Wi-Fi Experience@KBank
ค้นหา:
Join:
Home / Health & Wellness / แง่คิดจากคนดัง / โลกที่หมุนด้วยความรัก ของ บอย โกสิยพงษ์
แง่คิดจากคนดัง
Send To Friend

 
Share |
 
 

โลกที่หมุนด้วยความรัก ของ บอย โกสิยพงษ์

เมื่อเราเอ่ยชื่อ บอย โกสิยพงษ์ หลายคนคงให้คำนิยามที่ผิดแผกกันไป ไม่ว่าจะเป็นโปรดิวเซอร์ นักแต่งเพลงรักโรแมนติกที่หาตัวจับยาก ศิลปินที่มีผลงานสร้างชื่อหลากหลายชุด ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง นาค เจ้าของค่ายเพลง LOVEiS

สำหรับคนที่ติดตามวงการเพลงไทยมาหลายปี อาจจำได้ต่อไปว่าเขาคือหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งค่ายเพลง
เบเกอรี่มิวสิค ค่ายที่เป็นผู้บุกเบิกกลุ่มศิลปินที่เรียกตัวเองว่า ศิลปินอิสระ

แต่ไม่ว่าจะเป็นนิยามที่แตกต่างกันเพียงใด สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ “ความรัก” ที่ผู้ชายคนนี้ได้บรรจง
ถ่ายทอดลงในผลงานแต่ละชิ้นของเขา ก่อนที่จะส่งต่อไปให้ผู้ฟังรุ่นแล้วรุ่นเล่าจวบวันนี้

หลังปีที่ 15 ของการทำงานซึ่งประสบความสำเร็จมาโดยตลอด ผลงานชิ้นล่าสุดที่เขาทำร่วมกับ
นภ พรชำนิ นักร้องคู่บุญ ก็ยังคงมีเพลงฮิตที่ได้รับความนิยมอย่างมากคือ Away Far So แต่ทว่าบอย หรือ
ชีวิน โกสิยพงษ์ กลับตัดสินใจลดเวลาการทำงานลง ทำนองน้ำยังขึ้นสูง แต่คนตักเช่นเขากลับปฏิเสธที่จะตักน้ำมาเก็บไว้อย่างที่ใครๆ มักทำกัน

เบื้องลึกเบื้องหลังของการตัดสินใจครั้งนี้คืออะไร

วิกฤติชีวิตสู่แนวความคิดใหม่

เท่าที่ทราบ คุณเป็นคนทำงานหนักมาโดยตลอด เพราะอะไรจึงเริ่มคิดว่าจะลดการทำงานลง
การตัดสินใจครั้งนี้มีสาเหตุจากเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่อาทิตย์มานี่เอง ผมพบว่าตัวเองเป็นเส้นเลือด
ในสมองตีบ เวลาพูดจะติดๆ ขัดๆ ตลอดเวลา รู้สึกว่าโลกโคลงเคลงไปหมด ไม่รู้เราเป็นอะไร ผมเลยไปหาหมอ หมอบอกว่าเส้นเลือดในสมองตีบ แต่ว่าเพิ่งอยู่ในระยะเริ่มต้น ขอบคุณพระเจ้า นี่แสดงว่าพระเจ้าเตือนแล้วว่าให้เราใช้ชีวิตที่เหลือนี้ให้ดี จากที่สมัยก่อนเราไม่ค่อยสนใจออกกำลังกาย สนุกแต่กับการทำงาน ตอนนี้เริ่มมองว่ามีเวลาเหลืออยู่อีกนิดเดียวเอง ผมอายุ 42 แล้ว เต็มที่อีกสัก 18 ปีก็คงถึงเวลาไปแล้ว ดังนั้นช่วงเวลานี้เรายังตั้งเป้าหมายใหม่ทันนะ หลังจากนั้นผมก็คิดได้ว่า ยิ่งมีชื่อเสียงหรือความสำเร็จ ยิ่งมีสาระสำหรับชีวิตน้อยลงเรื่อยๆ ผมเลยหันมาให้เวลากับครอบครัว รวมทั้งศึกษาพระคัมภีร์มากขึ้น ซึ่งผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้มีความสำคัญมากกว่า

