เปิดตัว Key of Success นิตยสารแพรว
นวลจันทร์ ศุภนิมิตร
หลายคนอาจรู้จักเธอ ในฐานะบรรณาธิการอำนวยการของนิตยสาร ในเครืออมรินทร์ 9 ฉบับ ได้แก่ แพรว, สุดสัปดาห์, ชีวจิต, Health & Cuisine, WE, Real Parenting, Shape, InStyle และ Secret แต่ก่อนหน้านี้เธอคือเจ้าของนามปากกา “พิมพ์สี” มือสัมภาษณ์ที่ผู้อ่านชื่นชอบ ก่อนจะมาเป็นบรรณาธิการบริหาร ที่ทำให้แพรวขึ้นสู่อันดับ 1 ของนิตยสารผู้หญิงในกลุ่มเดียวกัน
|
|
|
|
ทราบว่าเรียนศิลปะ (คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร) แล้วทำไมเลือกทำงานหนังสือคะ
ชีวิตนี้เรียนเก่งอยู่สองสามอย่าง คือ เลขพอได้ ศิลปะและภาษาไทยมักได้คะแนนท็อป เขียนเรียงความแล้วได้อ่านหน้าชั้นเสมอ ชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่ประถม อยู่ชั้น ป.2 อ่าน “สี่แผ่นดิน” จบ รู้สึกว่าช่างเป็นสิ่งพิเศษที่จะเขียนหนังสือแล้วให้คนอ่านสนุก คล้อยตาม มีอารมณ์ร่วม ลึกๆ แล้วจึงมีความฝันอยากเป็นนักเขียนมาตั้งแต่เด็ก แต่ที่เลือกเรียนศิลปะเพราะน้าเขยซึ่งเรียนสถาปัตย์บอกว่าคนเรียนศิลปะไม่มีวันตกงาน (หัวเราะ)
คนเรียนอาร์ตทำอะไรได้หลายอย่างนะ อย่างอาจารย์สุวรรณี สุคนธา บรรณาธิการลลนา ซึ่งเคยดังสุด ท่านก็จบจิตรกรรมฯ นักเขียนซีไรต์ปีล่าสุดนี้ก็ศิษย์เก่าจิตรกรรมฯ เช่นกัน เรียนจบ รุ่นพี่แนะนำให้มาสมัครงาน ที่อมรินทร์ฯ รู้แค่ว่าที่นี่ทำหนังสือบ้านและสวน และกำลังหาคนทำหนังสือใหม่ ก็คิดว่าเรานี่แหละคือคนที่อมรินทร์ฯ กำลังตามหา ต้องไปพบเขาแล้วละ (หัวเราะ) ซึ่งต้องบอกว่า 5 ปีที่เรียนศิลปะมีประโยชน์มาก ในช่วงต้นของการทำงาน โดยเฉพาะเรื่องความอึด ความลุย ทั้งที่ช่วงแรกตัวช่วยแทบไม่มี
|
เล่าให้ฟังหน่อยสิคะ
ต้องทำให้ออกมาแตกต่าง โดยพี่สุ (คุณสุภาวดี โกมารทัต บ.ก.ที่ปรึกษาคนปัจจุบัน) ควบทั้งตำแหน่ง
บ.ก.บ้านและสวนและแพรว จึงงานยุ่งแบบผู้ใหญ่ ส่วนเรายุ่งแบบเด็ก คือรับออร์เดอร์แล้วจัดการทำให้สำเร็จ ความที่เป็นช่วงเริ่มต้นจึงขาดเครื่องมือ อุปกรณ์ ขาดทุกอย่าง มีแต่ใจล้วนๆ
แล้วหนังสือใหม่ไม่มีใครรู้จัก ไปสัมภาษณ์คุณหมอวรา วรเวช พยาบาลให้นั่งรอหน้าห้อง พอคุณหมอมา พยาบาลเรียกลั่นเลย “คุณหมอขา หนังสือแมวมารอนานแล้วค่ะ” คนหันมองกันใหญ่ว่า หนังสือแมวมีธุระอะไรกับคุณหมอ
