ค้นหา:
Join:
Home / Health & Wellness / แง่คิดจากคนดัง / หัวใจกัปตัน
แง่คิดจากคนดัง
Send To Friend

 

หัวใจกัปตัน

บางประเทศไม่ค่อยให้เกียรติชาวเอเชียที่เป็นคนผิวเหลืองผมดำอย่างบ้านเรา แต่ถ้าคนผิวเหลืองผมดำคนนั้นสวมเครื่องแบบกัปตันอยู่ ยามในสนามบินแทบจะโค้งคำนับให้เลยทีเดียว

ก่อนเครื่องบินจะเหินขึ้นสู่ท้องฟ้า กัปตันแต่ละคนจะเดินขึ้นเครื่องพร้อมกระเป๋าเดินทางใบเล็ก แต่สิ่งที่
หัวใจของพวกเขาแบกรับไว้ขณะนั่งอยู่ในห้องนักบิน กลับไม่เล็กเหมือนกระเป๋าที่เขาถืออยู่

ในวัยเลยเกษียณ นาวาอากาศตรี วิสุทธิ์ บำรุงพงศ์ คุ้นเคยกับท้องฟ้ามากกว่าท้องถนน เขาบอกว่าสำหรับเขาเก้าอี้นักบินนั่งสบายกว่าเบาะคนขับในรถยนต์หรูหลายเท่า บรรดาอุปกรณ์บังคับการบินต่างๆ นั้นเขาสามารถหยิบจับบังคับได้ราวกับเป็นอวัยวะหนึ่งของร่างกาย
นับหมื่นชั่วโมงที่เขาอยู่ใกล้ก้อนเมฆมากกว่าผืนดิน บางเที่ยวบินเจอฝนฟ้าคะนองบางครั้งเจอพายุแรง
บางทีก็แดดจ้า แต่ไม่ว่าท้องฟ้าเบื้องหน้าจะเป็นอย่างไร กัปตันมีหน้าที่ประคับประคองเครื่องบินให้บินอย่างนิ่มนวลที่สุด เพื่อให้ผู้โดยสารนับร้อยที่นั่งดื่มชากาแฟอย่างสบายอยู่ด้านหลังถึงที่หมายอย่างสะดวกสบายและปลอดภัย

หลังเรียนจบจากโรงเรียนนายเรืออากาศ กัปตันวิสุทธิ์สอบชิงทุนจากรัฐบาลไทย - อเมริกาไปศึกษา
วิชาการบิน ณ สหรัฐอเมริกา เมื่อเรียนจบเขากลับมาเป็นนักบินของกองทัพอากาศ ปฏิบัติหน้าที่ในทีม
นักบินพระที่นั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

“นับเป็นมงคลสูงสุดในชีวิตที่ได้มีโอกาสรับใช้เบื้องพระยุคลบาท ไม่มีใครประเสริฐเท่าพระองค์ท่านอีก
แล้ว ทุกวันนี้ใครที่เห็นภาพขณะทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในทีวีว่าซาบซึ้งใจแล้ว ผมขอยืนยันว่า สิ่งที่พระองค์ท่านทรงเมตตาต่อปวงชนชาวไทยนั้นยังมีอีกมากมายมหาศาล”

เนื่องจากเหตุการณ์บ้านเมืองในขณะนั้น (พ.ศ. 2513) มีการสู้รบบริเวณชายแดน ดังนั้นหลังจากรับใช้
เบื้องพระยุคลบาทได้ระยะหนึ่ง เรืออากาศเอก วิสุทธิ์ (ยศในขณะนั้น) จึงได้สมัครไปปฏิบัติหน้าที่ตามแนว
ชายแดน ก่อนจะพบกับเหตุการณ์ที่เขาไม่เคยลืมเลือนเลยตลอดชีวิต

“เฮลิคอปเตอร์ที่ผมประจำการในฐานะนักบินที่หนึ่ง ถูกผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ยิงจนเครื่องดับ ต้องร่อน
ลงฉุกเฉินกลางป่า พร้อมกับต้องสั่งให้ลูกเรือสละเครื่อง”

แม้จะนำเครื่องลงได้เรียบร้อย ลูกเรือทุกคนปลอดภัย แต่ตัวเรืออากาศเอก วิสุทธิ์เองได้รับบาดเจ็บที่
กระดูกสันหลังอย่างรุนแรง

