Wi-Fi Experience@KBank
ค้นหา:
Join:
Home / Health & Wellness / แง่คิดจากคนดัง / น้ำผึ้งหยดนี้....สวย ใส และ...ไม่ไร้สมอง
แง่คิดจากคนดัง
Send To Friend

 
Share |
 
 

จากเด็กสาวธรรมดาๆ คนหนึ่ง ด้วยความหน้าตาดี ทำให้เธอได้รับโอกาสในวงการบันเทิงและด้วยความสามารถทางการแสดงจึงส่งผลให้โด่งดังภายในชั่วพริบตา แต่ชื่อเสียง ลาภ-ยศ และคำสรรเสริญ ไม่ได้นำมาซึ่งความสุขอย่างที่เธอเคยคิด และนั่นเป็นเหตุให้เธอออกเดินทางค้นหาตัวเองผ่านการแสวงหาทางจิต-วิญญาณ เพื่อที่จะถึงซึ่งความสุขอย่างแท้จริง

          


           น้ำผึ้ง - ณัฐริกา ธรรมปรีดานันท์ ในวันนี้ต่างจากน้ำผึ้งในวันก่อน หลายคนอาจเคยรู้จักเธอในฐานะนักแสดงสาวเจ้าบทบาท ที่มีอารมณ์ศิลปินและมีมุมมองที่ไม่เหมือนใคร แต่อยากให้คุณรู้จักเธอในอีกด้านหนึ่ง ที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่าการเป็นดาราเจ้าบทบาทเลยทีเดียว

มีช่วงที่หายไปจากวงการพักหนึ่ง หายไปไหน ไปทำอะไรคะ?
หายไปเพื่อที่จะไปเรียนรู้ตัวเองค่ะ

อะไรที่ทำให้คิดว่าขอหยุดพักงานในวงการไว้ก่อน?
ก่อนหน้าที่จะดัง น้ำผึ้งเป็นเด็กที่ธรรมดามาก เป็นคนห้าวๆ ลุยๆ เล่นกีฬา นั่งมอเตอร์ไซค์ ไม่มีใครมาสนใจอะไรเท่าไร แต่พอวันหนึ่งเป็นดาราแล้วดังขึ้นมาในระยะเวลาไม่นานมันเหมือนพลิกน้ำผึ้งไปเป็นอีกคนหนึ่งเลย น้ำผึ้งปรับตัวเองไม่ทันตอนที่ดังมีคนมาล้อมรอบเยอะมาก เข้ามาชื่นชม เราก็งงว่าเขาชื่นชมอะไรขนาดนั้น ทั้งๆ ที่เรายังเล่นละครไม่เก่งมากนะ ธรรมดามาก แล้วที่ชื่นชมนั่นจริงหรือเปล่า แค่เป็นคนที่มีชื่อเสียงและหน้า

ตาดีก็มีคนสรรเสริญเหรอ?
ตอนเด็กๆ เรารับรู้กันมาว่าผู้หญิงที่หาเงินเองได้มีสถานะในสังคมดี เป็นสุดยอดที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะเป็นได้ น้ำผึ้งก็ลองเดินไปทางนั้นดู ทำเต็มที่ และก็ได้มาซึ่งสิ่งที่สังคมบอกว่าได้มาแล้วจะมี
ความสุข ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง ลาภยศ เงินทอง สรรเสริญ แต่ก็ไม่ได้ทำให้น้ำผึ้งถึงความสุขสักที พอไม่มีความสุขจากสิ่งเหล่านั้นจึงเกิดคำถามกับตัวเองว่า แล้วอะไรล่ะคือความสุข

           นั่นจึงเป็นเหตุที่หายไป เพราะไปค้นหาคำตอบชีวิตให้กับตัวเองหรือเปล่าคะ?
น้ำผึ้งคิดได้ว่า เอ๊ะ...หรือว่าความสุขจะไม่ได้อยู่ที่รูปแบบภายนอกแต่มันอยู่ข้างในใจ เลยเริ่มสนใจศึกษาภายในจิตใจตัวเองมากขึ้น แล้วก็โชคดีที่แฟน (เป้ - ฐิติ สิริโสดา) แนะนำให้อ่านหนังสือท่านพุทธทาส และยังได้ฟังเสียงคำสอนของท่านพุทธทาสในรูปแบบซีดี น้ำผึ้งก็เลยใช้วิธีฟัง...แล้วก็ฟังเยอะมาก แผ่นแรกๆ รู้สึกว่าจะเป็นคู่มือมนุษย์ น้ำผึ้งเปิดฟังในรถเหมือนฟังเพลง ตอนแรกก็ยอมรับว่าไม่เข้าใจ แต่ฟังแล้วรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่เรารู้สึกว่ามันเป็นเหมือนแสงนำทางชีวิตทุกครั้งที่ฟังรู้สึกว่าจิตใจเรามีความสงบมากขึ้นเรื่อยๆ
พอฟังแล้วรู้สึกว่า ท่านพุทธทาสเป็นพระที่ทันสมัย ใช้คำสอนที่เป็นวิทยาศาสตร์มากเลย มีเหตุมีผล ไม่ใช่สอนพระพุทธศาสนาให้เชื่อตามๆ กัน แต่สอนให้ใช้ปัญญาในการเชื่อ
          
