อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน รศ.ดร. ปาริชาต สถาปิตานนท์
เมื่อวันที่ชีวิตเดินเข้ามาถึงจุดเปลี่ยน จนบางครั้งคนเราไม่ทันได้ตระเตรียมหัวใจ ความสุข ความทุกข์ ไม่มีใครรู้ว่าจะมาเมื่อไร จะยอมรับความจริงที่เจอได้แค่ไหน เพราะชีวิตคือชีวิต เมื่อมีเข้ามาก็มีเลิกไป มีสุขสม มีผิดหวัง หัวเราะ หรือหวั่นไหว เกิดขึ้นได้ทุกวัน อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิดสติเราให้ทัน อยู่กับสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด

สำหรับ รองศาสตราจารย์ ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ รองคณบดีฝ่ายบัณฑิตศึกษา คณะนิเทศศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าวันหนึ่งบทเพลง Live & Learn ของบอย โกสิยพงษ์ ที่ขับร้องโดยกมลา สุโกศล ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบจะกลับกลายเป็นดั่งเครื่องเตือนสติที่เนื้อหาตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเธออย่างที่สุด
เมื่อครอบครัวทั้งหมดอันประกอบด้วย คุณพ่อ ศาสตราจารย์ ดร ประสม ผู้เชี่ยวชาญด้านกอล์ฟของเมืองไทย คุณแม่ กรรณิการ์ และน้องสาวสองคน คือ กชกร ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัทโนเกีย (ประเทศไทย) จำกัด กับ อาจารย์สถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์มหา วิทยาลัย ต้องเสียชีวิตอย่างฉับพลันไปกับเหตุการณ์คลื่น
สึนามิถล่มที่ภาคใต้
“ครอบครัวไปเที่ยวที่หมู่เกาะสุรินทร์และสิมิลัน โดยใช้เขาหลักเป็นจุดศูนย์กลางของการเดินทาง วันที่
เกิดเหตุคือพวกเขากลับจากเกาะมาพักที่เขาหลักและกำลังจะกลับกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นทริปที่น้องสาวภูมิใจมาก เพราะเขาค้นข้อมูลและไปสำรวจมาล่วงหน้าว่าควรพักที่ไหน เดินทางอย่างไรถึงจะคุ้มค่า คือกลับมาแล้วคงสามารถทำทัวร์ไปเที่ยวได้เลย
แต่ดิฉันไม่ได้ไป เพราะการเดินทางกินระยะเวลายาว ต้องขาดงานหลายวัน และพอดีรับปากกับเพื่อนๆ ที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าจะไปจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมกัน ดิฉันก็เรียนให้คุณพ่อคุณแม่ทราบ เขาก็บอกว่าไปเถอะ เป็นเรื่องเพื่อสังคม เผื่อจะทำให้เกิดสันติสุขในสามจังหวัดได้บ้าง อีกอย่างคือ เราเพิ่งไปเที่ยวจิ่วไจ้โกวเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เรายังมีความทรงจำดีๆ เก็บไว้ ถึงไม่ได้ไปครั้งนี้ก็ไม่เป็นไร คิดว่าถ้าน่าประทับใจเดี๋ยวเขาก็คงไปอีก เพราะครอบครัวเราท่องเที่ยวกันเป็นชีวิตจิตใจ ตั้งแต่เล็กๆ คุณพ่อจะบังคับเลยไม่อยากให้ไปเที่ยวกับเพื่อน เพื่อนชวนไปไหนเดี๋ยวพ่อพาไปเอง คือ ถ้าเราไปเที่ยวแล้วเกิดเป็นอะไรขึ้นมาพ่อแม่ก็เป็นห่วง คุณพ่อจะพูดตลอดว่าไปเที่ยวด้วยกัน เป็นตายยังไงก็เป็นด้วยกัน”
