Wi-Fi Experience@KBank
ค้นหา:
Join:
Home / Health & Wellness / แง่คิดจากคนดัง / ดร.วิรไท สันติประภพ ดอกเตอร์ผู้ใช้ธรรมนำทุน
แง่คิดจากคนดัง
Send To Friend

 
Share |
 
 

ดร.วิรไท สันติประภพ ดอกเตอร์ผู้ใช้ธรรมนำทุน

ผู้ชายคนนี้เป็นทายาทของอดีตอธิบดีกรมตำรวจ เขาได้รับปริญญาตรีสาขาเศรษฐศาสตร์ เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ด้วยคะแนนสูงสุดของรุ่นจาก
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยวัยเพียง 18 ปี หลังจบปริญญาตรี เขาได้รับ
พระราชทานทุนอานันทมหิดลเพื่อศึกษาต่อจนจบปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย
ฮาร์วาร์ด

เมื่อเรียนจบเขาได้เข้าทำงานกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF โดยสวมหมวกนักเศรษฐศาสตร์ และในช่วงปี 2540 เขาเป็นหนึ่งในผู้ช่วยกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจไทย จนกลับมามีเสถียรถาพที่มั่นคง ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งรองผู้จัดการ สายงานพัฒนาและวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ถึงบรรทัดนี้คงพอสรุปได้ว่า ผู้ชายคนนี้มีคุณสมบัติเพียบพร้อมที่จะเป็นชายในอุดมคติของหญิงสาว
หลายๆ คน ทว่าแทนที่เขาจะเลือกใช้ชีวิตสนุกสนานไปกับชื่อเสียง เงินทองและอีกสารพันสิ่งที่ผู้คนจำนวนมากอยากครอบครอง และคงไม่ยากที่เขาจะได้มา เขากลับสนใจและให้ความสำคัญกับ “ธรรมะ” ถึงขนาดเคยกล่าวว่า “ถ้าเลือกได้ผมขอตายใกล้วัด”

เพราะเหตุใด...ดร.วิรไท สันติประภพ ชายผู้มีพร้อมทุกอย่างจึงกล่าวเช่นนั้น...

ทำไมถึงเคยพูดว่า “ขอตายใกล้วัด” ครับ
ผมหมายถึงขออยู่ใกล้วัด ทั้งกายทั้งใจน่ะครับ ผมมีโอกาสเข้าคอร์สมรณานุสติ ของพระอาจารย์ไพศาล
วิสาโล แล้วมีการคุยกันมากเรื่องจิตดวงสุดท้าย แล้วก็เรื่องตายแล้วไปไหน เมื่อมีคำถามว่าอยากตายที่ไหน ผมจึงตอบว่า ถ้าเลือกได้ผมขอตายใกล้วัด ไม่ได้หมายความว่าต้องตายในวัดนะครับ แต่อยากอยู่ใกล้วัด เพราะผมเชื่อว่า วัดเป็นสถานที่ที่จะช่วยให้จิตดวงสุดท้ายสงบลงได้ สำหรับผมแล้ว วัดเป็นแหล่งพักพิงทางใจที่สำคัญ ช่วยทำให้ใจสงบและมีสมาธิ ประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้เรื่องจิตดีๆ หลายครั้งที่ผ่านมาก็เกิดขึ้นในวัดหลายๆ แห่งครับ

เริ่มสนใจศึกษาธรรมะตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ
สาเหตุที่ผมสนใจพุทธศาสนา อาจเป็นเพราะผมโตมากับคุณยายผมมีโอกาสตามท่านไปวัดอยู่เสมอ
ตั้งแต่เด็ก แต่ที่ผมเริ่มศึกษาแล้วรู้สึกศรัทธาในพุทธศาสนามากๆ คือช่วงทำปริญญาเอก ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เครียดมากจากการต้องอยู่คนเดียว อีกทั้งการเรียนปริญญาเอกต้องแข่งขันสูงมาก ทางออกของผมก็คือการอ่านหนังสือ รวมถึงหนังสือธรรมะ โดยเฉพาะของท่านอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ ท่านเป็นพระฝรั่งที่มาบวชกับหลวงปู่ชา เนื้อหาของคำสอนจึงว่าด้วยการนำพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาในชีวิต ซึ่งช่วยทำให้ผมมองเห็นว่า ปัญหาของเรานั้นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ธรรมะช่วยให้เรายอมรับความจริงและสงบลงได้ ต่อมาเมื่อชีวิตมีเสถียรภาพทางการงานแล้ว ผมก็พบว่าพุทธศาสนาเป็นศาสตร์ที่อธิบายเรื่องชีวิตได้อย่างครบถ้วน ครบวงจร ในขณะที่ศาสตร์ที่เรียนมาทางโลกดูเหมือนแต่ละศาสตร์จะอธิบายเพียงแค่ส่วนเล็กๆ ของชีวิตเท่านั้น