ภรรยากับลูกคงยินดีที่ตัดสินใจแบบนี้
เขาดีใจกันมากเลย ตอนแรกที่รู้ว่าผมเป็นโรคนี้ คุณตุ้ย กับดีใจ (คุณวรกัญญา โกสิยพงษ์ ภรรยา และลูกสาวคนโต) กลุ้มใจเหลือเกิน ผมเห็นลูกร้องไห้ เห็นเมียร้องไห้ เลยรู้สึกว่า ไม่ได้แล้ว เราต้องดูแลตัวเองดีๆ แต่ก่อนเวลาผมมาทำงานที่นี่ (บริษัทเลิฟอีส) ลูกกับคุณตุ้ยก็จะอยู่ด้วยกันตลอด ในความรู้สึกของผม ผมจะคิดว่านี่คือการอยู่ด้วยกัน แต่มันไม่ใช่ อยู่ด้วยกันคือต้องอยู่จริงๆ อยู่ทั้งใจและกาย ไม่ใช่ว่ากายอยู่เฉยๆ
ตอนนี้ผมจึงเปลี่ยนตารางชีวิตเป็นว่า ทุกวันอังคารกับวันศุกร์ไม่ทำงาน ทำแค่วันจันทร์ พุธ พฤหัสฯ
สำหรับวันอังคารที่หยุด ผมก็ไปเที่ยวกับคุณตุ้ยแทน คือเราแต่งงานกันมา 13 ปีแล้ว แต่มีเพียงช่วงแรกๆ เท่านั้นที่ได้เที่ยวกันสองต่อสอง พอมีลูกเราก็ไม่เคยทำแบบนั้นอีกเลย วันแรกที่ได้กลับมาเที่ยวสองต่อสองสนุกมาก รู้สึกว่าเป็นชีวิตที่สดชื่น ทีแรกเตรียมตัวไปดูหนังกัน แต่ไม่มีโรงหนังที่ไหนเปิดเลย กว่าจะเปิดอีกทีก็เป็นเวลาที่เราต้องไปรับลูกจากโรงเรียน ก็เลยไปกินข้าวกันแทน แล้วก็ดูดีวีดีเรื่อง Sleepless In Seattle ซึ่งเป็นหนังเรื่องแรกที่เราดูด้วยกัน

ส่วนวันศุกร์จะเป็นวันเดท เป็นวันที่เราจะเดทกับลูกสาวคนใดคนหนึ่งของเรา อย่างอาทิตย์ที่แล้วเป็นวันเดทกับดีใจ ส่วนอาทิตย์นี้เป็นคิวของ ใจดี (ลูกสาวคนเล็ก) ในขณะที่คุณตุ้ยก็จะเดทกับอีกคนหนึ่ง ต่างคน
ต่างแยกกันพาลูกไปเดท หลังจากที่ปรับตัวมาเป็นแบบนี้ หัวสมองเราก็ปลอดโปร่ง พอถึงวันอาทิตย์ไปโบสถ์ก็สบายเพราะได้พักมาแล้วในวันศุกร์ เสาร์ ผมเลยมีความรู้สึกว่า สิ่งที่พระเจ้าเตือนมานี่ดีจริงๆ (หัวเราะ)

ครอบครัวเข้มแข็ง หัวใจแข็งแรง

อยากทราบว่า ได้รับอิทธิพลในเรื่องใดจากครอบครัวบ้าง
ผมได้มาเยอะเลยนะครับ เพราะพ่อแม่สอนเรามาเยอะ อย่างเพลง Seasons Change เป็นสิ่งที่แม่สอน เพลง Live and Learn หรือเพลง แพ้บ้างก็ได้ เป็นคำสอนของพ่อ พ่อชอบบอกว่า “พ่อว่าแพ้ดีกว่าชนะ เพราะถ้าสอนให้รู้จักแต่ชนะ เดี๋ยวจะเหลิง เมื่อแพ้แล้วจะได้รู้ว่ารสชาติมันเป็นอย่างไร และพอรู้แล้วก็ให้อยู่อย่างผู้แพ้ที่ดำเนินชีวิตต่อได้” ทั้งพ่อและแม่ชอบเล่าเรื่องตอนพวกท่านเด็กๆ ให้ฟังอยู่เรื่อย ซึ่งเรารู้สึกประทับใจมาก
อย่างพ่อเป็นคนฉลาด ทำการบ้านเก่ง พ่อก็ช่วยสอนเพื่อน แล้วเปลี่ยนเพื่อนที่ไม่เก่งในด้านเรียนมาเป็นมิตรในด้านอื่นได้ สังเกตจากการใช้ชีวิต ท่านชอบเอาของที่ไม่ได้เรื่องมาทำให้ใช้ได้ดี นี่คือพ่อ เราเลยได้เห็นตัวอย่างจากท่าน

