บ้านกาญจนา Home Sweet Home
“คุก” คือสถานที่สำหรับคุมขังผู้กระทำความผิดที่มีอายุตั้งแต่ 18 ขึ้นไป แต่
สำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่านั้น เมื่อทำความผิดและต้องได้รับโทษ “คุก” ของ
พวกเขา คือ สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน

ณ ที่แห่งนี้ เด็กๆ จะต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกันและมีผู้ปกครองคนเดียวกัน สถาน
พินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจึงเปรียบเสมือนเป็น “บ้านหลังที่สอง” ของเด็กๆ เหล่านี้
แต่บ่อยครั้งที่ “บ้านหลังที่สอง” กลับไม่มีจิตวิญญาณของคำว่า “บ้าน” อย่างที่ควรจะเป็น ผลที่ออกมาจึงเป็นดังเช่นข่าวที่เห็นกันอยู่เนืองๆ ไม่ว่าจะเป็นเด็กทะเลาะกันในบ้าน เด็กทำร้ายเจ้าหน้าที่ ทำลายข้าวของ หนีออกจากบ้าน ฯลฯ และเมื่อได้ออกจาก “คุกเด็ก” แบบที่ว่านั้นมาแล้ว ก็มักมีการกระทำความผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
คำถามคือ แล้วจะมีหรือไม่ “บ้านหลังที่สอง” ที่มีจิตวิญญาณแห่งความเป็น “บ้าน” อย่าง
แท้จริง...
...อากาศยามเช้าเย็นสบาย สมาชิกใน “บ้านกาญจนาภิเษก” เดินลงมาจากห้องของตัวเอง ส่งเสียงพูดคุยกันเบาๆ เมื่อเดินผ่านแขกที่มาเยี่ยมชม เด็กๆ พนมมือไหว้ทักทายอย่างน่ารัก ก่อนที่แต่ละคนจะเดินไปทำกิจกรรมร่วมกัน
หลายคนนั่งปล่อยกายและใจไปกับธรรมชาติ บางคนนั่งพูดคุยอยู่บนเก้าอี้หิน อีกคนใกล้ๆ กันกำลังดีด
กีตาร์ส่งเสียงเพลงอย่างสบายอารมณ์
สายตาของทุกคนในที่นั้นเปล่งประกายสดใสอย่างมีความหวัง...หวังว่าจะได้รับ “โอกาส” อีกครั้งหนึ่ง
หากไม่บอกคงไม่มีใครเชื่อว่า เด็กเหล่านี้คือเยาวชนที่ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดทางอาญา
ปล้นทรัพย์ ขายยาเสพติด ข่มขืนกระทำชำเรา ทำร้ายร่างกายหรือแม้แต่ฆ่าคนตาย! คุณทิชา ณ นคร
ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก หรือ ป้ามล ของเยาวชนชายในบ้านส่งยิ้มพรายมาให้ก่อนพาเราเดินผ่านเด็กๆ ที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ห้องสมุดไปยังห้องรับแขกด้านใน

“บ้านกาญจนาภิเษกไม่ใช่ ‘คุก’ เยาวชนไม่ใช่ ‘นักโทษ’ เจ้าหน้าที่ไม่ใช่ ‘ผู้คุม’ แต่...บ้านกาญจนาภิเษกคือ ‘บ้านทดแทนชั่วคราว’ ของวัยรุ่นที่บังเอิญใช้ชีวิต ‘ผิดจังหวะ’ จนเป็นเหตุให้ต้องสูญเสีย ‘อิสรภาพชั่วคราว’
...ข้อความบนกระดาษที่แปะอยู่ในห้องรับแขกเตะตา (และเตะใจ) เราเข้าอย่างจัง!
“ถึงแม้ว่าวันที่เกิดเหตุเขาจะเป็นคนผิด แต่วันที่เขาสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ตัวเองได้ ก็เป็นวันที่สังคมควรให้โอกาสเขาเหมือนกันไม่ใช่หรือ” ป้ามลตั้งคำถามให้เราได้คิด
“คนมักเหมารวมกันไปหมดว่า ถ้าจุดเริ่มต้นคุณผิดพลาด คุณต้องรับผิดชอบไปตลอดชีวิต ซึ่งไม่ยุติธรรมสำหรับเด็กเลย เพราะความผิดพลาดของเด็กบางคน เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์เขาไม่ได้บอร์นทูบี...
