ชีวิตที่มีมากกว่าคำว่าตลกของตุ๊กกี้
วัยของผู้หญิงคนนี้ย่างเข้าสู่เลขสามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เราเพิ่งคุ้นเคยกับเธอจริงๆ เมื่อไม่กี่ปีมานี้ เธอคนนี้เกิดมาพร้อมพรสวรรค์อันเต็มเปี่ยม เรียกว่าเป็นคนที่เทวดาผลิตมาแบบลิมิเต็ดเอดิชั่นก็ว่าได้ โอ๊ะโอ เก๋ไม่แพ้ตุ๊กตาบลายธ์เลยทีเดียว

อยากรู้เรื่องครอบครัวตุ๊กกี้
คำหนึ่งที่พ่อชอบบอกคือครอบครัวเราลำบาก ไม่มีตังค์ เคยถามพ่อว่า ทั้งที่มีบ้านตั้งสามหลัง รถบรรทุกสามคัน มีที่อีกสามที่ มีอู่เก็บรถสามอู่ วินมอเตอร์ไซค์สามวิน ยังบอกว่าไม่มีเงินอีกหรือ พ่อตอบว่าเราไม่มีเงินเรามีแต่ทรัพย์สิน การปลูกฝังของพ่อหนูคือทำทุกทางให้เงินเข้าบ้านมากที่สุด เลยทำให้หนูรู้จักหาเงินตั้งแต่เรียนประถม ความที่พ่อขับรถสองแถว หนูเลยต้องเป็นกระเป๋ารถเมล์ ทั้งโหนรถ เก็บเงิน ช่วยผู้โดยสารยกของ ป้าบางคนหิ้วกระสอบข้าวมา ก็ต้องลงไปช่วย อย่างเรียนหนังสือพ่อก็ให้เรียนในโรงเรียนที่ค่าเทอมถูกและกู้ยืมได้ หนูว่าพ่อคงอยากสอนให้รู้จักใช้เงิน พ่อเป็นตัวอย่างที่ดี เขาไม่มีพ่อแม่ เป็นเด็กวัด ตอนที่ไปขอแม่ พ่อบอกว่าไม่มีอะไรนอกจากดอกไม้ขอขมา ซึ่งตากับยายก็ไม่เอาสินสอดแม้แต่บาทเดียว เพราะไม่รู้จะเอาอะไรกับคนที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากพระห้อยคอ เริ่มจากขายของชำ มาเป็นช่างเย็บผ้า พอฐานะเริ่มดีขึ้นก็ออกรถหกล้อรับจ้างพ่อบอกว่าถ้าเรารู้จักคำว่ามักน้อย ใช้น้อย เงินจะเพิ่มขึ้น มีสิบให้ใช้แค่บาท และอย่าคิดว่าตัวเองมีเงินแล้ว การอยู่อย่างคนจนแต่ทำตัวเป็นคนรวย ยังไงก็จนวันยังค่ำ แต่ถ้ารวยแล้วทำตัวจนเราจะอยู่ได้ ทุกวันนี้หนูมีกินมีอยู่มากขึ้นแต่ยังใช้เงินเหมือนตอนที่ยังไม่มี เพื่อนงงว่าทำไมยังใช้ของถูก ทำไมไม่รู้จักให้รางวัลตัวเอง หนูบอกว่าหนูให้รางวัลตัวเองตลอด รางวัลที่ว่าคือการโอนเงินกลับไปให้ครอบครัวมากเท่าที่จะมากได้ เสื้อผ้า เครื่องสำอาง หนูมองว่าเป็นของนอกกาย จำนวนเงินเดือนที่โอนไปให้พ่อแม่ที่เพิ่มมากขึ้นต่างหากที่ทำให้ภูมิใจ ของที่มีหนูได้มาด้วยการหยอดกระปุก อย่างตุ๊กตาบลายธ์ เชื่อไหมว่าหนูก็ซื้อด้วยระบบผ่อนจ่ายอาทิตย์ละ 500 บาท