นอกจากนั้นยังรวมถึงแบบอย่างเรื่องการเลี้ยงลูก ซึ่งมีผลกับผมในเวลาต่อมามาก บ้านพ่อผมอยู่หน้าปากซอยนี้ (ทองหล่อซอย 23) ซึ่งท่านใช้เป็นออฟฟิศด้วย ผมเกิดและโตมาที่นั่น พ่อกับแม่ไปรับไปส่งลูกเองทุกวัน เวลานั่งรถกลับจากโรงเรียน แม่จะนั่งปอกผลไม้ให้ลูกๆ วันหนึ่งปอกไม่รู้กี่กิโล ลูกๆ ทั้งห้าคนจะได้ผลไม้คนละชามๆ มือแม่จะเปื่อยมากเลย แล้วเมื่อกลับถึงบ้าน พ่อจะเป็นคนทำกับข้าวให้ลูกกินทุกมื้อ ทั้งๆ ที่พ่อเป็นวิศวกร งานยุ่งมาก อย่างโรงพยาบาลสมิติเวช หรือว่าธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ในสมัยนั้น พ่อเป็นคนทำหมด แต่พ่อก็ยังมีเวลาอยู่กับลูก ทำอาหารให้ลูก แถมวันอาทิตย์พ่อยังพาไปโบสถ์อีก ถือว่าพ่อสุดยอดจริงๆ
สำหรับแม่ เนื่องจากผมเป็นคนเรียนไม่เก่ง ผมเป็นคนเรียนแย่มาก ตอนเด็กๆ ผมไม่เอาโล้เอาพายอะไรเลย คือจะชอบแต่เพลงที่ฉันชอบ ชอบแบบนี้ก็ทำแต่แบบนี้ ส่วนลูกอีกสี่คนได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งของภาคบ้าง ได้ทุนไปเรียนเมืองนอกบ้าง เก่งหมดเลยในขณะที่ผมทำไม่ได้สักอย่างเลย แต่แม่ก็จะคอยให้กำลังใจว่า “บอยไม่เก่งเหมือนแม่ดีแล้ว จะได้มีพวกแม่บ้าง” (หัวเราะ) ฟังแบบนี้เราก็จะชื่นใจ และไม่ได้รู้สึกว่าเป็นปมด้อยที่เราเรียนไม่เก่ง เรารู้สึกว่าเราเหมือนแม่ในด้านนี้
ทั้งหมดนั้นทำให้เราได้เห็นความรัก ความทุ่มเท การเอาใจใส่ที่พ่อแม่ให้เรามาตั้งแต่เด็ก ซึ่งผมก็พยายามทำให้ได้บ้าง แม้ว่ามันอาจจะไม่มากมายเหมือนกับที่พ่อแม่ทำให้เราก็ตาม

คำมั่นสัญญาแห่งรัก

คุณเชื่อในพรหมลิขิตหรือไม่ครับ
เชื่อครับ เชื่อว่าพระเจ้าเป็นคนเขียนให้ โชคดีมากที่พระเจ้าเขียนให้เรามาพบกัน ผมกับคุณตุ้ยนี่อยู่คนละดาวคนละจักรวาลกันเลย นอกจากนั้นคุณตุ้ยยังมีสิ่งที่ผมไม่มีทั้งหมดเลย ผมเองก็มีในสิ่งที่คุณตุ้ยไม่มีเป็นส่วนใหญ่ เหมือนเขาทำให้ชีวิตผมสมบูรณ์น่ะครับ