           หลังจากนั้นก็ได้อ่านหนังสือของท่านกฤษณมูรติ ท่านบอกว่าทุกคนต้องนำตัวเอง เลยสอดคล้องกับหลักของศาสนาพุทธที่ว่าทุกอย่างมีที่มาที่ไป ไม่ใช่ความเชื่องมงาย สอนให้คนคิดเอง รู้จักและเข้าใจตัวเอง
พอเริ่มอ่านเยอะ เริ่มเห็นมุมมองอื่นๆ ในชีวิต เพราะเวลาที่เราเป็นดารา เราเหมือนอยู่ในสปอตไลท์ คนมองเห็นเรา แต่เรามองไม่เห็นอย่างอื่นเลย วันๆ ก็หมกมุ่นอยู่แต่กับตัวเอง มันทำให้มุมมองโลกอย่างที่มันเป็นจริงๆ ของเราไม่พัฒนา นี่จึงเป็นเหตุผลที่ต้องเดินทางไปเยอะมากเลยค่ะ ทั้งต่างจังหวัด ต่างประเทศ คือไปทุกที่ที่อยากไป
           
            เวลาอยู่บ้านเฉยๆ น้ำผึ้งจะไม่เปิดโทรทัศน์ ไม่เปิดแมกกาซีนเพราะว่าไม่อยากให้ใครมาชี้นำ อยากรู้สึกในสิ่งที่ตัวเองอยากจะรู้สึกจริงๆ เพราะรู้สึกว่าถ้าเปิดโทรทัศน์จะรู้สึกเหมือนโดนชี้นำความคิดซึ่งอาจจะถูกหรืออาจจะผิดเราก็ไม่รู้ เลยอยากอยู่นิ่งๆ กับตัวเอง
น้ำผึ้งเคยไปศิริราชด้วยนะ พอเดินไปที่ท้ายๆ ของห้องกายวิภาคก็ได้เห็นศพผู้หญิงกับผู้ชายนอนอยู่ข้างๆ กัน ดองเอาไว้ มีอวัยวะเหมือนเราทุกอย่าง แค่บวม อืด และเขาไม่มีชีวิตแล้ว ก็ได้เห็นความจริงของชีวิต เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาน้ำผึ้งรู้สึกว่าทุกคนมองน้ำผึ้งแบบที่เป็นดารา แต่สิ่งที่น้ำผึ้งไม่เคยรู้มาก่อนเลย คือ มันไม่จีรัง ทุกคนต้องตาย ตอนตายก็เหมือนกันทุกคน ทำให้รู้สึกว่าเรามีทุกอย่างเหมือนเขา แล้ววันหนึ่งเราก็ต้องเป็นเหมือนเขาแน่ๆไม่ต้องรอแก่ด้วย เพราะศพนั้นเขาก็ไม่ได้แก่อะไรเลย และทำให้เราคิดว่าเราอาจจะตายเมื่อไหร่ก็ได้ อาจจะเป็นวันนี้
พรุ่งนี้ สิ่งที่เห็นช่วยเตือนสติได้อย่างไร

          เมื่อไรก็ตามที่เกิดวิกฤตชีวิตหรือมีปัญหาที่ต้องแก้ ข้อมูลต่างๆ หรือประสบการณ์ที่เราได้รับจะเหมือนเป็นยาเก็บไว้ในลิ้นชักสมอง เมื่อไหร่ที่ทุกข์มากๆ และเราตามตัวเองทัน ลิ้นชักยาในสมองก็จะเปิดออก และเราก็จะหยิบยานั้นออกมารักษาตัวเองได้ทัน เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะทุกข์อย่างไร เราควรใช้ชีวิตให้มีค่า เวลาตายจะได้ยิ้ม ท่านพุทธทาสสอนว่า “อยู่ให้ดีที่สุดคืออะไร คืออยู่อย่างตายแล้ว ตายให้ดีที่สุดอย่างไร คืออยู่ให้ดีที่สุด” แล้วอะไรคืออยู่ให้ดีที่สุดล่ะ ก็คืออยู่ด้วยมรรคมีองค์ 8 ที่เป็นทางตรงสู่นิพพาน ซึ่งนิพพานในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสวรรค์อะไรนะคะ แต่หมายถึงนิพพาน ที่แปลว่าความเย็น ถึงซึ่งความสงบสุขแบบถาวร แม้ว่าตอนนี้เรายังไม่ถึงจุดนั้นยังอีกห่างไกลมหาศาลก็ตาม แต่ว่าทุกก้าวที่เราเดิน เราพยายามเดินไปให้ถึงมรรคมีองค์ 8 มันจะช่วยทำให้เราเย็นลงทุกวัน เหมือนได้รับนิพพานน้อยๆ ถึงมันจะอยู่ชั่วคราวแป๊บๆ แต่มันก็จะมากขึ้นทุกวันๆ

