาจิตอยู่เสมอ เราจะเห็นการมาการไปอย่างรวดเร็วเหมือนจ๊ะเอ๋แล้วมันก็บ๊ายบายไปเอง แล้วด้วยแนวทางการทำงานที่เป็นฐานแห่งการภาวนาเช่นนี้ ทำให้เรามีปัญญาเห็นในเวลาที่รวดเร็วว่า สภาวธรรมที่เกิดขึ้นทั้งชอบทั้งชังนั้น ล้วนเป็นอนิจจังทั้งสิ้น การเห็นแบบลัดนิ้วมือเดียวเช่นนี้ ทำให้เรายังทรงจิต รู้จิตได้ติดต่อ ถึงความเป็นปกติ มีพลัง แล้วจากความบริสุทธิ์ตั้งมั่นด้วยกำลังของจิตอันเป็นสมาธิก็จะทำให้เราอยู่กับโลกอย่างมีสัมมาสมาธิ เหตุเพราะมีสัมมาทิฐิตั้งไว้ก่อนแล้วว่า "ทุกข์มีไว้ให้เห็น ไม่ได้มีไว้ให้เป็น" เราสามารถกำหนดรู้ทุกข์ ไม่ใช่เพื่อให้เป็นทุกข์ แต่เพื่อให้เป็นอิสระจากทุกข์ คือรู้ทุกข์เพื่อให้เห็นว่าทุกข์เป็นกระบวนการหนึ่งของการเรียนรู้ที่เราสามารถเป็นอิสระได้
ถึงวันนี้ คุณแม่มองแนวโน้มของบทบาทผู้หญิงต่อการทำงานทางธรรมอย่างไรบ้าง
แม่คิดว่าทั้งผู้หญิงและผู้ชายเป็นกำลังของพระศาสนามาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้พุทธศาสนายั่งยืนมาได้ เหมือนนกที่บินได้ต้องมีปีก 2 ปีกที่แข็งแรง ในฐานะนักบวชหญิงและอยู่ในศาสนธรรมของประเทศไทยด้วยความเข้าใจในเรื่องนี้ แม่ไม่ต้องการเรียกร้องอะไรแต่ขอทำหน้าที่ในสมมุติที่สังคมไทยสามารถยอมรับได้ โดยไม่มีความแตกแยก แม่จะอยู่ในสิ่งสมมุตินี้อย่างไม่หวั่นไหวและอาจหาญโดยธรรม งานของแม่คือการใช้โอกาสที่มีอยู่ในชีวิตที่สั้นนี้เพื่อเข้าถึง วิมุตติ (การหลุดพ้น) และเข้าถึงความเป็นอิสระได้
อย่างแท้จริง ไม่ต้องเสียเวลาไปกับสิ่งสมมุติ เพราะเมื่อเข้าถึงวิมุตติแล้ว ก็ไม่มีหญิง ไม่มีชาย ไม่มีนักบวชหรือไม่บวช
ตัวอย่างที่ชัดเจนถึงความสำคัญของผู้หญิงต่อพุทธศาสนาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลคือ พระนางสิริมหามายา
พระพุทธมารดาในพระพุทธองค์ พระนางทรงทราบอยู่แล้วว่า ถ้าทรงครรภ์พระ-พุทธเจ้า พระนางจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้และทรงยอมแลกชีวิต ยินดีที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตัวเอง เพื่อที่จะปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นพระพุทธมารดา ถือเป็นความเสียสละอย่างยิ่งของหัวใจผู้หญิง หัวใจแม่ หัวใจโพธิสัตว์ ในขณะที่เมื่อต้องส่งต่อลูกชายให้ผู้หญิงอีกคนหนึ่งเลี้ยงดู พระนางก็ทรงพิจารณาเป็นอย่างมากว่าผู้หญิงคนนั้นจะต้องมีหัวใจแม่ที่บริสุทธิ์พอที่จะเลี้ยงลูก ซึ่งในที่สุดก็ทรงส่งให้ พระน้านาง (พระนางปชาบดีโคตมี) ดูแล ซึ่งพระน้านางก็ทรงเลี้ยงเจ้าชายสิทธัตถะเป็นอย่างดี ด้วยหัวใจของผู้หญิงที่มีหัวใจของแม่ที่รักลูก
อีกตัวอย่างหนึ่งของหัวใจผู้หญิงที่น่าสนใจคือ พระนางพิมพา (พระชายาของเจ้าชายสิทธัตถะ) เมื่อ