จำเป็นไหมที่คู่ชีวิตต้องมีในสิ่งที่เราไม่ม
สำหรับผม ผมมองว่าจำเป็น มันอาจจะมีความตึงเครียดบ้างในช่วงที่เราต้องปรับตัวเพื่อสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน แน่นอนว่า ช่วงนั้นทั้งผมและคุณตุ้ยต่างมีความรู้สึกอึดอัดเหมือนกัน แต่ว่าพอเราได้พบพระเจ้า พระเจ้าสอนไว้ว่า เมื่อแต่งงานแล้วห้ามหย่า ห้ามโกรธข้ามวัน ดังนั้นถ้าเราเชื่อพระเจ้าจริงๆ เราต้องดำเนินตามนั้น ซึ่งพ่อผมเอาหลักนี้มาสอนลูกด้วย คือต้องพยายามทำให้ความรักเราใหม่ทุกวัน โดยเราต้องคอยพิจารณาข้อดีของคนรักมากกว่าที่จะดูแต่ข้อเสีย เพราะแน่นอนอยู่แล้วว่าตราบเท่าที่เรามีชีวิตอยู่ย่อมต้องมีมรสุม ต้องมีเรื่องมากมายเกิดขึ้น แต่ถ้าเราลองเขียนข้อดีข้อไม่ดีลงบนกระดาษแล้วนับดู และพบว่าข้อดีเยอะมาก ข้อไม่ดีอาจจะมีแค่นี้ (ทำมือประกอบ) เราก็จะตระหนักถึงความดีที่เขามีต่อเรา เช่น ตอนเช้าคุณตุ้ยจะคอยห่วงเรื่องวัดความดัน เรื่องกินยา เรื่องยาหยอดตา เรื่องยาสีฟัน เขาบีบมาให้เสร็จ ซึ่งเป็นเรื่องที่ตอนตัวคนเดียวไม่ได้ทำเลย แต่เพราะเรามีเขา เขาทำให้หมดเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาทำในเรื่องที่ยากที่สุดในชีวิตผม คือ พวกเรื่องบัญชีกับเรื่องการจัดการต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมทำไม่เป็นเลย แต่เขาทำได้หมด ทั้งที่เป็นเรื่องที่ปวดหัวมาก ซึ่งพอดูข้อดีเหล่านี้แล้วมาดูเรื่องที่เราทำให้เขาบ้างปรากฏว่าเรากลับทำน้อยกว่า พอมองแบบนี้แล้วไม่ให้รักไหวหรือ
ในทางตรงข้าม การแก้ปัญหาอาจไม่เกิดขึ้นถ้าเราใช้แต่อารมณ์ตัดสิน อย่างสมมุติเวลาเราโกรธ มันจะไปจดจ่ออยู่ที่ข้อเสียที่มีอยู่นิดเดียว แต่ความดีตั้งมากมายเรากลับไม่มอง พอผมกับคุณตุ้ยเข้าใจตรงนี้ เราก็พยายามปฏิบัติด้วยกันเรื่อยมา จนกระทั่งได้พบเหตุผลว่าทำไมพระเจ้าถึงให้โอกาสเราแต่งงานกับคุณตุ้ย ต้องบอกว่า คุณตุ้ยเป็นคู่ชีวิตที่ทำให้ผมเกิดความคิดที่จะจัดงานแต่งงานใหม่อีกครั้ง เพราะความรักที่เกิดขึ้นในเวลานี้แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับความรักที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ตอนแรกเราวางแผนกันไว้เมื่อปีที่แล้ว แต่เนื่องจากเป็นช่วงที่คุณพ่อคุณตุ้ยเสีย เลยต้องเลื่อนไปก่อน แต่ผมเพิ่งคุยกับคุณตุ้ยว่าปีนี้เราน่าจะแต่งงานกัน เรามีบ้านริมน้ำอยู่เมืองกาญจน์ ก็คงไปแต่งกันเงียบๆ ที่นั่น