เป็นธรรมดาว่าตอนยังไม่ดัง ทำอะไรก็ยาก อาศัยลูกง้อ ลูกตื๊อ บางคนดีกันมาตั้งแต่ยังไม่ดังก็ยังจดจำไว้เสมอ แต่บางคนเขาไม่เชื่อถือ ช่วงหนึ่งมีคอลัมน์สัมภาษณ์เด็ก เห็นเด็กลูกครึ่งหน้าตาน่ารักถ่ายโฆษณาในทีวีจึงติดต่อขอสัมภาษณ์ คุณแม่เด็กก็ตกลง แต่ตอนไปถึงเขาให้ทนายร่างหนังสือสัญญามาเป็นสิบข้อว่า ถ้าเราทำผิดสัญญาจะโดนฟ้อง เราก็คิด...สัมภาษณ์เด็กนี่นะ จะมีอะไรให้ละเมิด ท่าทางเราดูติ๋มๆ แต่ข้างในไม่ติ๋มหรอก วันนั้นก็พูดไปนิ่มๆ ว่า ถ้าการสัมภาษณ์ลูกจะทำให้คุณกังวลใจขนาดให้ทนายมาร่างหนังสือ ก็ไม่รบกวนดีกว่า แต่พอเดินออกมาเขาตามมาเรียกให้กลับไปสัมภาษณ์ |
มีส่วนที่ไม่สนุกในงานบ้างไหมคะ
ที่ไม่สนุกคือถ่ายแฟชั่น ใจเราอยากกลับไปนั่งเขียนต้นฉบับ ไม่อยากหาสถานที่ นัดนางแบบ หาเสื้อผ้า ซึ่งช่วงแรกค่อนข้างยาก เพราะหนังสือยังไม่ดัง แล้วเราไม่ถนัดงานสไตลิสท์ ได้แค่บอกให้นางแบบเดินหน้า ถอยหลัง วางแขนตรงนี้ ช่วยๆ กันกับช่างภาพ คือ คุณสมพง อดุลยสารพัน ตอนนั้นยังไม่มีสตูดิโอเป็นของเราเอง บ้านคน หอศิลป์ ป่าเขาลำเนาไพร ไปถ่ายกันทั่ว
ครั้งหนึ่งมีกองถ่ายหนังสร้างฉากระเบิดภูเขาเผากระท่อมทิ้งไว้แถวลาดกระบัง เหมาะกับเสื้อเราที่ออกแนวคาวบอย ถ้าจำไม่ผิดนางแบบคือ ลลนา สุลาวัลย์ ตอนนั้นเธอดัง ช่วงถ่ายเป็นฤดูน้ำท่วม ถ่ายๆ อยู่ น้ำมาจากไหนไม่รู้ ท่วมอย่างเร็ว ต้องวิ่งเก็บเสื้อผ้าข้าวของที่วางแผ่ไว้อย่างชุลมุน สุดท้ายความที่ต้องจบงานให้ได้ ใช้วิธีให้นางแบบโผล่หน้ามาจากหน้าต่างกระท่อม ครึ่งขาแช่อยู่ในน้ำ ขากลับน้ำท่วมถนน กว่าจะถึงบ้านใช้เวลากว่าสี่ห้าชั่วโมง คิดดู |
เคยท้อจนอยากเปลี่ยนงานไหมคะ
เคยค่ะ ช่วงแรกเหนื่อยมาก วิ่งไปทำงานข้างนอก วิ่งกลับมาเขียนต้นฉบับ คนเดียวทำหลายอย่างจนคิดอยากลาออก พอดีกำลังจะได้งานใหม่ พี่สุเรียกไปพบ บอกว่าเจ้านาย (คุณชูเกียรติ - คุณเมตตา อุทกะพันธุ์) ชอบสัมภาษณ์ที่เราทำมาก ปรับเงินเดือนให้กลางปี เลยเปลี่ยนใจไม่ไปแล้ว ไม่ใช่เพราะเงินเดือนขึ้น แต่เพราะคำชมที่บอกว่าสัมภาษณ์ดี(ยิ้ม) คิดดูว่าฝันของเราคืออยากเขียนหนังสือเก่ง แล้วนักอักษรศาสตร์มาบอก ว่าเขียนดีสัมภาษณ์เก่ง ก็ภูมิใจสิ แล้วช่วงนั้นเสียงตอบรับจากผู้อ่านถึงคอลัมน์สัมภาษณ์ก็ดีมาก กำลังใจยิ่งมา ก็เลยลุยต่อ |
มีเรื่องเล่าจากเบื้องหลังการสัมภาษณ์ไหมคะ