วันก่อนได้รับฟังธรรมข้อหนึ่งจาก พระอาจารย์อารยะวังโส ที่ผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับเยาวชนมาก
ท่านพูดสั้นๆ ว่า “พุทธศาสนาสอนว่าชีวิตมีทางเลือก” เมื่อเราตระหนักได้ว่าชีวิตมีทางเลือก จะลดความกังวลเรื่องเพื่อนฝูง เรื่องสังคมไปได้มาก แต่ละคนมีศักยภาพและจุดเด่นจุดด้อยไม่เหมือนกัน ดังนั้นแต่ละคนมีชีวิตของตัวเอง ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ชีวิตตามเพื่อน หรือถูกพวกมากลากไป และเมื่อเจอปัญหา ถ้าเรายอมรับว่าชีวิตมีทางเลือก ก็ไม่จำเป็นต้องทนทุกข์กับปัญหาที่พบ หรืออยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบ เพราะเป็นการเสียโอกาสที่จะพัฒนาตัวเองให้ตรงตามศักยภาพของตัวอีกด้วย

คุณพ่อคุณแม่คุณมีวิธีเลี้ยงลูกอย่างไร พวกคุณสามพี่น้องถึงเรียนเก่งกันทุกคน
คุณพ่อคุณแม่จะให้ทุกคนเรียนในสิ่งที่สนใจและให้ทำในสิ่งที่ชอบ อย่างพี่ชาย (ดร.ประทิต สันติประภพ) เขาจบด้านวิศวะคอมพิวเตอร์ ส่วนน้องสาว (พญ.จีรันดา สันติประภพ) ก็เป็นหมอ ผมเชื่อว่าทุกคนมีความ
เก่งอยู่ในตนเอง เพียงแต่ต้องค้นหาตัวเองให้พบ แล้วถ้าได้ทำในสิ่งที่ชอบด้วยศักยภาพที่มีอย่างเต็มที่ ความเก่งก็จะออกมาเอง

อย่างตัวผมเอง ตอนเรียนอยู่สาธิตปทุมวันก็ไม่ได้เป็นเด็กที่เรียนหนังสือดีมาก ผมเป็นเด็กชอบทำ
กิจกรรมด้วยซ้ำ พอขึ้น ม. 4 ทุกคนแนะนำให้เรียนสายวิทยาศาสตร์ แต่พอเรียนไปแล้วผมไม่ชอบและไม่เข้าใจเคมีกับฟิสิกส์เลย ตอนนั้นผมจึงหันไปเล่นดนตรีไทยค่อนข้างมาก เป็นเดือนเลย (หัวเราะ) ต่อมาผมทดลอง
สอบเทียบตอน ม. 4 แล้วเกิดสอบเทียบผ่านและเอนทรานซ์ติดคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ได้ ด้วยความที่คิดว่าตัวเองเข้ามหาวิทยาลัยโดยที่ยังไม่พร้อม ประกอบกับชอบวิชาเศรษฐศาสตร์มากๆ ก็เลยทำให้ผมเริ่มตั้งใจเรียนอย่างจริงจังตั้งแต่นั้น จนกระทั่งจบฮาร์วาร์ด

คุณมีพื้นฐานครอบครัว การศึกษา และหน้าที่การงานดีมากทีเดียว ซึ่งส่วนนี้อาจนำมาซึ่งอัตตาได้ง่าย คุณมีวิธีการจัดการกับอัตตาที่เกิดขึ้นอย่างไร
ผมยอมรับว่าสมัยที่เรียนหนังสือและทำงานที่ต่างประเทศ ผมมีอัตตาสูงมาก เพราะอยู่ในสังคมที่ต้องต่อสู้กับคนเก่งรอบด้าน ต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้คนอื่นยอมรับตลอดเวลา แต่ผมก็มีวิธีหนีอัตตาโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว คือเวลาไปทำงานต่างประเทศ ผมจะชอบแวะไปในประเทศและเมืองแปลกๆ คนเดียว ไปใช้ชีวิตแบบไม่มีใครรู้จัก ไปนั่งดูวิถีชีวิตคนพื้นเมืองตามร้านกาแฟหรือจัตุรัสต่างๆ เดินทางด้วยรถไฟหรือรถเมล์ท้องถิ่น จนเคยหลงทางหรือไปเจอปัญหาที่ต้องสื่อสารกับคนพื้นเมืองด้วยภาษาที่ไม่เข้าใจกัน แต่ผมก็สนุกและมีความสุขกับการผจญภัย
เดิมผมเคยคิดว่าตัวเองชอบการผจญภัย แต่เมื่อมองย้อนกลับไปแล้วก็พบว่า นั่นเป็นวิธีหนีอัตตาของ
ตัวเองอย่างหนึ่ง เวลาไปอยู่ในที่ที่ไม่มีใครรู้จักและเราไม่สามารถควบคุมอะไรได้ อัตตาของตัวเองจะลดลง และเห็นความสำคัญของคนอื่นมากขึ้น เราจะสนใจแต่ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น จนเห็นว่าอัตตาเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความทุกข์และเป็นเรื่องสมมุติ