ตุ๊กกี้เรียนจบด้านนาฏศิลป์ (วิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์) ที่เคยเห็นโดยมากผู้หญิงที่เรียนด้านนี้จะสวย หุ่นเป็นนางรำ
ใช่ค่ะ อย่างตอนประถม คนที่จะได้ออกมาแสดงได้ต้องหน้าตาดี หรือไม่ก็เป็นลูกครู เด็กครู บ้านรวย พ่อแม่มีเงินจ่ายค่าแต่งหน้าแต่งตัว แต่หนูไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้สักข้อ ความที่อยากทำมาก เลยมีการเสนอหน้าเกิดขึ้น ใช้วิธีเดินผ่านหน้าห้องครูบ้าง ไปรำข้างๆ หน้าต่างบ้าง อยากให้ครูเหลือบมาเห็น แทนที่จะเป็นฝ่ายถูกเลือกขอยัดเยียดให้ครูเลือกเอง การแสดงชุดแรกเกิดขึ้นในงานวันเด็กตอน ป.3 ตอนแรกก็อย่างที่บอก ครูไม่เลือกหนู เลยไปถามเพื่อนที่ได้รำว่าครูสอนเพลงอะไร พอเขาบอกว่าเพลงแสงเทียน หนูเลยไปหาครูสอนดนตรีให้เปิดเพลงนี้ให้ฟัง ฟังจนร้องได้ วันที่ซ้อมรำ หนูขอให้เพื่อนเปิดหน้าต่างเพื่อให้เสียงเพลงดังออกมา แล้วไปยืนรำอยู่แถวนั้น จนครูเริ่มสงสัยว่าทำไมเด็กหญิงสุดารัตน์ไม่ยอมกลับบ้าน เลยเข้ามาถามว่าอยากเต้นเหรอ มีชุดไหม ทั้งที่ไม่มี แต่รีบบอกว่า มี ครูบอกว่างั้นวันพรุ่งนี้ให้เอาชุดมาด้วย หนูเลยไปยืมชุดของเพื่อนมาให้แม่ตัด คืนนั้นทั้งคืนแม่ไม่ได้หลับได้นอนเพราะมัวก๊อปชุด ที่ตลกคือผ้าที่ตัดไม่ได้เหมือนคนอื่นเลย เป็นผ้าแบบตามมีตามเกิด ข้างบนสีฟ้า ข้างล่างสีน้ำเงิน เอาชุดไปให้ครูดู ครูก็ให้รำ แต่มีอุปสรรคอีกคือหนูมาทีหลัง เลยเป็นตัวเศษ ครูไม่รู้จะจัดแถวยังไง หนูเลยว่า “ทำเป็นสามเหลี่ยมคว่ำสิคะ แล้วให้หนูอยู่ตรงกลาง” สุดท้ายหนูก็ได้อยู่กลาง และเป็นตัวเด่นจริงๆ (ยิ้มอย่างภูมิใจ)
ทราบว่าตอนที่คิดจะเรียนนาฏศิลป์ก็ยังมีอุปสรรค
ใช่ค่ะ หนูเรียน ม.1 ซ้ำสองปี ปีแรกเรียนที่โรงเรียนมัธยมทั่วไปในตัวอำเภอ ครูฝึกสอนของหนูชื่อนุ่มนิ่ม ดูจากรูปถ่าย สงสัยว่าทำไมครูถึงมีรูปถ่ายที่เมืองนอกเยอะจัง ครูบอกว่าเพราะครูเรียนนาฏศิลป์ ต้องไปเผยแพร่ศิลปะของบ้านเราให้คนที่เมืองนอกรับรู้ คำว่านาฏศิลป์เลยเข้ามาอยู่ในหัวหนูตั้งแต่นั้น บวกกับที่หนูชอบเต้นชอบรำด้วย เลยถามครูว่าถ้าหนูจะเรียนเหมือนครูต้องทำอย่างไร ครูบอกว่าต้องไปเรียน ม.1 ใหม่ จริงๆ จะไปเรียนต่อตอนม.4 ก็ได้ แต่จะไม่เก่งเท่าคนที่เขาเรียนมาตั้งแต่ต้น เลยคิดที่จะไปสมัครทั้งที่ยังไม่ได้ลาออกจากที่เดิมเลย