“แม้เวลาจะล่วงเลยมาหลายสิบปี แต่ผมยังจำวันนั้นได้ดี เหตุการณ์ครั้งนั้นถือว่าเราเพลี่ยงพล้ำ
เฮลิคอปเตอร์ถูกยิง นักบินบาดเจ็บ แต่ก่อนเราไม่แถลงข่าวโพนทะนาความเสียหายให้ฝ่ายตรงข้ามได้ใจ เรื่องนี้รับรู้กันแต่ภายในกองทัพ เยียวยาและยกย่องกันในหมู่พวกเรา แต่ละคนได้รับความดีความชอบตามสิทธิ์ที่พึงได้ แต่ไม่ได้ป่าวประกาศว่าเราเจ็บเท่าไร ตายเท่าไร ไม่เหมือนในปัจจุบันนี้ ซึ่งนอกจากจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามกระหยิ่มใจแล้ว ยังเป็นการบั่นทอนขวัญและกำลังใจฝ่ายเราเองอีกด้วย”

ด้วยผลงานกล้าหาญดีเด่นในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
เรืออากาศเอก วิสุทธิ์เข้าเฝ้าฯ เพื่อรับพระราชทานพระสมเด็จจิตรลดา นับเป็นเกียรติประวัติสูงสุดในชีวิต

ในฐานะนายทหารหนุ่มผู้มุ่งมั่น ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย เส้นทางลูกทัพฟ้าของนาวาอากาศตรี วิสุทธิ์นับว่าสดใส พร้อมจะเจริญก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ แต่ด้วยความรักที่จะนั่งอยู่ในห้องนักบิน ประกอบกับต้องการสะสมประสบการณ์ด้านการบินให้เชี่ยวชาญ นาวาอากาศตรี วิสุทธิ์จึงไม่เลือกเดินบนเส้นทางที่จะนำไปสู่ยศตำแหน่งใหญ่โต หากแต่ตัดสินใจสอบเป็นนักบินประจำสายการบินไทย และเมื่อสอบผ่านก็ใช้ชีวิตวันแล้ว
คืนเล่าอยู่กับนกเหล็กเพื่อนยาก จนเกษียณอายุ

“สมัยที่ผมไปสอบเป็นนักบิน ช่วงนั้นการบินไทยมีนักบินที่เป็นคนไทยอยู่ไม่กี่คน นอกนั้นเป็นชาวต่างชาติทั้งสิ้น ผมต้องสอบสัมภาษณ์และทักษะไหวพริบต่างๆ กับอาจารย์ต่างชาติ ทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐานสากล การสอบผ่านได้ปฏิบัติหน้าที่กัปตันจึงนับเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจ เครื่องแบบที่เราสวมใส่ เป็นสิ่งพิสูจน์ว่าเรามีความสามารถไม่ด้อยกว่าคนชาติใดในโลก”
“เวลาเครื่องลงที่ต่างประเทศ สังเกตได้เลยว่าบางประเทศไม่ค่อยให้เกียรติชาวเอเชียที่เป็นคนผิวเหลืองผมดำอย่างบ้านเรา แต่ถ้าคนผิวเหลืองผมดำคนนั้นสวมเครื่องแบบกัปตันอยู่ ยามในสนามบินแทบจะโค้งคำนับให้เลยทีเดียว ”
“อาชีพกัปตันจึงถือว่ามีเกียรติ เป็นทั้งความภูมิใจของตัวเราเองและของประเทศชาติ”

เหนือสิ่งอื่นใด อาชีพกัปตันนั้นใช่ว่าใครจะมาเป็นก็ได้ ต้องเป็นคนที่มีวินัยในตัวเองสูงเท่านั้นจึงจะคู่ควรกับหน้าที่รับผิดชอบอันยิ่งใหญ่นี้
“อันดับแรกคือเราต้องดูแลสภาพร่างกายให้แข็งแรงและกระปรี้กระเปร่าอยู่เสมอ จะใช้ชีวิตอดหลับ
อดนอน ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ไม่ได้ ที่สำคัญยังต้องดูแลสภาพจิตใจให้ปลอดโปร่ง ก่อนขึ้นเครื่องแต่ละครั้งต้องวางเรื่องราวที่หนักใจทิ้งไว้บนผืนดินให้หมด ”

“ครั้งหนึ่งผมเคยตีลูกสาวก่อนจะขึ้นเครื่องปฏิบัติหน้าที่ วันนั้นเป็นวันสำคัญที่โรงเรียนเชิญผู้ปกครองไปโรงเรียน เจ้าลูกสาวก็อยากพาคุณพ่อไปอวดเพื่อน แต่เราไปไม่ได้ เขาก็งอแง ผมก็เลยต้องตีเพื่อสอนเขา ปรากฏว่าเสียงร้องจ้าของเขาดังอยู่ในหัวผมระหว่างทางจากบ้านไปสนามบิน ก่อนขึ้นเครื่องต้องพยายามตัดเรื่องกังวลเหล่านี้ออกให้หมดสิ้น เพื่อที่ว่าเวลามีเหตุฉุกเฉินเราจะได้มีสติแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันท่วงที”

