รถเมล์สายนั้นชื่อ คะนึงนิจ จักรสมิทธานนท์
ทุกคนย่อมมีเส้นทางเป็นของตัวเอง เช่นเดียวกับลายมือของแต่ละคนที่ย่อมมีรายละเอียด ผิดแผกกันออกไป เส้นทางชีวิตของคนเราก็ไม่ต่างกัน หลายคนอาจมีเป้าหมายของชีวิตเหมือนกัน หากแต่การจะเดินทางไปให้ถึงจุดนั้นก็ไม่
จำเป็นต้องคล้ายคลึงกันเสมอไป

นักแสดงและพิธีกรสาว รถเมล์ - คะนึงนิจ จักรสมิทธานนท์ ก็เช่นกัน แม้ว่าเธอจะทำงานอยู่ในวงการ
บันเทิงซึ่งเต็มไปด้วยสีสันและแสงสี ทว่าตลอดระยะเวลาหลายปี สาวน้อยเจ้าของรอยยิ้มสดใสคนนี้ก็ยังคงภาพลักษณ์คนบันเทิง “น้ำดี” ที่ไม่จำเป็นต้องแต่งตัวเซ็กซี่หรือ ทำตัวเป็นข่าว (ฉาว) และยังรักษาระดับความนิยมเอาไว้ได้ไม่มีตก กระทั่งหลายคนสงสัยถึงเคล็ดลับความสำเร็จของเธอ
คุณมีภาพลักษณ์ที่เรียบร้อยมาโดยตลอด เป็นความตั้งใจมาตั้งแต่แรกเลยหรือเปล่า
ส่วนหนึ่งค่ะ เพราะหนูโตมาในครอบครัวใหญ่ ซึ่งทุกคนในบ้านไม่ชอบให้แต่งตัวเซ็กซี่อยู่แล้ว ในขณะ
เดียวกัน หนูก็ดูตัวเองด้วยว่า สรีระตัวเองเหมาะกับการใส่ชุดแบบนั้นหรือเปล่า เมื่อก่อนหนูผอมมาก ดังนั้นชุดสายเดี่ยวคงจะไม่ใช่ทางหนูแน่ๆ บางคนเขาต้องหาจุดว่าควรจะยืนอยู่ตรงไหน เพื่อทำให้คนทั้งโลกเห็น ซึ่งหนูว่ามันก็ต่างความคิดกันไปนะ อย่างหนูคิดว่าตัวเองโชคดีที่มาได้เจอทางที่ควรจะเป็นและไม่ได้ขัดเขินที่จะทำ อย่างงานพิธีกรไม่จำเป็นต้องมีภาพลักษณ์เซ็กซี่ แต่ต้องเป็นอย่างที่ตัวเองเป็น แล้วใช้สิ่งนั้นทำให้คนชอบเราให้ได้ เมื่อก่อนหนูออกไปเดินข้างนอกโดยไม่แต่งหน้า คนจำหนูไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ หลังจากที่มาทำรายการ ตลาดสด...สนามเป้า สิ่งที่เรานำเสนอออกไปคือ หน้าฉันเป็นแบบนั้น ตื่นมาเป็นแบบนี้ เวลาไปข้างนอกก็เป็นแบบนี้ มันเลยทำให้คนเห็นตัวตนที่เป็นเราและจำหนูได้ ดังนั้น การเป็นตัวเองแล้วคนยอมรับในสิ่งที่เราเป็นได้ มันดีกว่าเยอะ
ช่วงที่คนจำไม่ได้ รู้สึกเสียความมั่นใจบ้างไหมครับ
ยอมรับว่าเสียเซลฟ์ค่ะ เพราะทุกคนที่เป็นนักแสดงย่อมอยากให้คนจำได้อยู่แล้ว แต่พอเราออกไปข้าง
นอกก็เกิดคำถามขึ้นว่า ทำไมคนจำเราไม่ได้ล่ะ สุดท้ายก็ต้องกลับมามองดูตัวเองว่าเราไม่มีราศีขนาดนั้นเลยหรือ เราดูแย่ขนาดนั้นเลยหรือ แต่พอผ่านจุดนั้นมาได้ มันก็ทำให้เราได้เห็นสิ่งที่แตกต่างออกไป
คุณคิดว่าตัวเองผ่านจุดนั้นมาได้อย่างไร
มันค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปค่ะ หนูเป็นคนโชคดีที่พอเครียดแล้วหายเร็ว เวลาเครียดหนูจะเริ่มจากนิ่งๆ ก่อน แล้วค่อยๆ กลับมาคิดว่า เราทำอะไรไป เกิดอะไรขึ้นในชีวิต ทำไมถึงเป็นแบบนั้น หนูจะไม่ไปโทษในสิ่งที่คนอื่นเป็น แต่จะกลับมาดูตัวเองและถามตัวเองว่า เราพยายามแก้ปัญหาหรือยัง เพราะเมื่อไรที่เราอยู่กับคนหมู่มากหรือต้องเจอคนอื่น เราใช้อารมณ์ตัดสินไม่ได้ บางทีจึงต้องพบกันคนละครึ่งทาง แล้วสุดท้ายทุกปัญหาก็จะค่อยๆ แก้ไปทีละสเต็ป เป็นแบบนั้นมาตลอด โวยวายอาละวาดไปก็ไม่มีประโยชน์ และยังไม่จบอยู่ดี นิ่งๆ ไปก่อนดีกว่า แล้วก็ค่อยๆ ดู ค่อยๆ แก้ปัญหาไป