อุปสรรคอีกอย่างของหนูคือพ่อ เขาไม่อยากให้เรียน เพราะมองว่าเป็นอาชีพเต้นกินรำกิน ปกติพ่อจะออกจากบ้านตอนตีห้าทุกวัน ก่อนหน้านี้หนูไม่เคยตื่นทัน แต่วันนั้นหนูลุกมานั่งรีดผ้า พ่อถามว่าวันเสาร์รีดผ้าทำไม ก็บอกว่ารีดไปอย่างนั้นแหละ พอพ่อออกจากบ้านปุ๊บ หนูปีนหลังบ้านออกไปพร้อมกับเงินติดตัว 300 บาท เพื่อนั่งรถไปสมัครเรียนที่กาฬสินธุ์เลย ในใบสมัครกำหนดคุณสมบัติว่าต้องบุคลิกดี หน้าตาดี จบ ป.6 มีความรู้ความสามารถด้านนี้ มีใจรัก และผู้ปกครองรับรู้ มีสองข้อที่หนูกรอกลงไปไม่ได้คือหน้าตาดีกับผู้ปกครองรับรู้ ทั้งที่หนูไปถึงเจ็ดโมงเป็นคนแรก แต่จนถึงเก้าโมงก็ยังกรอกไม่เสร็จ ตอนบ่ายเขาทดสอบความสามารถพิเศษ คนอื่นเขาแต่งองค์ทรงเครื่องมาเต็มเหนี่ยวเลย แต่หนูใส่ชุดนักเรียนมอซอๆ พอไปยืนต่อหน้าครูครูถามว่ามีอะไรติดตัวมาบ้าง หนูไม่มีซีดี ไม่มีเทปที่จะประกอบการโชว์ตอนนั้น แต่ความที่หนูเพิ่งเต้นเพลงมอเตอร์ไซค์นุ่งสั้นของสุนารี ราชสีมา ตอนวันเด็ก ก็เลยโชว์เพลงนี้ให้ดู คิดว่าครูคงไม่อยากดูเท่าไหร่พอประกาศผล หนูก็ได้
เด็กนาฏศิลป์จะวัดกันที่ออกงาน ใครได้ออกงานเยอะถือว่าประสบผลสำเร็จ แต่หนูไม่เคยได้ออกงานเลย สำคัญที่สุดคือ หนูไม่สวย ตัวเล็ก จะเป็นตัวพระตัวนางก็ไม่ได้ครูยังอำว่าสงสัยต้องไปเล่นเป็นลิงแล้ว หนูเคยถามครูว่า “ทำไมหนูไม่ได้ออกงานเลย” ครูเดินหนี จะตอบว่ามึงขี้เหร่ก็ไม่ได้ ถามเมื่อไหร่ครูก็บอกว่า
“งานหน้าๆ” เลยไปปรึกษาครูแนะแนว “เรียนไปก็ไม่ได้ออกงาน แล้วจะเรียนไปทำไมคะ” ครูบอกว่าลองไปหาตำแหน่งอื่นนอกเหนือจากการแสดงทำสิ จริงๆ แล้วหนูไม่ได้ต้องการอะไรนอกจากเงิน ไม่ได้อยากโด่งดัง ไม่อยากมีชื่อเสียง หนูแค่ไม่อยากรบกวนพ่อแม่ และอยากหาเงินเรียนเองก็เท่านั้น สุดท้ายได้งานเป็นพิธีกรวงโปงลาง เขากำหนดคุณสมบัติว่า คนที่จะเป็นได้ ต้องเล่นตลกได้ เลยรู้จักคำว่าตลกตั้งแต่ตอนนั้น
แล้วทำอย่างไรพ่อถึงยอมรับได้