จนถึงวันนี้ทัศนคติเกี่ยวกับความรักเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง
ถ้าเป็นสมัยก่อนผมคงคิดว่า ความรักเป็นเรื่องอารมณ์ เรื่องของความโรแมนติก เรื่องอะไรต่างๆ นานานะครับ แต่เดี๋ยวนี้มีความรู้สึกว่าความรักคือคอมมิตเม้นท์หรือคำมั่นสัญญา การที่เราจะมีรักแท้ที่ถาวรจะต้องมีคำสัญญาซึ่งกันและกันว่า เราจะรักกันแบบไหน อย่างไร และจนถึงเมื่อไร
สำหรับผมกับคุณตุ้ย เราสัญญากันว่า เราจะพยายามรักกันจนวันสุดท้ายของชีวิต...คือสำหรับผม วงจรชีวิตของคนเราคล้ายกับเวลาในหนึ่งวัน ตื่นเช้าขึ้นมาเหมือนตอนเราเป็นเด็ก และใช้ชีวิตไปจนถึงตอนเที่ยงคืน ซึ่งเป็นตอนที่แก่ตาย ระหว่างนี้ย่อมมีช่วงเวลาที่ชีวิตเราเริ่มแห้งเหี่ยวด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม หากไม่ต้องการพบกับช่วงเวลาอย่างนั้น เราก็ต้องพยายามกลับมาดูยอดของเราตลอด เดี๋ยวผมยกตัวอย่างให้ดู (หยิบธงชาติขนาดเล็กขึ้นมา) ทำแบบนี้ (เอาธงตั้งบนฝ่ามือแล้วเลี้ยงธงเอาไว้ไม่ให้หล่น) ทำไมเราถึงเลี้ยงธงไว้ได้ เพราะเรามองส่วนยอด แต่ถ้าเรามองตรงนี้ (มองส่วนกลางเสาและเลี้ยงธงต่อแต่ปรากฏว่าธงหล่นจากมืออย่างรวดเร็ว) มันจะไม่ได้ นั่นคือเราต้องกลับไปมองที่จุดคำมั่นสัญญาของเรา นี่ (ยอดเสา) คือจุดคำมั่นสัญญาถ้าเรามองส่วนอื่น เราก็จะต้องคอยถอย คอยเลื่อน ต้องโน่น ต้องนี่ตลอดเพื่อเลี้ยงธงไม่ให้ล้ม แต่ถ้าเรามองจดจ่ออยู่ที่ยอด มือเราจะคอยปรับสมดุลธงเอาไว้ได้เอง มือที่คอยปรับสมดุลก็คือชีวิตเราที่ต้องคอยประคับประคองกันไปนั่นเอง เราต้องมองเป้าหมายเดียวกัน คือเราจะพยายามรักกันจนวันสุดท้ายของชีวิต แน่นอนว่าเราย่อมเจอปัญหาเหมือนกับตอนที่มองอย่างนี้ (มองส่วนอื่นของธง) นี่คือปัญหาหมดเลยถ้าเรามองแต่ปัญหา ล้มแน่ๆ ตรงข้าม ถ้าเรามองคำมั่นสัญญามันก็พอจะถูไถกันไปได้เรื่อยๆ ผมถึงใช้คำว่า “พยายามรัก” ไม่ใช่ “จะรัก”
เพราะเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันพรุ่งนี้ เป็นไปได้ว่าพรุ่งนี้เราอาจไม่มองในจุดนี้ (ยอดธง) แต่ไปมองแต่ตรงนี้ (กลางเสา) ก็ได้

การมีครอบครัวทำให้ศรัทธาในความรักมากขึ้นกว่าก่อนหน้ามีครอบครัวไหมครับ
(พยักหน้า) ใช่ครับ มันเหมือนกับเรามีคนช่วยปกป้องในจุดที่เราอ่อนแอ บางเวลาที่ผมอ่อนแอในบางเรื่อง แค่ลูกสาวเข้ามาคลอเคลียก็รู้สึกได้แล้วว่าเราถูกปกป้องโดยความรักของลูก
พอมีลูกแล้ว จากที่เคยมีแค่เราสองคนเติมเต็มความรักกันเอง ลูกก็มาเติมเพิ่มไปอีก และเราก็ได้เติมให้เขาด้วย ผมรู้สึกว่า ถ้าเราได้รับการเติมอย่างเดียว ความรู้สึกดีๆ ที่มันล้นๆ เหลือๆ ใครจะมาใช้ล่ะ เมื่อไม่มีคนใช้ เราก็นำมาเติมให้ลูก ยิ่งมีลูกก็ยิ่งรู้จักให้มากขึ้น แน่นอนว่าเมื่อรู้จักให้ แก้วของเราก็ย่อมพร่องไปบ้าง แต่เดี๋ยวก็มีคนมาเติมให้เต็มเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นความรักของเมียเรา หรือของคนนู้นคนนี้ ทำให้เราสามารถรับความรักได้มากขึ้นอีก เพราะฉะนั้นการมีลูกเป็นเรื่องที่...ถ้ามองเพื่อแค่ตัวเองอย่างเดียวก็คุ้มแล้ว แต่ถ้ามองในมุมเพื่อครอบครัวก็ยิ่งคุ้มเข้าไปใหญ่