ถึงวันนี้ผมเชื่อว่าอัตตาของผมลดลงมาก แต่ไม่แน่ใจว่าเพื่อนร่วมงานของผมจะเห็นด้วยหรือไม่ เพราะผมยังยึดถือความคิดและหลักการของตัวเองอยู่มากพอสมควร ในการทำงานทุกคนสวมหมวกต่างๆ กัน และหมวกที่ใส่นี่เองที่ทำให้อัตตาเพิ่มขึ้น เมื่อมีบทบาทหน้าที่ต่างกัน ก็ต้องทำหน้าที่ไปตามหมวกที่ใส่ แต่ถ้ายอมรับว่าทุกคนเป็นเพื่อนร่วมเกิดมาพร้อมกัน และต่างคนต่างมีทุกข์ที่ต้องแก้ไขกันไป จะเห็นอัตตาเป็นเพียงของ
ชั่วคราว ถ้าไปยึดถือมากก็เป็นทุกข์ แม้จะมีความคิดเห็นต่างกัน แต่เมื่อคุยด้วยเหตุผลและหลักการแล้วก็จบ ไม่จำเป็นจะต้องเอาชนะกัน หลายครั้งเมื่อมีอัตตาสูง เราจะสนใจเรื่องของการเอาชนะมากกว่าเหตุผลโดยไม่รู้ตัว

คุณทำงานด้านเศรษฐศาสตร์ซึ่งเป็นทุนนิยม แต่กลับชอบศึกษาธรรมะที่มุ่งสอนให้ลดกิเลส ซึ่งเป็นเรื่องที่ตรงข้ามกัน คุณมองเห็นถึงจุดร่วมของสองฝั่งนี้อย่างไร
ผมคิดว่าทุนนิยมเป็นกฎของโลก ตราบเท่าที่เรายังต้องอยู่ในโลกอย่างที่เป็นอยู่นี้ คงหนีไม่พ้นที่ต้องมีกฎเกณฑ์ของโลก แต่ธรรมะเป็นสิ่งที่จะช่วยทำให้เรามองออกว่าภายใต้กฎเกณฑ์ของโลกที่ดำเนินไป เราจะมีวิธีการดำเนินชีวิตอย่างมีสติได้อย่างไร
โลกทุนนิยมเป็นเรื่องของความโลภ การแก่งแย่งแข่งขันกัน เพราะฉะนั้นแม้ทุนนิยมกับศาสนาดูเหมือน
แยกจากกัน แต่ก็หนีกันไม่พ้น ในความคิดของผม การยอมรับว่าชีวิตมีทางเลือกและคำนึงถึงสถานะกับศักยภาพของตัวเอง เป็นหลักสำคัญที่จะช่วยให้อยู่ในกรอบสังคมทุนนิยมได้อย่างไม่ทุกข์

นอกจากนั้น ผมคิดว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นหลักที่ผสม
ผสานธรรมะเข้ากับเศรษฐกิจทุนนิยมได้อย่างดี มีหลายคนเข้าใจผิดว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องของเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แต่ถ้าศึกษาโดยละเอียดแล้วจะพบว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสอนให้คนรู้จักตัวเอง พอประมาณ มีเหตุมีผล และมีภูมิคุ้มกัน ซึ่งทั้งสามหลักนี้เป็นหลักสำคัญที่จะใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสังคมทุนนิยมได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุข

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีหลายระดับมาก มีตั้งแต่เกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นเพียงขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงหลักที่นำไปประยุกต์ใช้กับการทำธุรกิจขนาดใหญ่ซึ่งต้องแข่งขันกับต่างประเทศ ผมเคยถามท่านผู้ใหญ่ว่า ทำไมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงตั้งชื่อปรัชญานี้ว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องพอมีพอกินแค่นั้นแต่เมื่อได้รับคำตอบว่า ความพอเพียงในความหมายของพระองค์ท่านเป็นเรื่องของความพอเพียงที่ใจ ทำให้เห็นว่าทรงผนวกธรรมะเข้ากับหลักการใช้ชีวิตในโลกทุนนิยมได้อย่างลึกซึ้งมาก
ในขณะเดียวกันมีคนชอบถามผมว่า ทำไมถึงมาทำงานตลาดหลักทรัพย์ เพราะเห็นว่าตลาดหลักทรัพย์มีภาพเป็นบ่อนการพนัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตลาดหลักทรัพย์มีหน้าที่หลักเป็นช่องทางการลงทุนและระดมทุนของประเทศ ซึ่งระบบเศรษฐกิจจะมั่นคงได้ต้องมีตลาดทุนหรือตลาดหลักทรัพย์ที่แข็งแกร่งเป็นสำคัญนะครับ คนที่ซื้อขายหุ้นอยู่ทุกเดือนอาจจะมีประมาณแสนบัญชี แต่คนที่ได้ประโยชน์จากตลาดทุนนี่มีเป็นหลายสิบล้านคน เพราะไม่ว่าจะเป็นกองทุน สำรองเลี้ยงชีพ กองทุนประกันสังคม ต่างก็ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งสิ้น รายได้ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์คิดเป็นกว่าร้อยละ 70 ของ GDP ของประเทศ และก่อให้เกิดการจ้างงานมากมาย แน่นอนว่าย่อมมีคนเล่นหุ้นแล้วเจ็บตัว แต่ขณะเดียวกันที่เราก็เห็นพัฒนาการที่ดีขึ้น คือมีคนจำนวนไม่น้อยที่เลิกเล่นหุ้นตามข่าว แต่มองการซื้อหุ้นเป็นการลงทุนที่ต้องผ่านการคิดอย่างรอบคอบ
ผมจึงอยากเรียนว่า ทุกอย่างต่างก็มีทั้งด้านดีและด้านเสียทั้งนั้นแต่ถ้าเรามีหลักของตัวเองชัดเจนว่า เราเข้ามาตรงนี้เพื่อทำอะไร การดำเนินชีวิตอย่างใช้สติจะช่วยเพิ่มด้านดีและลดข้อด้อยให้น้อยลงได้

ถึงวันนี้ คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับกระแสความสนใจพุทธศาสนาในปัจจุบัน
ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากครับที่คนหันมาสนใจพุทธศาสนาและปฏิบัติธรรมมากขึ้น ทำให้มีการ
นำเสนอพุทธศาสนาในวิธีต่างๆ และมีทางเลือกในการศึกษามากขึ้น แต่ละคนสามารถเลือกเรียนรู้วิธีที่ตรงจริตของตนเองได้ ถ้าคนหันมาสนใจพุทธศาสนามากขึ้น ก็จะทำให้สังคมดีขึ้นได้ เพราะคนจะรู้ผิดรู้ชอบในสิ่งที่
ตัวเองทำ มีเมตตามากขึ้น และมีหลักในการใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องโอนเอียงไปตามกระแสสังคมที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่าพุทธศาสนาเป็นเรื่องของการปฏิบัติ การศึกษาพุทธศาสนาด้วยการอ่านอย่างเดียวจะไม่สามารถทำให้เข้าใจหลักของพุทธศาสนาได้ อยากจะส่งเสริมให้ทุกคนทั้งเยาวชนและทุกระดับอายุที่ยังไม่ได้ทดลองปฏิบัติ หันมาทดลองปฏิบัติสมาธิและภาวนา ทุกคนมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่ากัน อย่าบ่ายเบี่ยงว่าไม่มีเวลา ตอนเริ่มแรกจะยากหน่อย แต่ผมเชื่อว่าเมื่อได้ทดลองปฏิบัติแล้วจะพบว่าเวลา 24 ชั่วโมงที่มีอยู่จะมีค่ามากขึ้น มีเวลามากขึ้น เพราะชีวิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สำหรับผมเอง หลังจากที่ได้ศึกษาธรรมะอย่างจริงจังมาตลอด ผมก็ได้คำตอบว่าในที่สุดแล้ว ชีวิตก็มี
เพียง 2 อย่างเท่านั้น คือ กายกับใจ เมื่อคิดได้แบบนี้แล้ว เราก็แค่ทำให้กายและใจของเรามีความสุขสมบูรณ์ให้ได้ ซึ่งสำหรับผม หลักธรรมคือสิ่งที่จะทำให้เกิดความสุขสงบได้อย่างแท้จริง




21 เมษายน 2554 11:48:07
 
 

 
 
 
 

สุขภาพวัยทำงาน สุขภาพแม่และเด็ก
สุขภาพผู้สูงอายุ โรคภัยไข้เจ็บ
สุขภาพใจ ความงามและโภชนาการ
บุคลิกภาพและการเข้าสังคม