ท่านมายอมรับตอนหนูเรียนมหาวิทยาลัยปี 2 เพราะเริ่มทำงานอีเว้นต์ ช่วงหลังผันตัวเองไปอยู่เบื้องหลัง รู้จักกับผู้บริหารที่จัดงานอีเว้นต์ที่ขอนแก่น พอมีเงินก้อนก็ส่งไปให้พ่อแม่ ทั้งที่ท่านเองก็ไม่ได้เรียกร้อง แต่อยากทำให้ท่านเห็นว่าสิ่งที่หนูเรียนมันมีประโยชน์ และหาเงินได้จริง ท่านก็ค่อยยอมรับมาเรื่อยๆ
มาเป็นเบื้องหน้าได้อย่างไร
ช่วงเทิร์นโปรสี่เดือนจะต้องทำทุกรายการ อาทิตย์แรกทำ คุณพระช่วย พออาทิตย์ที่สองทำรายการ
ชิงร้อยชิงล้าน ปรากฏว่าวันนั้นคนที่ต้องเล่นบทหมอนวดเมียพี่เท่งไม่มา ทางทีมงานก็หาว่าจะให้ใครมาแทนดี พี่หม่ำชี้มาทางหนู บอกว่าหน้ามันให้ “ลองไปถามสิว่าถ้าไม่ซ้อม มันเล่นได้ไหม” หนูบอกว่าหน้าซีนไม่มีคำว่าอาย แค่นับห้าหนูเล่นได้เลย แต่ขอเวลาแต่งตัวนิดหนึ่ง พอแต่งตัวเสร็จเดินออกมา ขนาดฝ่ายเวทียังฮา หนูมีคติประจำใจว่า “ตลกคือขี้เหร่” ทำอะไรก็ได้ให้เราขี้เหร่มากที่สุด พอถึงเวลาออกไปเล่นหน้าฉาก คนก็ฮากันจริงๆ บอกตัวเองเลยว่า “เทปหน้าฉันจะฮากว่านี้อีก” คนอื่นใช้เวลาสี่เดือนกว่าจะผ่านโปร แต่หนูทำแค่สองเดือนก็ผ่านแล้ว ช่วงหลังมีคนเริ่มรู้จักมากขึ้น เทปไหนหนูหายไปก็จะเริ่มมีคนถามหาว่า “อีตัวเล็กๆ ขี้เหร่ๆ ที่ไอ้หม่ำมันชอบอำหายไปไหน” เขาเลยให้เล่นประจำ ตอนหลังตัดสินใจเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงในสังกัด
เวิร์คพอยท์ เพิ่งลาออกจากการเป็นพนักงานบริษัทเมื่อสองปีที่แล้ว เพราะมีงานอื่นๆ เข้ามา ทำให้ไม่มีเวลารับ ทางผู้ใหญ่เลยบอกว่าถึงเวลาที่จะออกไปหาเงินได้แล้วแหละ

คิดอย่างไรกับคำพูดที่ว่า ความพยายามความตั้งใจสำคัญกว่ารูปร่างหน้าตา
บอกตรงๆ ว่าหนูไม่เคยยึดหลักพวกนี้เลย สิ่งที่ยึดเป็นคติมาตั้งแต่เด็กจนถึงทุกวันนี้คือ คนแต่ละคนสวรรค์สร้างมาต่างกัน บางคนเต้นเก่ง บางคนเรียนเก่ง บางคนพูดเพราะ พรที่หนูได้จากเทวดาคือ ความกล้าแสดงออก เมื่อมีอยู่หนึ่งอย่างแล้ว หนูต้องเอาหนึ่งอย่างที่มีมาสร้างประโยชน์ให้ตัวเอง จนเกิดเป็นพรแสวง ทำอะไรก็ได้เพื่อให้ตัวเองโดดเด่น สมัยนั้นยังไม่มีเวทีอะคาเดมี่แฟนเทเชีย ไม่มีเวทีเดอะสตาร์ ถ้าเกิดมารุ่นนี้ ไม่แน่ว่าหนูอาจจะลงประกวดก็ได้
เคยคิดจะทำศัลยกรรมไหม