ธรรมะกับศาสนามีอิทธิพลต่อชีวิตคุณอย่างไรบ้าง
สำหรับหนู มีค่ะ อย่างทุกวันนี้ วันไหนที่เป็นวันพระใหญ่ หรือวันสำคัญทางศาสนา เราก็ยังไปทำบุญตักบาตรหรือทำทานอย่างที่พุทธศาสนิกชนที่ดีเขาทำกัน น่าเสียดายที่เด็กๆ รุ่นใหม่บางคนแทบจะลืมสิ่งเหล่านี้ไปแล้ว ซึ่งน่าเสียดายมาก อย่างเวลาหนูมีโอกาสไปบ้านพักเด็กพิการซ้ำซ้อน บ้านพักคนชรา แล้วได้เจอกับคนที่มีปัญหาและไม่มีโอกาสอย่างเรา หนูได้เรียนรู้หรือเอาชีวิตของพวกเขามาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตว่า เฮ้ย แค่นี้เราควรจะพอแล้ว เรามีดีกว่าคนอื่นตั้งเยอะแล้ว เราจะพยายามไขว่คว้าอะไรที่มันมากเกินตัวทำไม
ทั้งๆ ที่คุณอยู่ในวงการที่ทุกคนต่างก็ไขว่คว้าเพื่อให้ได้มามากขึ้นๆเรื่อยๆ
มันมากขึ้นได้นะ แต่ไม่ใช่พยายามกระโดดหามัน หนูว่าสิ่งนั้นจะค่อยๆ มาหาเอง ถ้าเราพยายาม จะรีบให้เหนื่อยทำไม ปกติหนูเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นว่า วันนี้ฉันมีเท่านี้ แล้ววันต่อไปฉันจะต้องกระโดดไปเป็นสิบ มันต้องค่อยๆ ไป นับหนึ่งแล้วค่อยนับสองนับสาม ถามว่ามีแพลนในอนาคตบ้างไหม ตอบได้เลยว่ามี แต่ไม่ได้ถึงขั้นเพ้อฝันว่า พรุ่งนี้ฉันจะต้องได้อันนี้มา ไม่ใช่แบบนั้น
คุณมีแบบอย่างในการดำเนินชีวิตบ้างไหมครับ
คงจะเป็นพ่อกับแม่ เพราะใช้ชีวิตอยู่กับท่านมาตลอด และได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากพ่อกับแม่มา
ตั้งแต่เด็กๆ พ่อเป็นคนขยันและไม่เคยได้อะไรมาแบบสบายๆ เลย ต้องทำงานตลอด วันหนึ่งๆ ต้องขับรถออกไปแต่เช้า กลับบ้านดึกๆ เพราะว่าไม่ได้ทำงานในกรุงเทพฯ แต่อยู่ที่ฉะเชิงเทรา หนูเคยบอกท่านว่า “ปะป๊าพอแล้ว เหนื่อย หยุดเหอะ ไม่ต้องทำแล้ว” แต่พ่อก็จะบอกว่า “ไม่ได้ นี่เป็นหน้าที่หลักของหัวหน้าครอบครัวและผู้ชายคนหนึ่ง” ส่วนคุณแม่นี่ หนูจะได้เรื่องการสอนจากท่านเยอะ เวลามีปัญหาอะไรเราก็ปรึกษากัน คุณแม่จะเป็นคนที่ให้คำปรึกษาที่ค่อนข้างโอเคและตรงไปตรงมา
ในฐานะที่เป็นลูกคนโต คุณเป็นพี่สาวที่ดุไหม
(พยักหน้า) ดุค่ะ แต่ไม่ใช่ดุเพราะอยากจะดุนะคะ แต่จะเน้นคุยกัน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วหนูก็เข้าใจน้องนะ เพราะตัวเองก็เคยผ่านชีวิตวัยเด็กแบบน้องมาแล้ว พอมองดูน้องก็จะคิดว่า ทำไมมันเหมือนกั๊นเหมือนกันขนาดนี้ จะต่างแค่ว่าใครจะรู้เร็วกว่ากันเท่านั้นเอง อย่างหนูทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ก็เลยอาจจะเจออะไรต่ออะไรเร็วขึ้น แต่อย่างน้อง เขาเรียนอย่างเดียว แล้วก็ใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อนเป็นส่วนใหญ่ กว่าจะเจอก็อาจนานหน่อย แต่ก็จะบอกเขาว่า เราเข้าใจคุณนะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หนูก็ไม่ได้อยากไปคาดหวังว่าน้องจะต้องเป็นไปในทางที่เราคิด เพราะเคยคิดแบบนั้นแล้วก็ทุกข์ เหนื่อยมาก