           ตอนที่ตัดสินใจว่าจะพักจากงานบันเทิง พ่อแม่พี่น้องหรือคนรอบข้างงงไหมคะ
เป็นช่วงที่กระวนกระวายใจที่สุดว่าจะตัดสินใจอย่างไร ระหว่างเป็นดาราหรือไม่เป็นดารา อยากจะเลิก แต่คนรอบข้างไม่ให้เลิกหลายคนบอกน้ำขึ้นทำไมไม่รีบตัก แต่น้ำผึ้งจะพูดเสมอว่า ตักมากเดี๋ยวถังก็แตกหรอก หรือว่า ทำไมบทดีๆ เขาให้เล่นไม่ยอมเล่น น้ำผึ้งก็ว่า บทดีๆ ก็ให้คนอื่นเล่นบ้างก็ได้ คนอื่นเขาจะได้เล่นบทดีๆ บ้างก็เป็นช่วงที่ขัดแย้งกับคนรอบข้างอยู่พอสมควร
แต่แฟนไม่งงเพราะเขาเข้าใจ และรู้จักน้ำผึ้งในตัวตนของน้ำผึ้งไม่ได้รู้จักในฐานะดารา พ่อแม่พี่น้องเขาก็สงสัยกัน แต่ต่อหน้าเราเขาก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะกลัวน้ำผึ้งไม่สบายใจ แต่สุดท้ายเขาก็เข้าใจเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเองไหมคะหลังจากที่ได้ไปค้นหาน้ำผึ้งเปลี่ยนตัวเองไปเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์นะคะ น้ำผึ้งเป็นคนดื้อ และยืนหยัดในสิ่งที่ตัวเองกระทำ เพราะฉะนั้นน้ำผึ้งจะสุดขั้วอยากทำอะไรก็จะทำ ผิดบ้างถูกบ้าง ตามประสาคนเอาแต่ใจตัวเอง

           เพราะเป็นคนอีโก้ใหญ่ มันจะมาพร้อมกับชื่อเสียง พร้อมกับคำสรรเสริญ ซึ่งตอนนั้นเรายังเด็ก ก็จับไม่ทันว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ความจริง เป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่ว่าตอนนั้นเรายึดเอาไว้ทั้งหมด หลงไปเยอะพอสมควร ด้วยความที่เป็นเด็ก เราเลยจัดการกับมันไม่เป็น ก็จัดการตามแบบเด็กวัยรุ่นทั่วไป ถ้าให้ย้อนกลับไปดูตัวเอง ตอนนั้นก็อยากเบิ๊ดกะโหลกตัวเองสักที
พ่อแม่พี่น้องเขามาสารภาพหลังจากที่น้ำผึ้งกลับมาทำงานว่า เขามองน้ำผึ้งแบบมีอะไรผิดปกติหรือเปล่า ทำไมเปลี่ยนไปขนาดนี้ จากที่ต้องคอยพึ่งพาคนอื่น ซักผ้าต้องมีคนซักให้ ไม่เคยทำอะไรด้วยตัวเองเลย กลับเป็นว่าเรามีไมโครเวฟ มีเครื่องซักผ้าอยู่ในห้องซักผ้า ล้างจานเอง ทำทุกอย่างเอง

ให้ความสำคัญกับการค้นหาคุณค่าของชีวิตขนาดนี้ คิดว่าคุณค่าของชีวิตคืออะไร?
คุณค่าของชีวิต คือ ไม่ใช่ตอนจบที่เราประสบความสำเร็จไม่ใช่จุดที่เราอยากจะไปถึงตอนสุดท้าย แต่เรารู้สึกว่า คุณค่าของชีวิตคือ การได้เรียนรู้จากความผิดพลาดและได้พัฒนาตัวเอง ถ้าจะมองให้ดี การเรียนรู้ในทุกวันคือการที่จะทำให้เราพัฒนาขึ้น แล้วคุณค่าของชีวิต ส่วนใหญ่จะได้มาจากความผิดพลาดเสมอเลยนะ เพราะว่าความผิดพลาดสอนให้เราเจ็บและเข็ด รู้ว่าทางนี้ผิด ไม่อยากไปแล้วเพราะน้ำผึ้งเป็นคนชอบลองดี พอลองเยอะก็ผิดเยอะ ก็ได้ประสบการณ์สิ่งที่สำคัญที่สุดคือปัจจุบัน ถ้าเราใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันขณะ เราจะมีชีวิตที่เต็มที่ เราจะได้สัมผัสลิ้มรสของเวลาที่แท้จริงอยู่ตลอดเวลา