จนกระทั่งเกิดภัยพิบัติครั้งประวัติศาสตร์นี้ขึ้น สังคมไทยจึงได้รับรู้เรื่องราวการสูญเสียของเธอทั้งด้วย
ความรู้สึกเศร้าและชื่นชมไม่แพ้กัน เมื่ออาจารย์ปาริชาตให้สัมภาษณ์ทางทีวีโดยที่ยังไม่พบร่างของสมาชิกในครอบครัว ด้วยใบหน้าและท่าทีอันสงบนิ่งเกินกว่าที่ใครจะคาดคิดได้ว่าเธอต้องเผชิญกับความเศร้าโศกมากเพียงใด แต่กลับพลอยปลอบประโลมผู้สูญเสียท่านอื่นๆ ให้มีกำลังใจลุกขึ้นสู้ต่อไป
“ทุกอย่างคือการเรียนรู้กับการยอมรับ ว่าชีวิตก็เป็นอย่างนี้ เหมือนอย่างที่ในเพลงบอก ดิฉันเคยฟังครั้ง
แรกก็รู้สึกปลื้มในน้ำเสียงของคุณกมลา ตอนมีคอนเสิร์ตเบเกอรี่ น้องสาวได้ตั๋วฟรีมาก็ไปดูกัน รู้สึกแค่ว่าเพลงนี้เพราะดี มีพลัง จนได้ข่าวว่าเบเกอรี่แตกกันก็เลยซื้ออัลบั้มนี้ใส่ไว้ในรถคิดว่าเก็บเป็นที่ระลึก พอเกิดเหตุการณ์ปั๊บแล้วมาฟังใหม่ รู้สึกว่าไม่น่าเชื่อมีเนื้อร้องหลายท่อนที่เหมือนเราไม่เคยได้ยินมาก่อน โดยเฉพาะประโยคที่บอกว่า บางครั้งชีวิตคนเราก็หักเหไป แต่เราต้องยอมรับและเรียนรู้ที่จะอยู่กับความจริง
“จากเหตุการณ์ครั้งนี้ต้องบอกว่า เหมือนคนถูกผลักให้ตกน้ำ ต่อให้ไม่เคยว่ายน้ำ ก็ต้องตะเกียกตะกาย
ว่ายน้ำให้เป็น คุณพ่อ คุณแม่ท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ ก็พยายามฝึกให้ลูกได้ผ่านประสบการณ์ด้วยตนเอง
บางคนอาจเรียกมันว่าหลักศาสนา ปรัชญามานุษยวิทยา แต่จริงๆ แล้วมันคือหลักในการใช้ชีวิตอย่างมีสติ ทำอย่างไรให้กลมกลืนกับทุกสิ่งที่ดำเนินต่อไปได้ มีสติเป็นจุดเริ่มต้น รู้ว่าอารมณ์เราเป็นยังไง เราต้องทำอะไรต่อ เป้าหมายคืออะไร และดึงตัวเองกลับมา
“ต้องบอกว่า จากเดิมดิฉันเป็นคนที่ในชีวิตนี้เคยเห็นศพตอนไปงานศพไม่ถึงสิบศพ จนกระทั่งครั้งนี้เมื่อลงไปที่เกิดเหตุตอนยังไม่ทราบข่าวของครอบครัว เห็นศพ ผูกอยู่เป็นสิบๆ ร้อยๆ บางศพแขวนอยู่บนต้นไม้ บางศพติดอยู่ใต้ซากอาคาร ดิฉันต้องรีบทำใจให้ยอมรับสภาพตรงนั้นให้ได้ ความจริงคือความจริง อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด นี่คืออันแรก
“จนเริ่มทำใจได้จริงๆ เมื่อเห็นผู้ชายคนหนึ่งกับกลุ่มของเขามาตามหาศพเหมือนกัน ตอนนั้นคือต่างคน
ต่างตามหาแล้วก็คุยกันว่ามาตามหาใคร ผู้ชายคนนั้นก็บอกว่ามาหาภรรยาซึ่งเป็นแม่บ้านอยู่ที่รีสอร์ทที่ที่บ้านดิฉันพักอยู่ และเขาบอกว่าเขามีนัดมารับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเป็นคนสูงอายุ กับผู้หญิงอีกสามคน ซึ่งโทรนัดเขาให้มารับในวันที่เกิดเหตุตอนสิบเอ็ดโมง เพื่อที่จะไปเที่ยวพังงา แต่ทุกอย่างสูญหายไปหมดแล้ว รวมทั้งภรรยาของเขาด้วย ดิฉันรู้โดยสัญชาตญาณว่านั่นคือการสูญเสียพ่อแม่และน้องสาวแน่ๆ แต่ดิฉันมองหน้าเขา เขาสูญเสียไหม เขาก็สูญเสียภรรยาของเขาเหมือนกัน คนอื่นๆ ที่มาเดินตามหาก็สูญเสียเหมือนกัน เราต้องทำใจให้ได้
“ดิฉันจำนิทานเรื่องหนึ่งที่ตอนเด็กๆเคยเรียนได้ เป็นเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่ร้องไห้เสียใจมากที่พ่อเขา