“ครั้งหนึ่งระหว่างบินไฟลต์กรุงเทพฯ สุดปลายทางที่ฮ่องกง ขณะเครื่องกำลังจะลง เครื่องยนต์บริเวณ
ท้ายเครื่องเกิดขัดข้องและดับสนิท เหลือเครื่องยนต์ทำงานเพียงสองเครื่อง บริเวณปีกซ้ายและปีกขวาเท่านั้น ผมกับกัปตันอีกท่านหนึ่งพยายามประคับประคองเครื่อง ค่อยๆ ผ่อน ระมัดระวังอย่างเต็มที่ เรียกว่าลุ้นกันสุดชีวิต”

“ในวินาทีที่เครื่องแตะรันเวย์ ผมยังจำความรู้สึกนั้นได้ เป็นการแล่นลงรันเวย์ที่นิ่มมาก ไม่มีแรงกระเทือนใดๆ ผู้โดยสารไฟลต์นั้นต่างปรบมือกันยกใหญ่ ก่อนลงจากเครื่องเขายังขอดูหน้ากัปตัน ต่างยกนิ้วขอบคุณที่เราแลนดิ้งได้อย่างนิ่มนวล วันนั้นถ้าตื่นตกใจจนทำอะไรไม่ถูกก็อาจก่อให้เกิดปัญหาที่คาดไม่ถึงตามมาอีก
มากมาย”

แม้อาชีพกัปตันจะติดอันดับอาชีพที่ใครๆ ต่างหมายปองเพราะได้รับค่าตอบแทนสูงลิบ แต่นั่นหมายถึงว่า
ความรับผิดชอบก็ต้องสูงลิบลิ่วไม่ต่างจากเพดานบินด้วยเช่นกัน

“สำหรับหัวใจของกัปตันทุกคน ผู้โดยสารที่นั่งอยู่ด้านหลังล้วนเป็นเจ้านาย เขาฝากชีวิตไว้กับเรา เราก็ต้องดูแลเขาให้ดีที่สุด เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกละหุกขึ้น ผมพูดได้เลยว่ากัปตันน้อยคนนักที่จะคิดเอาตัวรอดโดยลำพัง ในทางกลับกัน กัปตันต้องพยายามอย่างถึงที่สุด ให้ทุกคนบนเครื่องปลอดภัย ”
“แต่หากเหตุการณ์เหนือการควบคุมจริงๆ ก็ต้องเลือกวิธีที่จะสูญเสียน้อยที่สุด ซึ่งบ่อยครั้งชีวิตที่จำเป็นต้องสูญเสียมากที่สุดบนเครื่องบินแต่ละลำก็อาจหมายถึงชีวิตของตัวกัปตันเอง กัปตันหลายคนถือคติที่ว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นขอให้ตัวเองได้ไปพร้อมกับเครื่อง ดีกว่าจะฟื้นขึ้นมาแล้วรู้ว่าตนเองเป็นคนเดียวที่รอดชีวิต ”

“เวลามีเหตุเครื่องบินตก เราจึงมักได้ยินข่าวว่า กัปตันสละชีวิตตนเองเพื่อแลกกับชีวิตของผู้โดยสารที่นั่งอยู่ด้านหลังของเขา ...ตราบใดที่ยังสวมเครื่องแบบกัปตันและนั่งอยู่หน้าแผงบังคับการบิน หัวใจของกัปตัน
ทุกคนได้รับการหล่อหลอมให้คิดเช่นนี้”

เครื่องบินแต่ละลำมีมูลค่าหลายพันล้านบาท ชีวิตของผู้โดยสารนับร้อยชีวิตก็มีค่าประมาณไม่ได้ เมื่อนำสองสิ่งนี้มารวมกัน นั่นแหละ...คือภาระหน้าที่และความรับผิดชอบที่กัปตันแต่ละคนต้องแบกรับไว้ตลอดเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ คิดดูว่า...หนักหนาเพียงใด!




03 มีนาคม 2553 14:39:02
 
 

 

 


 
 
 

สุขภาพวัยทำงาน สุขภาพแม่และเด็ก
สุขภาพผู้สูงอายุ โรคภัยไข้เจ็บ
สุขภาพใจ ความงามและโภชนาการ
บุคลิกภาพและการเข้าสังคม