“เราเชื่อว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะเกิดมาเป็นแบบนี้ แต่ระหว่างทางก่อนจะเป็นวัยรุ่นเขาต้องผ่านอะไรมามาก
มาย ...ถ้าเราโยนทุกอย่างว่าให้เขาผิด สุดท้ายเขาก็จะไปสู่ที่ที่มืดมิดและกลายมาเป็นปัญหาสังคมเหมือนเดิม”
พ่อเลี้ยงทำร้ายร่างกาย แม่ติดเหล้าเมายา พ่อแม่มีเงินมากมายแต่ไร้เวลาดูแลลูก หรือเป็นเด็กกำพร้า
ต้องหาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองไม่มีคนเหลียวแล ครูบาอาจารย์ไม่สนใจและเข้าใจ…
...ตกลงว่า “ผิด” ที่เด็กจริงๆ หรือ...
“อาจไม่ถูกต้องที่การที่คุณผ่านบาดแผลในวัยเด็กจะเป็นเหตุให้คุณมาทำร้ายหรือข่มขืนคนอื่น เพราะเด็กที่มีบาดแผลแล้วไม่ทำอะไรใครหรือลุกขึ้นมาโทรมใครก็มี
“แต่สำหรับเด็กเหล่านี้ จะดีกว่าไหมถ้าเราเข้าใจแล้วช่วยกันเยียวยาเขา เพื่อส่งกลับคืนสู่สังคม... หลัง
จากนั้นแทนที่เขาจะกลายเป็นภาระของสังคม เราอาจได้คนรุ่นใหม่ที่จะเป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ต่อไป”
ไม่มีกำแพงขาวสูงติดลวดหนาม มีเพียงรั้วเล็กๆ แต้มสีสันสดใสจากฝีมือของเด็กๆ ในบ้าน
ไม่มีประตูรั้วเลื่อนปิดและล็อกแม่กุญแจอันโต มีเพียงประตูรั้วที่เปิดกว้างเชิญให้คนเข้า - ออกอย่างเสรี
(แต่ที่ผ่านมา...ไม่มีใครเคยหนีออกไปเลยสักราย)
ไม่มีตึกใหญ่ติดเหล็กดัดที่หน้าต่างกันเด็กหนีในบรรยากาศอับทึบ มีแต่บ้านหลังเล็กหลายบ้านที่เด็กๆ ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีต้นไม้ใหญ่ สนามบอลกว้าง สระบัว และสระน้ำให้ทุกคนใช้ร่วมกัน
ไม่มีผู้คุมหน้าโหดที่ใช้กำลังรุนแรงปราบปรามเด็ก มีเพียงลุง - น้า -อาที่แปลงกายจากผู้คุมกลายมาเป็นที่ปรึกษาชั้นยอดยามเด็กๆ ถูกผู้หญิงทิ้ง พ่อด่าแม่ว่า หรือปัญหาหนักอกคับใจอื่นๆ
ไม่มีคำสั่งบังคับให้ทำโน่น - นี่ - นั่น แต่ทุกคำถามของป้ามลจะต่อด้วยคำว่า “เด็กๆ คิดยังไงกับเรื่องนี้”
ไม่มีการด่าประจานหน้าเสาธงตามวิถีเด็กหลังห้องของโรงเรียน แต่บนบอร์ดและกระดานตามทางเดินเต็มไปด้วยข้อความดีๆ ที่บางข้อความคัดลอกมาจากสมุดบันทึกประจำวันของเด็กๆ ให้เพื่อนๆ ที่เดินผ่านไป - มาได้คิดและออกความเห็น และให้เจ้าตัวได้อมยิ้มอย่างภาคภูมิใจ เพราะหากเป็นในโรงเรียนจริงๆ แล้ว งานของ เด็กอย่างเขา ไม่มีทางได้ขึ้นบอร์ด
“บรรยากาศที่นี่ไม่มีความเป็นคุก ถึงแม้เด็กที่เดินทางมาที่นี่จะเคยไปฆ่า ปล้น หรือข่มขืนใครมา แต่เมื่อมาที่นี่จะมีสัญญาณบางอย่างบอกเขาว่า ‘เฮ้ย จริงๆ แล้วตัวเราไม่ได้เลวร้าย...เรายังเปลี่ยนได้นะ’

“เด็กที่นี่ส่วนมากเขาลืม ลืมว่าตัวเองเคยมีความคิดไปทำตามเพื่อน ตามหัวหน้าแก๊ง ทำตามที่เขาสั่ง จนบางครั้งเดินผิดทาง... ที่นี่จึงสอนเด็กให้รู้จักคิดเป็น
“จากเด็กคนหนึ่งที่รู้สึกว่าชีวิตล้มเหลว เลวร้าย หรือไร้ค่าเหมือนกองขยะกองหนึ่งตั้งแต่วันที่ถูกจับ เขาจะคิดได้ว่าความรู้สึกนั้นสามารถกำจัดออกไปได้... สิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านหลังนี้สร้างความหวังและทำให้เขารู้สึกว่า สักวันหนึ่งทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
“เด็กเคยพูดว่า ถ้าต้องลุกขึ้นมาทำลายบ้านนี้คงทำไม่ลง เพราะเขาทุกคนมีส่วนสร้างบ้านหลังนี้ขึ้นมา ถ้าต้องตีกัน ข้าวของเสียหายทุบกระจกหนีออกไปคงน่าเสียดาย”
วันแรก เด็กทุกคนจะถูกผูกข้อมือรับขวัญ หากโชคดีก็อาจได้ไปอยู่ในบ้านที่ได้รับมอบหมาย ให้ทำอาหารกินเองสัปดาห์ละ 1 วัน (ซึ่งหลังจากวันนั้นแล้วก็ไม่มีใครกล้าติรสชาติอาหารของแม่ครัวอีกเลย!)