เจ้าชายสิทธัตถะออกผนวช ผู้หญิงคนนี้หัวใจแทบแตกสลาย ทั้งยังถูกประณามว่าสามีทิ้ง แต่ด้วยความรักที่มั่นคง ยกความรักอยู่เหนือเงื่อนไขของการครอบครอง ส่งผลให้เมื่อพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ พระนางพิมพาก็ทรงมีโอกาสบรรลุธรรมด้วย
นี่คือความยิ่งใหญ่ของหัวใจผู้หญิง...ผู้หญิงที่ไม่ว่าคุณจะถูกเรียกว่าอะไร ถ้าในประเทศเขมรจะเรียกว่า
ดอนชี ประเทศลาวเรียกว่า แม่ขาว ทิเบตอาจจะเรียก สามเณรี ส่วนไต้หวันอาจจะเรียก ภิกษุณี จะเรียกอะไรก็ช่างเถอะ แต่ถ้าใจของเราจะสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาจริงๆ เราต้องเข้าถึงแก่นของพระธรรมคำสอนให้ได้
แม่ทำงานอยู่บนพื้นฐานของความกตัญญูแบบนี้มาตลอด 30 ปี อย่างการทำงานกับเด็ก เดี๋ยวนี้เรามีเด็กที่มาบวชกับเราด้วยหัวใจจำนวนมากมาย
เราตั้งใจจะสร้างโลกด้วยการพัฒนาผู้หญิงเหล่านี้ให้มีสติปัญญา แล้วออกมาทำงานรับใช้มวลมนุษยชาติด้วยหัวใจโพธิสัตว์ แม่พิจารณาว่าถ้าผู้หญิงได้รับการศึกษาให้ใช้ชีวิตอย่างมีองค์ความรู้ที่ถูกต้อง อย่างเป็นสัมมาทิฐิ ผู้หญิงจะเป็นที่พึ่งของสังคมได้ และจะไม่ตกเป็นเหยื่อของสังคม แม่ที่มีสติปัญญาจะช่วยลูกหญิงลูกชายให้เติบโตเป็นคนดีมีปัญญาได้ ซึ่งส่งผลให้การทำงานเกี่ยวกับเด็กสามารถพัฒนาไปสู่การทำงานเชิงรุกและลึกได้มากขึ้นอีกด้วย
ผู้หญิงที่มีสติปัญญา นอกจากจะไม่ใช่เหยื่อแล้ว ยังจะเป็นมนุษย์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงพลังงานที่เป็น
อวิชชาให้เป็นวิชชาได้ และจะทำให้โลกมีปาฏิหาริย์แห่งการเปลี่ยนแปลง อย่างเช่นการประชุมนานาชาติ
ศากยธิดา ครั้งที่ 12 ระหว่างวันที่ 12 - 18 มิถุนายน ที่จะถึงนี้ เสถียรธรรมสถานเป็นเจ้าบ้าน นี่เป็นการประชุมผู้หญิงที่ไม่ควรจะเรียกร้องอะไรอีกแล้ว ถ้าเราได้ชื่อว่าเป็นธิดาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทั้งที่บวชและเป็นอุบาสิกา เราจะมาพูดคุยและมาเรียนรู้ร่วมกันว่า ไม่ว่าที่ไหนหรือเมื่อไรที่มีความทุกข์ เราจะมีธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นเพื่อนร่วมทุกข์อยู่ตลอดเวลา แม่ขอถือโอกาสนี้เชิญคนที่สนใจมาร่วมประชุม มาร่วมเป็นพลัง และเปิดโอกาสให้ตัวเองได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้หญิงในมุมอื่นๆ ของโลก จะเป็นการประชุมเพื่อบอกกล่าวให้รู้ว่าธรรมะศักดิ์สิทธิ์จริงก็ต่อเมื่อใช้จริง และเมื่อใช้จริงก็จะเห็นผลจริง
ผมสังเกตว่า ปัจจุบันนี้ ผู้หญิงบวชด้วยแรงบันดาลใจในเชิงบวกมากขึ้น ไม่ได้บวชเพราะมีความทุกข์เหมือนเมื่อก่อน