สมัยยังไม่เป็นตุ๊กกี้ ชิงร้อยฯ คิดว่าถ้ามีเงินจะไปทำทุกอย่างที่จะทำให้ตัวเองสวยขึ้น แต่เมื่อก้าวเข้ามา
ทำงานตรงนี้ รู้เลยว่าอาชีพของเราคือตลก ตลกคือห้ามดูดี ยิ่งขี้เหร่ ยิ่งเลอะเทอะยิ่งฮา เมื่อคิดจะเป็นตลก แล้วจะสวยไปทำไม ถ้าสวย คนเขาจะเอาอะไรฮา อีกอย่างก็คิดว่าถ้าไม่มีคนอย่างหนู คนในโลกเขาจะรู้หรือว่าคนขี้เหร่หน้าตาเป็นยังไง (หัวเราะ)
เสริมดั้ง ดัดฟัน ต่อความสูง ไม่สนใจเหรอ
ไม่เคยค่ะ อย่างดัดฟัน ตอนนี้เขามีเทคนิคดัดข้างใน แต่หนูก็ไม่ทำ เรื่องสูงตอนนี้สูง 147 (หัวเราะ) ตัวเท่านี้ตั้งแต่ ม.3 แล้ว พอสูงถึง 147 ปุ๊บ มันหยุดเจริญเติบโตเลย เคยพยายามให้พ่อดึงหัว แม่ดึงขา แต่ก็ไม่เป็นผล เอวเคล็ดอย่างเดียว
รู้สึกอย่างไรที่สังคมตอนนี้เขาวัดอะไรบางอย่างที่หน้าตาคนสวยได้มาก คนไม่สวยได้น้อย
กับคนที่ว่าหรือกำลังตำหนิ ไม่ว่าจะผ่านทางเน็ตหรือต่อหน้า หนูจะบอกตัวเองในใจ ว่า “ช่างเถอะ เขาไม่ได้มีเท่าเรา” ถามว่าคนที่ว่าเขาได้รับโอกาสเท่าเราไหม เมื่อก่อนก็เคยมีความคิดอยากสวยเหมือนคนอื่น แต่มันเป็นแค่ความคิดก่อนเข้าวงการ หนูรู้ว่าสายงานที่ทำอยู่คือตลก ความสวยจะเป็นอุปสรรคในการทำงานนี้ เลยไม่อยากสวยแล้วแต่ยึดคำว่า “ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” นะ คนหน้าตาธรรมดา ถ้ารู้จักแต่งให้สวย มันก็ช่วยให้ดูดีขึ้นได้
ถ้าให้สลับร่างกับคนสวยคนไหนก็ได้ในโลกหนึ่งวัน เพื่อไปใช้ชีวิตแบบเขา เลือกใคร
ไม่เคยอิจฉาใครเลย อย่างมากก็ “สวยเนาะ” ไม่เคยคิดว่าเราอยากสวยเหมือนใคร เวลามองคนที่เหนือกว่า หนูจะมองเขาด้วยความชื่นชม แต่ไม่เคยคิดอิจฉา จะรู้สึกว่าเขาทำงานดีเนาะ ทำไมถึงเก่งจัง หนูชอบมองโอกาสที่คนคนนั้นได้รับมากกว่า อย่างการประกวดนางงามจักรวาล บนเวทีมีคนสวยกว่าสามสิบคน ทำไม
คณะกรรมการถึงเลือกคนนี้ แสดงว่าผู้หญิงคนนี้ต้องมีความสามารถมากๆ
เวลาออกจากบ้านโดยที่ตัวเองยังไม่พร้อมจะตลก แต่มีคนมาทรีตเราเป็นตัวตลก แบบที่เขาเห็นเล่นในทีวี ทำยังไงให้เขารู้ว่าเราไม่พร้อม
เมื่อก่อนซีเรียสมากๆ กับเรื่องนี้ ไม่ชอบที่มีคนจำได้ เชื่อไหมว่าหนูใช้ผ้าปิดปากก่อนไข้หวัด 2009 จะระบาดอีก ทำยังไงก็ได้ให้คนจำเราไม่ได้ ทุกคนมีอารมณ์ส่วนตัว บางครั้งเรากำลังเครียดเรื่องงาน เรื่อง