นอกจากคิดค้นหาคำตอบให้ตัวเอง คนรักมีส่วนช่วยบ้างไหมคะ?
ใช่ค่ะ มันเริ่มต้นมาจากเขา อย่างที่บอกว่าน้ำผึ้งเป็นคนชอบเรื่องจิตวิทยาประยุกต์ ชอบตั้งคำถาม ชอบหาคำตอบ น้ำผึ้งว่าน้ำผึ้งมีความเป็นนักวิทยาศาสตร์อยู่ในตัวอยู่แล้ว ชอบอ่านพวกปรัชญา ศาสนาจิตวิทยา แต่พอมาเจอพี่เป้ เรียกได้ว่าเป็นทั้งแฟน ทั้งกัลยาณมิตรทั้งผู้มีบุญคุณในชีวิตน้ำผึ้งเลยค่ะ เพราะว่าเขาสอนให้น้ำผึ้งได้รู้จักท่านพุทธทาส แล้วเขายังสอนการใช้ชีวิตอย่างฉลาดๆ อีกหลายเรื่อง
สมมุติว่าวันหนึ่งที่อะไรเปลี่ยนแปลงไป น้ำผึ้งก็จะยังระลึกถึงบุญคุณของเขาเสมอ เพราะเขาเป็นคนที่มีอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงตัวเองของน้ำผึ้งมาก เปลี่ยนในทางที่ถูกต้อง ในทางที่สุขสงบมากขึ้น

ถือว่าตอนนี้มีความสุขกับชีวิตหรือยัง?
พอสมควร เป็นที่น่าพอใจ แต่ก็ยังมีนิสัยแย่ๆ อีกหลายอย่างที่ต้องแก้ไข แต่ถือว่ายังควบคุมได้ ใช้คำสอนที่ได้เรียนรู้มามาปฏิบัติน้ำผึ้งเคยคุยกับหลวงตาเล็กที่เป็นศิษย์ท่านพุทธทาส น้ำผึ้งบอกว่าหลวงตาคะ น้ำผึ้งยังไม่เชื่อนะคะที่หลวงตาพูด ขอน้ำผึ้งไปปฏิบัติก่อน แล้วหลวงตาก็ใจกว้างมากนะ บอกว่า เออดีแล้วไม่ต้องเชื่อ น้ำผึ้งว่าพุทธศาสนาต้องเป็นแบบนี้ ต้องพิสูจน์ได้

น้ำผึ้งเตรียมอะไรมาฝากผู้อ่านด้วย บางทีน้ำผึ้งก็ท้อแท้ บางทีเราตั้งใจปฏิบัติเพื่อพัฒนาจิตใจตัวเอง แต่กิเลสเดิมก็ยั่วยุให้เราทำผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้น้ำผึ้งท้อมากเลย แต่คำกลอนนี้เป็นคำกลอนที่ทำให้น้ำผึ้งมีกำลังใจ เข้าใจและรู้จักตัวเองมากขึ้น เป็นของท่านพุทธทาส
“จงรู้จัก ตัวเอง คำนี้หมาย
ว่าค้นพบ แก้วได้ ในตัวท่าน
หานอกตัว ทำไม ให้ป่วยการ
ดอกบัวบาน อยู่ในเรา อย่าเขลาไป
ในดอกบัว มีมณี ที่เอกอุต
เพื่อมนุษย์ ค้นมา หาให้ได้
การตรัสรู้ หรือรู้ สิ่งใดๆ
ล้วนมาจาก ความรู้ ตัวสูเอง”
เราทุกคนมีนิพพานอยู่ในตัวอยู่แล้ว ทุกคนมีศักยภาพในการไปถึงซึ่งความไม่ทุกข์เลยได้ น้ำผึ้งอยากเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ตั้งใจที่จะเรียนรู้ตัวเอง หรือตั้งใจที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับสังคม ให้กับโลก อย่าท้อแท้ถ้าใครมาว่าเราบ้า หลวงพ่อชาเคยบอกว่า ถ้าใครมาว่าเราว่าเป็นหมา ให้เราหันไปดูที่ก้นตัวเอง ถ้าเราไม่มีหางเราไม่ใช่หมา.


 




21 มิถุนายน 2554 18:49:10
 
 

 
 
 
 

สุขภาพวัยทำงาน สุขภาพแม่และเด็ก
สุขภาพผู้สูงอายุ โรคภัยไข้เจ็บ
สุขภาพใจ ความงามและโภชนาการ
บุคลิกภาพและการเข้าสังคม