เพราะละครคือชีวิต
ใครที่มีช่วงอายุตั้งแต่เลขสามขึ้นไป คงจะพอคุ้นหน้าคุ้นตาชายผู้นี้จากละครโทรทัศน์ และภาพยนตร์หลายเรื่อง ถ้ายังจำบทบาทของเขาได้ เขาคือนักแสดงที่มีพลัง ด้วยน้ำเสียงที่ฉะฉาน มีจังหวะคมชัดอย่างหาตัวจับยาก ภาพของเขาจึงยังติดอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน จนถึงทุกวันนี้

ในฐานะครู เขาเป็นครูที่มีลูกศิษย์ลูกหารักใคร่นับถือมากมาย ชนประคัลภ์ จันทร์เรือง หรือ ครูช่าง ชื่อที่ลูกศิษย์การละครเรียกขานกันจนติดปาก ในวันนี้ครูช่างไม่ได้โลดแล่นอยู่ในจอแก้วหรือบนแผ่นฟิล์มให้เห็นเท่าใดนัก แต่สิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ก็ไม่พ้นงานเกี่ยวกับการแสดง นั่นก็คือการเป็นผู้ก่อตั้งคณะละครมรดกใหม่ และโรงเรียนมรดกใหม่โฮมสคูล ในปี 2552 เขาได้รับเลือกให้เป็นศิลปินดีเด่น รางวัลศิลปาธร สาขาศิลปะการแสดง
ครูช่างบอกว่า นี่คือสิ่งที่ทำแล้วสนุกและมีความสุขที่สุด
“ผมเริ่มเข้าวงการบันเทิงตอนอายุยี่สิบกว่า เริ่มมาจากการเขียนบท ทำละคร และแสดงละครให้ช่องเจ็ด
รวมทั้งแสดงภาพยนตร์ด้วย แต่ที่คนจำได้มากที่สุดคงจะเป็นภาพยนตร์เรื่อง นวลฉวี (2528) และ หย่าเพราะมีชู้ (2528) ขณะเดียวกันก็เป็นอาจารย์ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“ตอนสอนที่จุฬาฯ มีกระแสพูดกันว่า เราสอนการละคร แต่ลูกศิษย์ที่จบมาไม่มีใครทำงานทางด้านนี้เลย เลยได้คิดว่าทำไมต้องฝากความหวังไว้ที่ลูกศิษย์ จึงตัดสินใจมาทำเองและชักชวนลูกศิษย์ 3 - 4 คนมาทำ
ด้วยกัน ตอนนั้นผมยังไม่ได้ลาออกจากจุฬาฯ แต่ก็เริ่มเห็นว่าที่ทำอยู่ไม่ใช่วิถี รู้สึกว่าตัวเองอยู่ผิดที่ผิดทาง สักพักจึงลาออก ตอนที่ออกมาก็รู้สึกหวิวๆ เหมือนกัน แต่ก็บอกตัวเองว่าต้องเอาจริง ถอยไม่ได้ และต้องไม่ให้คนอื่นรู้ว่าเราอ่อนแอ เป็นวินาทีที่ต้องอาศัยความกล้าล้วนๆ”
นี่คือจุดเปลี่ยนที่มาทำคณะละครมรดกใหม่และมีการเดินทางอันยาวนาน หลังจากล้มลุกคลุกคลานกับการลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้ง ครูช่างจึงตัดสินใจที่จะใช้พื้นที่แถวปทุมธานีคลอง 6 เป็นดินแดนในฝันโดยการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ด้วยละคร
“พอมาได้ที่ตรงนี้เหมือนเจอดินแดนในฝัน แล้วเราก็ได้ใช้วิถีชีวิตแบบพึ่งตัวเองอย่างสุดโต่งทวนกระแส
อย่างสุดชีวิต พร้อมกับปวารณาตัวว่าจะเป็นกบฏต่อกระแส ก่อนหน้านั้นเราย้ายไปย้ายมาอยู่หลายที่ สุดท้ายก็มาซื้อที่นี่ทำโรงละครและทำละครสัญจรอีกครั้ง ได้เงินมาก็เก็บเป็นกองกลาง และใช้เงินในส่วนนี้พาเด็กๆ ไปร่วมเทศกาลละครที่ต่างประเทศ พอไปครั้งแรก ครั้งต่อไปเขาก็เชิญมาเองโดยที่เราไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย จึงมีเงินเหลือ ผมก็นำเงินส่วนนั้นไปบำรุงด้านอื่นๆ เช่น ไปสร้างโรงละครไว้เป็นเครือข่ายที่เชียงรายและเลย”

จุดเริ่มต้นของโรงเรียนมรดกใหม่โฮมสคูล
เริ่มจากการที่มีผู้สนใจมาเรียนการละคร และมีนักศึกษามาฝึกงานในระยะเวลาสั้นๆ ทำให้เกิดการผลัด