ครอบครัว เราเอาอารมณ์นั้นมาเก็บไว้กับตัว โดยคิดว่า “อย่าได้คุยกับใครเลย” “อย่าเจอใครเลย” บางครั้งก็ใส่แว่นดำปิดครึ่งหน้า แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนจำได้ เวลามีคนเข้ามาหาแล้วพยายามจะตลกใส่เรามากๆ หนูจะมีคำพูดติดปากว่า “รู้ใจกูไหมเนี่ย” จะแอบพูดกับตัวเองเบาๆ บางคนบอกว่า “เฮ้ย เล่นตลกให้ดูหน่อยสิ” บางคนถามว่า “อ้าว ไอ้หม่ำไม่มาด้วยเหรอ” แก๊งสามช่าเจอแบบนี้ทุกคน เคยเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาพี่หม่ำ พี่หม่ำบอกว่า “ถ่ายๆ ไปเถอะมันถ่ายไม่เกินร้อยรูปหรอก” หนักสุดที่เคยคือมาเป็นกลุ่มหลายๆ คน เขาขอถ่ายด้วยทุกคน มีทั้งถ่ายเดี่ยว ถ่ายคู่ ถ่ายรวมแบบทั้งกลุ่ม เบ็ดเสร็จแล้วหลายสิบแอ๊ค แต่บ่นไม่ได้ ต้องคิดว่าถ้าไม่ปลื้มเขาคงไม่ขอถ่ายด้วยหรอก ที่ไม่ค่อยชอบคือเป็นผู้ชายที่รุ่มร่าม “ขอกอดคอหน่อยสิ” พูดห้วน ไม่ชอบคนพูดไม่เพราะ เพราะเราเองพูดเพราะ แม้ว่าอายุห่างกันแค่ปีเดียว แต่หนูเรียกพี่ทุกคน แต่บางคนที่เจอ เรียกพี่หม่ำพี่เท่งว่า ไอ้หม่ำ ไอ้เท่ง เด็กบางคนยังใส่ชุดนักเรียนอยู่เลย มาเรียกมึง “เฮ้ย ตุ๊กกี้ มึงมาทำอะไรแถวนี้วะ” บางครั้งหนูก็เปลี่ยนความโกรธกลับไปเป็นความฮา “มึงเป็นอะไรของมึงวะ” มึงมาก็มึงกลับไปบ้าง
ตอนนี้ตุ๊กกี้ถูกยกให้เป็นตลกหญิงที่มาแรงที่สุด
ถามว่ามาเร็วไหม ถ้าเป็นคนที่ติดตามเป็นแฟนคลับ จะรู้ว่าจริงๆ แล้วชื่อเสียงที่ได้รับมันไม่ได้มาเร็วเลย หนูทำงานตรงนี้มาหกปีแล้ว แต่ด้วยจังหวะของงานที่เพิ่งมาเยอะในช่วงนี้ คนเลยมองว่ามาแรง หนูเคยบอกตัวเองว่ายังดังช้าไปด้วยซ้ำ เวิร์คพอยท์เก่งเรื่องการดูจังหวะ เขาวางหมากเก่ง รู้ว่าปล่อยคนออกไปช่วงไหนแล้วจะโอเค หนูว่าดีแล้วที่เพิ่งดัง ถ้าดังก่อนหน้านี้เราคงมีคู่แข่งมากกว่านี้ ถามว่าภูมิใจไหม ก็ภูมิใจ หนูติดตามผลงานของตัวเองตลอด เปิดเว็บไซต์อ่านคอมเม้นต์ของตัวเองในเว็บพันทิปเสมอ อ่านทั้งคำติ คำชม คำด่า และหนูก็ชอบให้คะแนนตัวเองว่าผลงานชิ้นนี้ให้กี่คะแนน ชอบนับว่าปีนี้หนูได้อะไรเข้ามาในชีวิตบ้างนอกจากงานใน ชิงร้อยชิงล้าน แล้ว หนูมีงานอื่นๆ อะไรบ้างที่เข้ามา