อาทิตย์แรก เริ่มปรับตัวได้กับการตื่นนอนตอนเช้า สวดมนต์ และร้องเพลงตอนสาย เรียนหนังสือ ทำกิจกรรมที่ฝึกให้คิด เข้าใจผู้อื่นและตนเอง หรือบางครั้งก็มีการฝึกอาชีพตอนบ่าย เข้าห้องสมุดเพื่อทำการบ้านตอนเย็น และเขียนบันทึกประจำวันก่อนนอน
เดือนแรก แต่ละคนจะจัดแต่งทรงผมกันอย่างเต็มที่เมื่อผมเริ่มยาวขึ้น หลังจากถูกจับตัดจนสั้นกุดมานาน
ปีแรกและปีถัดๆ ไป ทุกคนเรียนรู้ที่จะรักตัวเองอย่างแท้จริงและเข้าใจคนรอบข้าง ในขณะเดียวกันก็รอคอยให้สังคมและเหยื่อให้อภัย ในสิ่งที่เขา เคยทำ...
“ป้าอยากให้เด็กทุกคนรู้สึกว่า เมื่อเขาอยู่บ้านหลังแรกไม่ได้ต้องจับพลัดจับผลูมาอยู่บ้านหลังที่สองใน
ชีวิต เขาต้องรู้สึกเหมือนได้อยู่ในบ้านที่แท้จริง...คือเราต้องทำที่นี่ให้เป็น บ้าน ที่อยู่ในจิตใจเด็กทุกคน เพื่อที่เมื่อกลับออกไปจะได้ไม่สร้างปัญหาให้สังคม
“แต่ถ้าบ้านหลังที่สองไม่ดี เมื่อกลับไปอยู่บ้านหลังที่หนึ่ง...บ้านจะลุกเป็นไฟ ครอบครัว เพื่อนบ้านรวมถึงสังคมก็จะเดือดร้อนกันไปหมด”
แม้จะมีเสียงก่นด่าจากผู้ที่ไม่เข้าใจและครอบครัวของผู้ถูกกระทำอยู่บ้างในช่วงแรกๆ แต่เมื่อหลายปีผ่านไป เสียงด่าว่าและเสียงครหานินทาเริ่มจางลง เพราะรางวัลที่เรียงรายอยู่ในห้องรับแขกเป็นเครื่องการันตีได้เป็นอย่างดีถึงสิ่งที่ป้ามลทำ...ที่น่าภาคภูมิใจคือ เด็กที่ออกไปจากที่นี่แทบไม่เคยทำความผิดซ้ำอีกเลย ล่าสุดในปี 2552...ไม่มีสักรายเดียวที่กลับเข้าคุกอีก
“งานแบบนี้มีรางวัลที่ยิ่งใหญ่บ่อยครั้ง...หนึ่งในนั้นคือ การที่ป้าได้เห็นเด็กๆ เดินไปข้างหน้าแบบไม่ล้ม
อีก...นั่นเป็นรางวัลสูงสุดแล้ว”
“ป้าต้องขอบคุณเด็กๆ ที่ช่วยพิสูจน์ความเชื่อของป้าว่า คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะทำความชั่วหรือทำ
ร้ายใคร ป้าเป็นนักฝัน เด็กๆ เป็นนักปฏิบัติ...ปฏิบัติเพื่อให้ความฝันของป้าเป็นจริงขึ้นมา” ป้ามลกล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุข
ณ ตอนนี้ เชื่อว่าเด็กๆ หลายคนคงได้พบ “บ้านหลังที่สอง” ที่มีจิตวิญญาณแห่งความเป็น “บ้าน” อย่างแท้จริงแล้ว...ในที่สุด
|