ต้องบอกว่างานสัมภาษณ์ทำให้ได้ผ่านทั้งจุดสูงสุด ไปบ้านเศรษฐีมหาเศรษฐี ที่ใหญ่โตมโหฬาร จนสงสัย ว่าทำไมใหญ่โตขนาดนี้ ไปจนถึงจุดต่ำสุดในสังคม ชีวิตเราไม่ได้ไฮโซหรอก แต่ไม่เคยเข้าสลัม วันที่ไปสัมภาษณ์ครูประทีป เดินเข้าไป งงมากกับบ้านเรือนที่อยู่ติดๆ กัน มีสะพานไม้เล็กๆ ทอดผ่านน้ำครำ มองเข้าไปในบ้านบางหลัง เห็นคนกำลังฉีดยาเสพติดให้ตัวเอง เดินไปก็ใจระทึก กลัวตก แล้วก็สงสารเขาด้วย
เคยมีปัญหากับผู้ที่เราไปสัมภาษณ์ไหมคะ
มีแต่เรื่องให้ได้ใช้ตัวตนความห้าวของเรา อย่างนัดสัมภาษณ์คุณบุญชู โรจนเสถียร ตอนนั้นท่านเด่นมากเรื่องเศรษฐกิจ ไปถึงท่านติดประชุมอะไรสักอย่าง ประมาณว่ายุ่งมาก สักพักเลขาฯ มาบอกว่า ขอโทษด้วยวันนี้ท่านคงไม่สะดวกให้สัมภาษณ์แล้ว เพราะมีงานด่วน ตัดสินใจบอกเลขาฯ ว่า ไม่เป็นไร แต่ขอเวลาเรียนอะไรกับท่านนิดเดียว พอได้พบก็เรียนท่านว่า “ท่านคะ หนูอยากสัมภาษณ์ท่านมานาน พอมีโอกาสก็ดีใจมาก เตรียมตัวมาอย่างดี ออกจากออฟฟิศมาตั้งแต่ก่อนเที่ยง ไม่ได้กินข้าวกลางวัน ไม่อยากผิดเวลา แล้วมานั่งรอท่านอยู่นาน แต่กลับต้องผิดหวัง เสียใจมาก” ท่านมองหน้าแล้วบอกว่า “งั้นเรอะ” แล้วบอกเลขาฯ ให้เลื่อนนัดธุระตอนบ่ายออกไป จากนั้นก็ให้สัมภาษณ์อย่างดี ตอนหลังท่านบอกว่า “คุณแปลกดี” วันนั้นนอกจากจะได้สัมภาษณ์ท่านอย่างสนุกสนานแล้ว สัมพันธ์จากนั้นยังดีต่อกันเรื่อยมา
เทคนิคในการพูดเพื่อให้ได้สัมภาษณ์คนที่ขอยากคืออะไรคะ
ประโยคเด็ดคือ “ท่านเป็นความฝันของจันทร์” (หัวเราะ) ประโยคนี้จะพูดเมื่อรู้สึกอยากทำจริงๆ ไม่ได้โกหก เหล่าคนเก่งทั้งหลายเราย่อมอยากรู้จัก อยากสัมภาษณ์อยู่แล้ว ยิ่งถ้าไม่ค่อยปรากฏตัวในบทสัมภาษณ์ที่ไหน ยิ่งอยากทำ
ยังมีฝันอยากสัมภาษณ์ใครค้างอยู่บ้างหรือเปล่าคะ
คนแรกคือ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ตอนแรกท่านอยู่ต่างประเทศ และต่อมาเริ่มมีปัญหาสุขภาพจึงไม่มีโอกาส อีกคนที่อยู่ในคิวสัมภาษณ์คือ คุณสืบ นาคะเสถียร กำลังจะโทร.นัด วันสองวันนั้นคุณสืบก็ยิงตัวตาย ตกใจมาก ชื่นชอบเป็นการส่วนตัวที่คุณสืบต่อสู้เรื่องป่า สัตว์ป่า ตรงใจเรา แต่ไม่มีโอกาสพบกัน เป็นเรื่องหนึ่งที่เสียใจว่าทำไมเราช้า คิดเองว่าอย่างน้อยถ้าได้พบ ได้คุยกัน ถ้าเขามีโอกาสได้ระบายให้หนังสือฟัง อาจรู้สึกผ่อนคลายขึ้น หลังจากเหตุการณ์นั้นได้ไปห้วยขาแข้ง ไปดูบ้านที่คุณสืบเคยอยู่ และทุกคืนก่อนนอนชื่อคุณสืบจะอยู่ในรายชื่อญาติมิตรที่สวดมนต์อุทิศส่วนกุศลให้ |
|
|
ขอทราบเทคนิคที่ทำให้ผู้อ่านติดใจหนังสือ