ความเป็นผู้หญิง มีข้อจำกัดในการเล่นตลกไหม
ไม่มีค่ะ จะบอกว่าจริงๆ แล้วหนูไม่ใช่คนตลกด้วย แค่กล้าแสดงออกเท่านั้นเอง หนูสามารถพูดเรื่องต่างๆ ให้ตลกได้ แต่ถามว่าหนูตลกไหม ไม่ คำว่าตลกในความคิดของหนูไม่ได้แบ่งชนชั้นว่าหญิงหรือชาย แต่เป็นจังหวะว่าจะเล่นได้ฮาแค่ไหน มันคือความสามารถเฉพาะตัว คือปฏิภาณ เป็นสิ่งที่เกิดจากครูพักลักจำก็ได้ บางคนเล่นตลกโดยใช้มุกเดียวตลอด เล่นเป็นสิบปีก็ยังฮา แต่มุกบางมุกก็เหมาะกับบางคน มีสิบคณะอาจจะมีแค่สองคณะที่เล่นแล้วฮา ถามว่ามีข้อจำกัดไหมสำหรับหญิงหรือชาย ไม่มี หนูสามารถขึ้นสะลิงได้เหมือนพี่เท่ง สามารถทาหน้าเปื้อนหน้าเละเหมือนพี่โหน่ง ไม่ว่าบทอะไร หนูเล่นได้ ให้เล่นเป็นตัวเหี้ยในรายการชิงร้อยชิงล้านหนูก็เล่นมาแล้ว ตอนนั้นพี่เท่งเล่นเป็นไกรทอง พี่โหน่งเป็นชาละวัน พี่ส้มเป็นตะเภาแก้ว พี่หม่ำทำหน้าที่ขับเสภา พี่โหน่งคาบนางตะเภาแก้วลงน้ำไป ท้องแล้วคลอดลูกออกมาเป็นไข่ พี่เท่งไปหาไข่มาได้ เขาบอกว่าต้องปราบลูกมันนี่แหละ ถ้าลูกมันตาย พ่อมันได้กลิ่นก็ตามมาเอง หนูเล่นเป็นลูกที่อยู่ในไข่ พอผ่าไข่ออกมา พี่หม่ำก็ทักว่า “เฮ้ย ทำไมมันเหมือนตัวเงินตัวทอง” เขาให้หนูมุดจากไข่ออกมา ตอนมุดออกไม่ใช่
รูปลักษณ์เฉิดฉาย แต่มีเมือกเต็มหน้าเต็มตัว เลอะสุดๆ
มีอะไรที่เขาเคยให้ทำแล้วทำไม่ได้บ้าง
ไม่มีค่ะ ขนาดน้ำที่หม่ำ เท่ง โหน่ง เอาเท้าเหยียบ หนูยังตักกินเลย ทั้งพี่หม่ำ พี่เท่ง พี่โหน่ง ทำหมด
ทีมงานพยายามปกป้องหนู ถามว่าเล่นได้ไหม แต่จังหวะนั้นคุณปัญญานั่งดูอยู่ คิดว่าทำยังไงก็ได้ให้เขาหัวเราะจนเปิดแว่นเพราะน้ำตาไหล ตอนนั้นถ้ามีขี้ หนูคงกินขี้ไปด้วย (หัวเราะ) ถ้าใครเล่นแล้วพี่ตาขำ คะแนนนำเลย ในหมู่พวกเราเล่นจบ รู้เลยว่าวันนั้นใครได้คะแนนเยอะสุด
เห็นในรายการชอบหักหลังกัน โดยเอาสัตว์ตัวนั้นตัวนี้มาแกล้ง ตุ๊กกี้เองกลัวอะไรไหม
ไม่มีตัวอะไรที่หนูกลัวเลย จะกลัวการเล่นแผลงๆ เช่น เอาตะขาบมาแหย่จมูก เอางูมาปั่นคอ แต่เทปที่ทำหนูร้องไห้คือ เขาเอาจระเข้มาจูบหน้า หนูไม่รู้ว่าเขามัดปากแล้ว คิดว่าถ้ามันงับเราจะเป็นยังไง เราอ่านใจคนออก แต่เราอ่านใจสัตว์ไม่ออก แต่สามคนที่เหลือดูเหมือนว่าจะกลัวกว่าหนูอีกนะ พี่โหน่งกลัวสัตว์ที่กระโดดได้อย่างกบกับคางคก พี่เท่งกลัวกิ้งกือ พี่หม่ำกลัวหมาดุ หมาเห่า ปลิง ฟันปลอม เห็นแล้วอ้วกเลย