ความหมายในเพลงแห่งรัก

คุณมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ ที่มักถูกนิยามว่าเป็น “เจ้าพ่อเพลงรัก”
ผมยังไม่เบื่อนะครับ เขาพูดถึงเราดีน่ะโอเค ถ้าโดนเรียก “ไอ้บอย” เมื่อไรคงจะเบื่อมาก (หัวเราะ) คนอื่นอาจจะมองเราอย่างนี้ แต่คนใกล้ชิดไม่ได้มองผมเป็นแบบนั้น ไม่ได้มองเป็นนักแต่งเพลง มองเป็นคนปกติที่มีข้อเสีย มีหกล้ม มีอะไรต่ออะไรเยอะแยะไปหมด สาเหตุที่ตั้งให้ก็คงเพราะเขาให้เกียรติน่ะ

อารมณ์ความรู้สึกในแง่ลบมีผลต่อการแต่งเพลงของคุณบ้างหรือเปล่าครับ
ในชุดบอย - นภก็มีนะครับ ชื่อเพลงว่า รักผมแค่นี้เองเหรอ เพลงนี้เกิดขึ้นตอนที่ผมโดนคุณตุ้ยงอน ก็เลยแต่งเพลงให้คุณตุ้ยเสียเลย

แล้วถ้าร้ายแรงกว่านั้นถึงขั้นทะเลาะกันละครับ
(นิ่งคิด) ส่วนใหญ่ทะเลาะนี่จะไม่แต่งเพลงนะ เพราะมันเหมือนมีอะไรอยู่ในใจ เหมือนเวลาเข่าเราเจ็บ เราก็คงจะไปทำโน่นทำนี่ไม่ได้ใช่ไหมครับ แต่เนื่องจากโดยส่วนใหญ่แล้วเราจะไม่ทะเลาะกันข้ามวันไงครับ มันก็เลยไม่เสียเวลามาก แต่ที่เราแต่งออกมาได้นั้นเป็นเพราะเรามองว่าการทะเลาะเป็นเรื่องตลก เราอาจจะเริ่มอายุเยอะขึ้น (ยิ้ม) ก็เลยเริ่มมองว่า มันเป็นเรื่องอารมณ์เฉยๆ น่ะ พอเขามีอารมณ์จากความเข้าใจผิดก็เลยงอนนิดหนึ่ง เราก็มองเป็นเรื่องตลกไปซะ แล้วไปแต่งเป็นเพลงมาแหย่เขา

นอกจากแต่งเพลงแล้ว วิธีง้อคนรักของบอย โกสิยพงษ์ เป็นอย่างไรครับ
รอครับ ในชุดบอย - นภมีอีกเพลงหนึ่งชื่อเพลงว่า ฟังลูกเดียว เนื้อหาบอกให้เรารอ...รอไป รอแล้วก็ฟังเขา เดี๋ยวก็หายโกรธ ดังนั้น ก็ไม่ต้องกังวล แต่ก่อนจะคิดได้อย่างนี้เราก็ต้องใช้พลังเยอะเหมือนกันนะ ต้องกลับไปนั่งลิสต์ข้อดีๆ ของเขาจะได้ใจเย็นลง สำหรับผมแล้ววิธีนี้ช่วยได้เยอะมากนะครับ ถ้าเรามีสมุดก็นั่งจดความดีของคู่ครองเราไปเรื่อยๆ จดแต่ความดี แล้วในวันที่เขาโกรธ ผมว่ามันจะช่วยเราได้เยอะ น่าทำนะ อยากชวนผู้อ่านมาทำด้วยกัน