ตาย เขาวิ่งไปหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าบอกว่าให้ไปหาเมล็ดพืชจากบ้านซึ่งไม่เคยมีคนตายมาให้ได้
แล้วจะทำพิธีเสกให้พ่อเขาฟื้นขึ้นมาได้ เขาวิ่งไปหาหลายร้อยครอบครัว ก็ไม่เจอครอบครัวไหนที่ไม่เคย
สูญเสีย เพราะฉะนั้นการสูญเสียเป็นเรื่องที่เป็นปกติ เพียงแต่เราจะเอาชนะข้ามจังหวะนั้นให้ได้ยังไง
“ดิฉันได้พบน้องชายเจ้าของรีสอร์ทซึ่งรู้จักคุณพ่อเพราะเคยเห็นในรายการโทรทัศน์มาก่อน เขาบอกว่าจังหวะนั้นเขาทำหน้าที่เสิร์ฟอาหาร เขาเห็นทั้งครอบครัว มาทานข้าว พอน้ำทะเลลด น้องสาวดิฉันก็วิ่งไปที่ทะเล ถือกล้องไปถ่ายรูป แล้วก็มีเสียงเอะอะโวยวาย เขากำลังจูงมือภรรยาเขาหนี คุณพ่อดิฉันก็ถามว่าเกิดอะไรขึ้นเขาบอกว่าหนีครับคุณลุง แต่คุณพ่อดิฉันก็ตัดสินใจเดินลงทะเลเพื่อไปเรียกลูกสาว ดิฉันต้องถือว่าคุณพ่อของดิฉันทำหน้าที่ที่ดีที่สุดที่จะต้องรับผิดชอบชีวิตลูกสาวอีกสองคนที่กำลังอยู่ ณ จุดเสี่ยงภัย ในขณะที่ดิฉันอยู่ในจุดปลอดภัย ถามว่าดิฉันมีสิทธิ์ที่จะเสียใจไหม ดิฉันควรภูมิใจในตัวท่านมากกว่า”
ถึงวันนี้แม้จะเหลือเพียงลำพังคนเดียวในครอบครัวเล็ก แต่อาจารย์ปาริชาตยังคงดำเนินชีวิตของเธอ
ต่อไปอย่างเข้มแข็ง โดยมีสมาชิกในครอบครัวใหญ่ที่ใกล้ชิดสนิทสนมเป็นกำลังใจไม่ห่างกาย
“ดิฉันสูญเสียไปสี่คน ยังมีคนที่น่าสงสารกว่าเยอะ ดิฉันยังมีบ้าน มีหน้าที่การงาน มีญาติพี่น้องมาคอยให้กำลังใจ คุณป้า คุณน้า คุณอาก็บอกว่ามาเป็นลูกเขาเถอะ เขาจะเป็นพ่อแม่ให้เรา ซึ่งดิฉันอยากเห็นคนในสังคมไทยช่วยเหลือกันอย่างนี้ ไม่ใช่แค่ให้เงิน แต่สิ่งที่มีความหมายมากกว่าคือการเยียวยาเขา ช่วยเป็นครอบครัวใหม่ให้เขาด้วย”
และเมื่อใดที่ระลึกถึงบุคคลอันเป็นที่รัก อาจารย์ปาริชาตจะยิ้มด้วยความสุข รูปถ่าย จากการไปท่องเที่ยวด้วยกันแต่ละครั้งในสถานที่ต่างๆ ยังคงแจ่มชัด เธอเปิดดูภาพแล้วปรารภ “ดูสิ ไม่น่าเชื่อเลยว่าพวกเขาไม่อยู่ ความทรงจำสวยงามไม่มีทางจางหาย”
“อีกอันที่ทำให้มีกำลังใจมากเลยคือมีคนโทร มาหาบอกว่าเขาชื่อกลุ่มไฮเปอร์ เขาไปดำน้ำอยู่ในเรือกลุ่มเดียวกับคุณพ่อ เขาเขียนเล่าเหตุการณ์ในวันนั้นส่งมาให้ทางอินเทอร์เน็ต ดิฉันอ่านแล้วไม่ได้น้ำตาไหลเลย แต่กลับโล่งมีความสุขมากที่ว่าครอบครัวของดิฉันมีความสุขจริงๆ ณ จุดนาทีสุดท้ายก่อนจะเสียชีวิต ซึ่งอยู่ที่หมู่เกาะสุรินทร์ ซึ่งคนในกลุ่มเล่าว่าเจอปลาไหลมอลเล่ย์ เจอเต่าทะเล เจอปลาสารพัดอย่าง ปะการัง แมงกะพรุน คุณพ่อ คุณแม่ น้องๆ ลงดำน้ำตรงจุดไหนบ้าง
“พอได้รู้อย่างนี้กลับมาทำให้รู้สึกว่าเขา (ครอบครัว) กับเราแค่ห่างกันชั่วคราว แต่จังหวะที่เขาห่างไปเขากำลังมีความสุขเหลือเกิน เราที่อยู่ข้างหลังควรทำหน้าที่ที่ดีที่สุดให้เขา แล้วสักวันหนึ่งเราอาจจะได้เจอกัน แค่อาจไม่ใช่หน้าตาแบบนี้เท่านั้นเอง”
|