ไลฟ์สไตล์ในวันว่างเป็นอย่างไร
เล่นอินเทอร์เน็ตค่ะ ชอบเช็คข่าวสารชอบดูข่าวแฟชั่น จะได้นำมาประยุกต์ใช้กับเสื้อผ้าในรายการได้ พูดง่ายๆ ว่าหนูเป็นวัยรุ่นที่สุดในแก๊ง ขอความเป็นวัยรุ่นมาอยู่ที่เรา คนอื่นเขามีเอกลักษณ์และทางเล่นของตัวเองอันไหนฮิต อันไหนอิน จะชอบ อย่างรองเท้าในรายการ หนูซื้อให้พี่ๆ เขาใส่ตลอด แต่ซื้อแล้วก็มาเบิกบริษัทนะ (หัวเราะ)
อะไรคือสิ่งที่จะสร้างความกังวลใจให้มากที่สุดในวัยที่ย่างขึ้นเลขสาม
สิ่งที่จะทำให้หนูเครียดหรือซีเรียสมีเรื่องเดียวคือเรื่องครอบครัว เมื่อคิดถึงเรื่องงาน หนูก็คิดไปถึง
ครอบครัวว่า รายได้ที่เราได้รับมามันจะช่วยเหลือครอบครัวไปได้อีกนานแค่ไหน เรื่องที่ว่าฉันจะได้แต่งงานไหม ฉันจะมีลูกเมื่อไหร่ ไม่อยู่ในหัวเลย ตราบใดที่พ่อแม่ยังมีลมหายใจ อะไรที่เขาอยากเห็นต้องได้เห็น อยากกินต้องได้กิน ที่ภูมิใจคือสร้างบ้านใหม่ให้ท่านอยู่ ผ่อนรถอีกสองคัน พ่อบอกว่าถ้าผ่อนรถคันที่สองหมดจะไม่เอาเงินจากหนูอีก แต่หนูคิดว่ายังไงก็ต้องให้ เชื่อไหมว่าป่านนี้แม่ยังไปรับจ้างเกี่ยวข้าวและปลูกมันสำปะหลังอยู่เลย แม่ไม่ชอบให้ใครนินทาว่าลูกเป็นดาราแล้วทำนู่นทำนี่ไม่เป็น จริงๆ แล้วค่าจ้างทำงานเมื่อเทียบกับค่ายาที่ซื้อมานวดแก้เมื่อยมันไม่คุ้มหรอก แต่แม่แคร์คนอื่น เลยไปทำ
วางจุดหมายในอนาคตไว้อย่างไรบ้าง
สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้เป็นอาชีพรอง ยังไม่ใช่อาชีพหลัก มันเป็นอาชีพที่ฉาบฉวย จะฉวยได้นานแค่ไหนขึ้นอยู่กับคนนั้นๆ อาชีพหลักที่หนูคิดต้องเป็นอาชีพที่เลี้ยงหนูและครอบครัวได้อย่างเป็นฝั่งเป็นฝา หนูอยากทำธุรกิจที่ได้ใช้ความรู้ด้านนาฏศิลป์ที่เรียนมา ที่คิดไว้คือเปิดร้านเช่าชุดไทย ตอนนี้เพื่อนหนูทำแล้วและประสบความสำเร็จด้วย ถ้ามีทุน คงมีโอกาสได้ทำสักวัน ชีวิตด้านอื่นยังไม่ได้แพลนอะไรไว้ หนูเป็นคนไม่คิดไกลตัว อนาคตไม่มีใครรู้ ขอวางแผนแค่ไม่กี่วันข้างหน้า ทำวันนี้ให้ดีที่สุดทำพรุ่งนี้ให้ดีกว่าวันนี้ เท่านี้พอค่ะ
|