เพลงรักประจำครอบครัวของคุณในปัจจุบันมีเพลงอะไรบ้างครับ
เพลง RSVP อยู่ในชุดบอย - นภอีกเหมือนกัน เป็นเพลงที่แต่งให้ทั้งครอบครัวผมและครอบครัวนภ ความหมายตามชื่อเพลง (RSVP –R pondez S’il Vous Pla t หมายถึง โปรดตอบ) คือตัวผมขออาสาดูแลครอบครัวตลอดไป อยู่ที่เธอจะพิจารณารับหรือเปล่า

งานแต่งเพลงให้อะไรกับชีวิต
การแต่งเพลงเป็นสิ่งที่ผมชอบมากเลย แล้วผมก็สนับสนุนให้คนอื่นมาทำงานนี้กันนะครับ ผมว่าอาชีพ
นักแต่งเพลงเป็นอาชีพที่ง่ายมาก แล้วสบายที่สุด แถมยังไม่ต้องออกไปร้องเพลงด้วย (หัวเราะ) นักร้องเป็นหน้าที่ที่ลำบาก ดังนั้นเราจึงควรเห็นใจนักร้องเขาให้มากๆ

จุดหมายปลายทาง

ครั้งหนึ่งคุณเคยบอกว่า ตัวเองเป็นคนไม่เสียใจกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น พอจะช่วยอธิบายเพิ่มเติมได้ไหมครับ
ทุกวันนี้ความคิดของผมก็ยังเป็นอย่างนั้น เพราะถ้าหากความผิดพลาดได้เกิดขึ้นแล้ว นั่นแสดงว่าพระเจ้าอนุญาตให้มันเกิด และมันจะต้องมีตอนจบที่ดี ตอนจบในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงระหว่างทางนะ แต่เป็นตอนจบที่หมายความถึงตอนที่เราอยู่บนสวรรค์แล้ว

แสดงว่าทุกวันนี้มองอุปสรรคที่พบเป็นบททดสอบของพระเจ้าเท่านั้นหรือ
ผมมองสิ่งที่เกิดขึ้นในแง่ดี เพราะพระคัมภีร์บอกไว้ว่า เราเปรียบเหมือนดินที่พระเจ้าเป็นผู้ปั้น พระองค์จะนำดินที่ใช้การอะไรไม่ได้มาค่อยๆ บีบค่อยๆ นวดให้เกิดเป็นรูปร่าง ซึ่งเวลาโดนบีบโดนนวดก็ย่อมจะรู้สึกเจ็บมาก เหมือนเวลาเราเจอกับอุปสรรค ทั้งหมดจึงเป็นเหมือนการทดสอบเท่านั้นเอง

เป้าหมายที่มุ่งหวังในอนาคตมีอะไรบ้าง
เป้าหมายคือเราได้ทำตามคำมั่นของเรา คือเราได้เป็นสามีที่ดี เป็นพ่อที่ดี เป็นเพื่อนมนุษย์ที่ดี เป็นคนที่ “ใช้การได้” และตามที่พระคัมภีร์สอนเอาไว้ องค์ประกอบที่จะทำให้เราเป็นคนที่ “ใช้การได้” นี่ก็อย่างที่บอกว่าเราเปรียบเหมือนดิน เวลาโดนบีบโดนนวดจะรู้สึกเจ็บมาก แต่ถ้าเราทนไหว เราก็จะเป็นภาชนะที่ใช้การได้

ความสุขในวันนี้ของบอย โกสิยพงษ์ คืออะไร
สุขที่ได้อยู่กับครอบครัว และได้ทำงานกับคนที่เราชอบคนที่เรารักครับ แต่สุขที่สุดคือ สุขที่ได้รู้ว่าตายแล้วไปไหน รู้ว่าตอนจบจะเป็นอย่างไร ผมรู้สึกว่าเป็นความสุขที่เจ๋งดี แล้วผมก็รอที่จะให้ถึงวันนั้น




26 มีนาคม 2553 11:33:35
 
 

 
 
 
 

สุขภาพวัยทำงาน สุขภาพแม่และเด็ก
สุขภาพผู้สูงอายุ โรคภัยไข้เจ็บ
สุขภาพใจ ความงามและโภชนาการ
บุคลิกภาพและการเข้าสังคม