คิดว่าแรกเลยต้องทำให้ผู้อ่านได้ในสิ่งที่เขาคาดหวัง นั่งลิสต์ว่าผู้อ่านวัยที่เป็นทาร์เก็ตซื้อหนังสือเล่มหนึ่ง น่าจะคาดหวังว่าจะได้อ่านอะไรบ้าง เมื่อได้ในส่วนที่เขาคาดหวังแล้ว ก็ถามตัวเองว่ามีอะไรดีๆ ที่อยากจะให้เขาเพิ่มเข้าไปอีก อะไรที่เกินความคาดหวัง สนุกสนาน ดีงาม ชวนติดใจ แล้วก็นั่งคิดคอลัมน์ใส่เข้าไป คนเราเมื่อซื้อของอย่างหนึ่ง ได้ทุกอย่างตามที่หวังแล้วยังได้สิ่งดีๆ เกินคาดหวังบวกเข้าไปอีก ผลคือยอดขายพุ่งทะลุเป้านั่นไง |
แล้วคิดอย่างไรเรื่องพาณิชยศิลป์คะ
เราไม่เก่งธุรกิจ แต่ไม่ถึงกับไม่มีหัวทางนี้เสียเลย มองว่าธุรกิจเป็นเรื่องท้าทาย เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ยังทึ่งคนที่สามารถดัดแปลงพลิกผันเรื่องธุรกิจเก่ง เพราะมันคือศิลปะอย่างหนึ่งนะ เป็นศิลปะในธุรกิจ หนังสือไม่มีธุรกิจ ไม่มีเงิน ก็อยู่รอดไม่ได้ จึงไม่รังเกียจโฆษณา บอกเลยว่า แพรวก็พร้อมฮาร์ดเซลล์ ถ้าอยู่ในระดับที่
ผู้อ่านรับได้ ไม่เสียหาย และอยากให้ผู้อ่านเข้าใจว่า ถ้าไม่มีโฆษณาหนังสือก็อยู่ไม่ได้ เพราะราคาขายของแพรว 90 บาท แต่ต้นทุนเกินกว่า 100 บาท แพรวเป็นหนังสือที่ใช้บุคลากรจำนวนมาก ทีมงานใหญ่ อุปกรณ์เครื่องมือทันสมัย โรงพิมพ์ชั้นดี ที่หลายท่านบอกให้ตัดโฆษณาทิ้งบ้าง ถ้าทำอย่างนั้นผู้อ่านจะเสียประโยชน์เพราะต้องขึ้นราคาหนังสือ |
|
มีวิธีจัดการกับอารมณ์หรือความเครียดอย่างไรคะ
สมัยอายุน้อยอารมณ์แรง โกรธแรง แต่เวลาผ่านไปรู้ว่าไม่มีประโยชน์ คนถูกโกรธทุกข์ เราก็ทุกข์ กลับบ้านไปใจหม่นหมอง ไม่มีใครได้ประโยชน์เลย ด้วยความที่พื้นนิสัยเรามีเมตตา เวลาเจอใครทำอะไรไม่ดี แม้จะรู้สึกโกรธ แต่ก็พร้อมให้โอกาส อีกอย่างที่เรียนรู้คือ ทุกอย่างแก้ไขได้ และเรามักจะรู้ด้วยว่าควรแก้อย่างไร คนที่บอกว่าแก้ไม่ได้ อาจเพราะไม่เปิดใจกว้าง ไม่รับฟัง
|
ในการทำงานมีไอดอลบ้างไหม
ไม่ต้องไปหาที่ไหน อยู่ใกล้ตัวนี่แหละ โชคดีว่าได้เข้ามาทำงานกับมือหนึ่งของวงการหนังสือ เรียกว่าเป็น influencer ทั้งทางตรงทางอ้อม ท่านแรกคือ คุณชูเกียรติ อุทกะพันธุ์ ท่านมีวิสัยทัศน์ยอดเยี่ยม ได้คุยกับท่านแต่ละครั้งมีประโยชน์ติดกลับมาในสมองเสมอ ถ้าท่านยังอยู่ เราคงพัฒนาตัวเองได้มากกว่านี้ ท่านต่อมา
คุณเมตตา อุทกะพันธุ์ เป็นผู้ที่ประณีตมากกับงาน ทำให้เราต้องหยุดคิดก่อนจะปล่อยอะไรออกไป แล้วท่านมีมุมมองทางธุรกิจที่ดีเยี่ยม ก็พยายามเรียนรู้จากท่านอยู่ คุณสุภาวดี โกมารทัต เป็นผู้หญิงเก่งและอึดมาก