ใช่ ปัจจุบันผู้หญิงเข้ามาบวชเพราะสนใจว่าชีวิตคืออะไรมากขึ้น มีเด็กผู้หญิงอายุเพียง 5 ขวบก็บวชแล้ว อย่างโครงการ พุทธสาวิกาศีล 10 ภาคฤดูร้อน ที่เราทำกันอยู่ มีเด็กผู้หญิงมาสมัครบวชกันมากมาย สิ่งนี้จะทำให้คนเลิกมองในมุมลบไปเอง สมัยนี้การบวชดูจะเป็นของโก้ไปเลย ต่างจากการบวชของแม่ ที่ช่วงแรกมีคนมากกว่าครึ่งมองอย่างดูถูก ไม่ได้อนุโมทนาด้วย กว่าจะพิสูจน์ได้ว่าการบวชคือการเกิดอีกครั้งหนึ่งที่คนทั่วไปควรอนุโมทนา ไม่ว่าชีวิตที่ผ่านมาจะมืดหรือสว่าง แต่เราปักธงไว้ว่าเราไปสว่างได้ ซึ่งก็ต้องใช้เวลานานทีเดียว
คุณแม่มีความคิดเห็นอย่างไรกับคำพูดที่ว่า "ผู้หญิงสมัยนี้เก่งขึ้น"
ถ้าเป็นคำพูดว่า "ผู้หญิงสมัยนี้เก่งขึ้น" แม่ยังไม่รู้สึกว่าใช่นะคะแต่ถ้าผู้หญิงสมัยนี้มี "ปัญญา" มากขึ้น แม่ว่า "ใช่" มากกว่า ซึ่งนี่คือที่มาของการก่อตั้งสาวิกาสิกขาลัย
ความตั้งใจของสาวิกาสิกขาลัยคือ การช่วยให้ผู้หญิงได้มีโอกาสศึกษาธรรม ซึ่งเป็นแนวคิดมาตั้งแต่เมื่อ 30 ปีที่แล้วว่า การจะทำให้ผู้หญิงไม่ตกเป็นเหยื่อได้ก็ต้องทำให้พวกเธอมีองค์ความรู้ แต่หลังจากที่บวชระยะหนึ่งแม่ก็ได้รู้ว่าความรู้อย่างเดียวคงไม่พอแล้ว ต้องรู้รอบรู้แจ้ง ต้องรู้จักการเจริญสติเป็นฐานที่ทำให้มองเห็นชีวิตของตัวเองการภาวนาเจริญสติ อารักขากาย อารักขาจิต จะทำให้เราสามารถจัดการชีวิตที่มีโลกมากระทบอย่างรู้ทัน แนวคิดนี้จึงถูกต่อยอดต่อไปว่าเราจะจัดกระบวนการศึกษาอย่างไร ที่จะให้โอกาสกับผู้หญิงทั้งที่เป็นนักบวชและไม่ได้เป็นนักบวช รวมไปถึงผู้ชายด้วย ได้มีความรู้รอบ รู้แจ้งอย่างที่ว่ามานี้
เป้าหมายจริงๆ ของสาวิกาสิกขาลัยจึงเป็นการส่งเสริมให้คนบรรลุธรรม การบรรลุธรรมในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเอาตัวเองออกจากโลก แต่หมายถึงการที่คุณอยู่กับโลกอย่างเหนือโลก อยู่กับโลกอย่างไม่เปื้อนโลก อยู่กับโลกอย่างเป็นอิสรชน โดยต้องอาศัยทั้งความสันโดษในอกุศลและไม่สันโดษในกุศล แล้วยังต้องมีกัลยาณธรรมที่เป็นครูบาอาจารย์ หรือคนที่จะช่วยชี้ช่องทางที่ถูกต้อง มีครูดี มีพื้นฐานของการใช้ชีวิตอยู่ในสังฆะหรือชุมชนที่ชวนกันปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ด้วยเหตุนี้ สาวิกาสิกขาลัยจึงวางพุทธกิจไว้เลยว่า ต้องส่งเสริมให้คนเป็นอิสรชน การเป็นอริยชนไม่ใช่สิ่งสุดวิสัย
แล้วมีคำสอนใดของคุณแม่จำลอง พรหมินทะโรจน์ (มารดาของแม่ชีศันสนีย์) ที่ช่วยชี้ช่องทางที่
ถูกต้อง และคุณแม่ยึดเป็นหลักมาจนทุกวันนี้บ้างครับ
แม่จะสอนให้รู้จักเป็นน้ำบ่อตื้น การเป็นน้ำบ่อตื้น หมายถึงสายน้ำไหลเข้ามาที่เราแล้วผ่านออกไป เราเป็นเหมือนเนื้อนาบุญ แต่ถ้าเป็นน้ำบ่อกว้าง น้ำก็จะสะสมอยู่แต่ที่ตัวเรา ซึ่งเราจะไม่สามารถประสบความสำเร็จในการบรรลุธรรมได้เลยหากยังแสวงหาเพื่อตัวตนของตนเองอยู่ เพราะฉะนั้นการเป็นน้ำบ่อตื้นของแม่ก็เป็นการสอนให้เราสละหลายอย่างออกไป