เปลี่ยนหมุนเวียนในหมู่ผู้เรียนอยู่เสมอ แต่ครูช่างเล็งเห็นว่าละครต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ทั้งชีวิต จึงได้คิดหลักสูตรระยะยาวขึ้น เพื่อสร้างคนละครตามวิถีพึ่งพาตนเอง โดยเปิดรับเด็กที่ศึกษาจบชั้น ป.6 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัด และมีความประสงค์ที่จะเรียนต่อ แต่ฐานะทางบ้านไม่ดี หรือไม่ก็เป็นเด็กที่อยากค้นหา
ตัวเองผ่านการเรียนรู้ด้านละคร ปัจจุบันโรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนทั้งสิ้น 30 คน ครูช่างบอกว่า ที่นี่เป็นการเรียนรู้ทั้งชีวิต เด็กที่มาเรียนจะต้องสร้างหลักสูตรร่วมกันกับครู เสร็จแล้วทางโรงเรียนจะยื่นหนังสือไปยังสำนักงานเขต เพื่อให้รับรองหลักสูตร จากนั้นครูผู้สอนและนักเรียนก็จะร่วมกันทำให้เป็นไปตามแผนที่เสนอไว้
“ตอนแรกผมต้องต่อสู้กับทางกระทรวงและทางสำนักงานเขตพื้นที่อย่างมาก เพราะเขาจะให้ผมประเมิน
ความรู้เด็กเป็นตัวเลข แต่ผมยึดแนวคิดพุทธศาสนาว่า “ความรู้รู้ได้ด้วยตัวเอง ไม่ขึ้นกับเวลา” ไม่ต้องให้มีคนมาบอกว่านี่เรารู้แล้วนะ แต่เราจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อเราเข้าใจสิ่งนั้นด้วยตัวเราเอง อยู่ๆ จะให้คนมาประเมินเราเป็นตัวเลขว่าคุณรู้เท่านี้นะมันขัดกับหลักพุทธศาสนา ที่นี่เราต้องรู้ในสิ่งที่ทำให้จริง เราจึงฝึกกันทุกวันเพราะมันนำไปสู่ปัญญาภาวนา
“ถ้าเรานำละครมาประยุกต์ใช้ในระบบการศึกษา เราจะได้คนอย่างเลโอนาร์โด ดาวินชี, กาลิเลโอ หรือ
ไอน์สไตน์ ซึ่งเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ในคนคนเดียว เพราะละครเน้นเรื่องความเป็นองค์รวมไม่แยกส่วน แต่เดี๋ยวนี้ระบบการศึกษาแยกส่วนอย่างชัดเจน จะเป็นหมอยังต้องเลือกว่าจะเรียนหมอทางด้านไหน ต่างจากสมัยก่อน ตอนที่ผมเรียนสาธิตจุฬาฯ อาจารย์ที่จบจากคณะอักษรศาสตร์สอนคณิตศาสตร์แล้วยังสอนภาษาไทยได้ด้วย เพราะคณะอักษรศาสตร์มีชื่อว่าคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ซึ่งรวมศาสตร์และศิลป์อยู่ด้วยกัน พ่อผมก็จบอักษรศาสตร์ แต่เป็นนักเคมีและนักธรณีวิทยา แถมเขียนหนังสือได้ด้วย คนสมัยก่อนเขาสามารถทำอะไรได้หลายอย่างเพราะเขามีองค์รวมอยู่ในตัวเอง
“ผมว่าระบบการศึกษายุคนี้ล้มเหลวอย่างมาก เด็กที่จบใหม่ส่วนใหญ่สับสนมากว่าจะไปทำอะไรดี เพราะไม่ชอบสิ่งที่ตัวเองเรียนมาไม่สามารถนำความรู้ที่เล่าเรียนมาตั้งหลายปีไปประกอบอาชีพได้ เพราะการแยกส่วนนี่แหละที่ทำให้คนพิการ
“ผมหวังว่าคนที่จะมาสานต่อคงจะเป็นลูกและลูกศิษย์ที่เข้าถึงปรัชญาของมรดกใหม่ เพราะที่นี่ไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของทุกคนที่อยู่ที่นี่ ก่อนตายผมหวังว่าจะได้ขยายเครือข่ายไปทั่วประเทศ และคงได้พัฒนาจังหวัดเลยให้เป็นหมู่บ้านแห่งศิลปะ ที่ไม่ขึ้นกับปัจจัยใดๆ และไม่แสวงหาผลกำไรอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว”
ถึงแม้ชื่อของชนประคัลภ์ จันทร์เรือง ในตอนนี้จะพ่วงคำว่าศิลปินศิลปาธร แต่ก็ไม่ได้มีผลกับชีวิตเขาสักเท่าไร เพราะเขาชัดเจนกับสิ่งที่ทำเสมอ เขาบอกกับเราว่า การตื่นเต้นกับรางวัลก็เหมือนกับการหวังผล ที่นี่ไม่เน้นการแข่งขัน แต่เน้นที่กระบวนการมากกว่า ซึ่งกระบวนการในการทำละครนั้นก่อให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาทางความคิดที่ดียิ่ง เพราะละครคือชีวิตคน
|