ทำงานหนักได้โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เวลาหมดแรงนึกถึงพี่สุแล้วฮึดสู้ต่อได้
ส่วนคุณระริน อุทกะพันธุ์ ปัญจรุ่งโรจน์ กลับจากเมืองนอกถูกเวลาพอดี เป็นผู้ที่มาช่วยเปิดโลกทัศน์ให้เรา คิดและทำแบบคนรุ่นใหม่ได้ทันก่อนที่จะตกยุค กู่ไม่กลับ ทุกวันนี้ก็ยังเรียนรู้จากเธอ เพราะเป็นผู้บริหาร
รุ่นใหม่ที่เก่งมาก |
ช่วงนี้อารมณ์ขันไปบ้างไหมคะ
ยังอยู่ค่ะ อยู่ในนี้ (ชี้ที่ใจ) แต่ไม่ค่อยมีเวลาขัน บางทีขำเองอยู่ในใจ จริงๆ แล้วเป็นคนหน้าเครียด แต่ขำง่ายนะ คนไม่คุ้นเคยคิดว่าดุ ความจริงแล้วมีความบ้าอยู่มาก ชอบเรื่องขำๆ ด้วย ถึงได้ใส่คอลัมน์พักสมองในหนังสือไง อยากให้คนหัวเราะ |
30 ปีที่ผ่านมามีเรื่องดีๆ ที่เก็บไว้ในใจบ้างไหมคะ
การได้ทำสิ่งที่รักถือเป็นเรื่องดีในชีวิตตลอดมา ระหว่างทางนั้นแค่หนังสือเล่มหนึ่งออกมาปกสวย หรือเรื่องน่าอ่านก็อิ่มใจ มีความสุข กลับบ้านสบายใจ เป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าวันหนึ่งอยากให้แพรวเล่มนี้ขึ้นมาอยู่
แถวหน้า เป็นอันดับหนึ่งในกลุ่มหนังสือผู้หญิง ทั้งด้านยอดขายและยอดโฆษณา พอถึงจุดที่ทำได้สำเร็จก็ภาคภูมิใจ เป้าต่อไปคงเป็นว่าอยากให้หนังสือทุกเล่มที่ดูแล มาอยู่แถวหน้าให้หมด ซึ่งตอนนี้ก็เป็นเบอร์หนึ่งในทาร์เก็ตนั้นๆ กันไปหลายเล่มแล้ว ต้องชม บ.ก.เขานะ ไม่ใช่ชมเรา เรื่องดีจึงมีเยอะ เรื่องเสียใจมีน้อย แต่มีทีก็ฝังใจไปนาน |
เล่าได้ไหมคะ
ขออนุญาตเล่าถึงช่างภาพคนหนึ่ง เขานิสัยดี มีน้ำใจ ขยัน มีความคิดสร้างสรรค์ มาจากครอบครัวที่ดี การศึกษาดี เรียกว่ามีคุณสมบัติดีครบ เข้ามาทำงานหลายปีจนเราเห็นแววเติบโต เคยถามว่าสนใจเป็นหัวหน้าช่างภาพหนังสือในเครือเล่มใหม่ไหม แต่เขายังสนุกกับงานที่แพรวไม่ยอมไป วันหนึ่งมีคนมาบอกว่าเขาเปลี่ยน จากที่รับผิดชอบมากกลับรวน เพราะเรื่องความรักอยากให้เตือนเขาบ้าง ทีแรกไม่คิดว่าซีเรียส จนวันหนึ่งเป็นวันหยุด เขาโทร.มาหาเรียกแค่ “พี่ครับ” แล้วนิ่งไป เราก็ถามว่าเป็นไง มีอะไรหรือเปล่า เขาบอกว่าไปถ่ายงาน อยู่หัวหิน คุยได้แค่นั้นก็มีเสียงผู้หญิงตะโกน พูดไม่ค่อยเพราะดังลอดเข้ามา เขาจึงวางสายไป สักพักโทร.มาอีก เดาว่าพาแฟนไปด้วยแล้วทะเลาะกัน คงเครียดจึงโทร.มา