อยากให้คุณแม่พูดถึงคุณูปการของคุณแม่จำลองที่มีต่อเส้นทางธรรมในวันนี้
แม่เป็นพระอรหันต์ในบ้าน แม่ไม่เคยใช้ชีวิตอย่างมีพยาบาทกับผู้ชายคนที่ทอดทิ้งแม่และลูกให้เราเห็น
แม่ไม่เคยสูญเสียความมั่นคงในจิตวิญญาณของการเป็นแม่ แม่ไม่เคยเลี้ยงลูกอย่างเพ่งโทษและมีอคติในหัวใจต่อผู้ชายที่มีส่วนร่วมในการให้ชีวิตลูก ทว่าไม่ยอมรับลูก แค่นี้ก็เป็น spiritual leader ที่ทำให้ดูมากมายแล้ว แม่ไม่ได้สอนอะไรออกมาเป็นคำพูด แต่แม่เยือกเย็นให้เราเห็น แม่เป็นแม่ที่ทำอย่างที่แม่สอน และแม่ก็ให้อภัยได้อย่างลึกซึ้ง แม่ทำให้รู้ว่าเราไม่มีทางได้อะไรโดยไม่ลงทุน ถ้าอยากจะมีของเล่นสักชิ้นหนึ่ง แม่จะเป็นครูที่นำเสนอหรือตั้งคำถามที่ทำให้เราต้องลงทุนกับเหตุ ต้องทำหน้าที่ แม่สอนให้รู้ว่าหากคุณลงทุนน้อยก็อย่าคิดที่จะได้กำไรมาก แต่ถ้าลงทุนมาก ก็จะได้ตามเหตุปัจจัยของการลงทุน
ถึงวันนี้การลงทุนของคุณแม่ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ถือว่ามีกำไรให้ชื่นใจหรือยังครับ
แม่ไม่ขาดทุนนะ เป็นชีวิตที่ไม่ขาดทุน อย่าเรียกว่ากำไร เพราะถ้ามีกำไรนั่นอาจจะหมายความว่าเรายังจมอยู่กับความทุกข์ แต่ถ้าคิดว่าตัวเองไม่ขาดทุน นั่นคือเราพอใจกับสิ่งที่เป็นอย่างไม่เป็นทุกข์ และไม่ต้องเรียกร้องว่าจะต้องถูกเรียกว่าอะไร เพราะนั่นไม่ใช่ความมั่นคงเพียงแค่เราอยู่กับโลกได้อย่างเข้าใจโลกและเป็นอิสระได้ เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
สำหรับแม่ ความสำเร็จของชาวพุทธคือการใช้มรรคาแห่งการตื่นที่ประกอบไปด้วยปัญญา ศีล และสมาธิ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย คือความหลุดพ้น เฉกเช่นการบวชของแม่ที่มีเป้าหมายเดียว นั่นคือเพื่อให้จิตหลุดพ้น ไม่ได้เพื่อเรียกร้องว่าตัวเองจะถูกเรียกว่าอะไร
เรามั่นใจในสังคมที่เราอยู่ว่าเราสามารถทำงานได้ทั้งงานภายใน ซึ่งก็ทำให้ใจหลุดพ้น และงานภายนอกซึ่งกำลังรับใช้มวลมนุษยชาติด้วยการกตัญญูต่อพระธรรม มันก็สมบูรณ์แล้วในสังคมที่เราได้โอกาสอยู่ แล้วสิ่งที่จะทำให้ผู้หญิงไม่หลงทางก็คือการศึกษา ที่เรียกว่าสิกขานั้นแหละ เราจึงมีสาวิกาสิกขาลัยไว้คอยบอกกล่าวเพื่อนที่ร่วมเดินทาง ว่าอย่าไปเสียเวลาที่จะทำให้การศึกษาเพื่อให้เราหลุดพ้นนี้ต้องไปเป็นที่ยอมรับของคนข้างนอกเลย ไม่ว่าเขาจะสรรเสริญว่าเราเป็นอะไร หรือเขาจะนินทาว่าเราไม่ได้เป็นอะไร เราก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คนสรรเสริญหรือนินทา...
แต่เราจะเป็นอย่างที่ควรเป็น แล้วไม่เป็นทุกข์ นั่นน่าจะหมายถึงการเป็นธิดาของพระองค์อย่างแท้จริง
|