อย่างน้องคนเล็ก หนูอยากให้เขาไปเรียนต่างประเทศมากในขณะที่น้องรู้สึกว่า ฉันไม่ได้อยากไปสัก
หน่อย หนูเลยบอก เอางี้ ยูลองไปก่อน แค่ซัมเมอร์เดียวก็ได้ สุดท้ายเขาก็ลองไป แต่ก่อนไปทะเลาะกันใหญ่โต ต่างคนต่างร้องไห้ แม่ก็โกรธน้องที่ไม่ฟังหนู พอน้องไปแล้ว เดือนแรกเขาไม่โทรศัพท์มาคุยเลย พอได้คุยก็ถามคำตอบคำ ไม่พูดอะไร จนมีคนบอกว่า เราบังคับน้องมากเกินไปหรือเปล่า ก็เลยหันกลับมามองตัวเอง แล้วก็คิดทบทวนดูใหม่ ก่อนที่จะไปบอกกับแม่ว่า ถ้าน้องกลับจากซัมเมอร์มาเที่ยวนี้หนูจะไม่บังคับเขาแล้ว มันคือทางเดินชีวิตของเขา แต่สุดท้าย เขาก็เข้าใจเราและตัดสินใจไปเรียนต่อ
เหตุการณ์นี้ก็ถือเป็นจุดเปลี่ยนอย่างหนึ่งเหมือนกัน คือทำให้น้องหันกลับมาคุยกับหนูกับแม่ กับคนในบ้านมากขึ้น เริ่มมีความห่วงใยจากที่แทบไม่เคยมีเลย ทุกวันนี้เวลาคุยโทรศัพท์กันเขาจะถามตลอดว่า “เจ้เป็นไงบ้าง งานหนักไหม” โดยที่เราไม่ต้องพูดอะไร ซึ่งเป็นสิ่งที่หวังไว้มานานแล้ว

ทุกวันนี้ คุณวางเป้าหมายสำหรับครอบครัวเอาไว้อย่างไรบ้าง
คือหนูไม่ได้ใช้เงินพ่อกับแม่มาตั้งแต่เรียนมัธยมปลายแล้ว จากจุดเริ่มต้นที่เราสามารถที่จะดูแลตัวเองได้ในระดับหนึ่ง ค่อยๆ พัฒนามาจนดูแลได้มากกว่านั้น คือสามารถดูแลครอบครัวได้ จากปกติที่พ่อกับแม่จะเป็นคนที่คอยโอบเราไว้ตลอดเวลา แต่วันหนึ่ง เมื่อเรายืนด้วยตัวเองได้แล้ว เราก็ควรหันกลับมาดูแลครอบครัวด้วย หนูจะรู้สึกสบายใจที่สุดถ้าครอบครัวหนูอยู่กันอย่างมีความสุข โดยที่พ่อกับแม่ไม่ต้องทำงานเหนื่อยอีก
แล้ว หรือถ้าวันหนึ่งเกิดแต่งงานไป หนูก็ต้องมั่นใจว่าน้องต้องดูแลครอบครัวต่อจากหนูได้ นี่คือสิ่งที่หวังเอาไว้ แต่ว่า ณ ตอนนี้ก็ถือได้ว่าเรามีความสุข พ่อแม่มีความสุขในระดับที่โอเคแล้ว ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจในตัวเองมากๆ ว่า วันนี้ฉันก้าวมายืนในจุดนี้ได้
คิดว่าถึงตอนนี้คุณค้นพบเส้นทางของตัวเองหรือยัง
หนูว่าค้นพบนะ (ยิ้ม) เพราะกว่าจะมายืนอยู่ตรงนี้ได้ ไม่ใช่ว่าวันหนึ่งฉันกระโดดขึ้นมาแล้วได้เลย แต่มันค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป โดยเรียนรู้จากสิ่งที่ตัวเองเป็นและจากคนรอบข้างด้วย อย่างงานพิธีกร ถ้าหนูทำเองคนเดียวแล้วไม่มีใครรอบข้างช่วย มันก็คงสำเร็จได้ยาก แต่ทุกวันนี้เรามีโอกาสดีที่มีคนรอบข้างพยายามปูทางเอาไว้ให้ในระดับหนึ่ง ก่อนที่เขาจะค่อยๆ ปล่อยให้เราก้าวขาเดินเอง แล้วค่อยมาดูกันว่าผลลัพธ์จะเป็นยังไง ดังนั้นเส้นทางในตอนนี้ของหนูก็คือ เราต้องเป็นตัวเองให้มากที่สุด ซึ่งหนูเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราเป็นมันก็โอเคแล้ว (ยิ้ม)
|