ปลายสัปดาห์ต่อมา พอเจอหน้ากันก็ถามเขาว่ามีปัญหาอะไร เขาเข้ามานั่งคุยด้วย ได้แค่เตือนเขาจากสิ่งที่เห็น และได้ยินมา ว่าความรักครั้งนี้ใช่แน่แล้วหรือ ความรักน่าจะทำให้คนดีขึ้น ไม่ใช่มีความทุกข์หรือเสียหายไร้เกียรติ แล้วผู้หญิงคนนั้นจะเหมาะกับเราหรือ เขาบอกว่า ผมรักเขาครับพี่ แล้วร้องไห้ ตอนนั้นคิดในใจว่า
จบกัน ได้แต่เตือนปิดท้ายไปว่า ตอนไม่มีความรักดูเป็นสุขดี มีแล้วทำไมถึงทุกข์อย่างนี้ คิดให้ดีนะ ถึงวันอาทิตย์ หัวหน้าช่างภาพโทร.มาบอกว่าเขาโดดตึก อาการหนักอยู่ไอซียู หัวใจเราหล่นวูบ เพราะเพิ่งคุยกันไป 2 - 3 วันเอง ส่วนตัวก็รัก เอ็นดูเขา
เขาโดดจากชั้น 4 ของอพาร์ตเม้นท์ราคาแพง ซึ่งคุณแม่ซื้อให้ใหม่ตามที่เขาต้องการจะใช้ชีวิตกับคนรัก วันนั้นทะเลาะกันเพราะเหตุอะไรไม่รู้ แต่จากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ขาของเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ไม่สามารถถ่ายภาพได้อีก ซึ่งพอมองย้อนไปแล้วเสียใจมาก ไม่น่าจบลงแบบนี้ ถ้าเราแก้ตอนจบได้เหมือนแก้
ต้นฉบับคงแก้ไปนานแล้ว |
ตอนนี้เป็นบรรณาธิการอำนวยการของหลายฉบับ ต้องรับผิดชอบอะไรบ้างคะ
ตอนแรกหนักใจ เพราะช่วงนั้นกำลังสนุกกับแพรว ทำอะไรก็ได้อย่างใจ แต่ท่านประธานบอกว่าต้องมาช่วยกันแล้วละ หนังสือเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประสบการณ์ของเราน่าจะเป็นประโยชน์ ก็เลยมีน้องฉันท์
(ฉันทนา ยุทธนาภูมิ) ซึ่งเดิมเป็นผู้ช่วย มาเป็น บ.ก.แพรวแทน ซึ่งเธอก็ทำหน้าที่ได้ดี น่าพอใจ นอกจากนี้ก็มี
ผู้ช่วย บ.ก.ภัทรนันท์ ชัยพงษ์เกษม หัวหน้ากอง ศิริเพ็ญ ผลัญชัย ที่ช่วยกันสร้างคนรุ่นใหม่ให้เก่งตามกันมา
งานหลักของเราเป็นการดูแลภาพรวมของหนังสือ เพราะเขามี บ.ก.ลงรายละเอียดอยู่แล้ว เราก็ดูแลควบคุม คุณภาพและแก้ปัญหาที่ บ.ก.เขาต้องการให้ช่วย บางทีเป็นเรื่องเนื้อหา บางทีเป็นปัญหาการบริหารคน
ยอดขาย ฯลฯ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ช่วยกันดูแลให้หนังสือทุกเล่มออกมาดีที่สุดนั่นแหละ |
มาเช้ากลับค่ำ ไม่หยุดงาน แบ่งเวลาให้ตัวเองและครอบครัวอย่างไรคะ
ความจริงชอบวันหยุดนะ(หัวเราะ) แต่ถ้าไม่ใช่วันหยุดแล้วให้พักไม่ชอบ เพราะไม่สบายใจ ทำงานมา 30 ปี จึงไม่ค่อยหยุดงานไปทำธุระส่วนตัวนอกจากเดินทาง ต้องขอบคุณสามี น้องๆ และลูก ที่ช่วยให้เราทำงานได้ดี เมื่อก่อนทำงานที่บ้านด้วย หรือบางทีไปเที่ยวกับครอบครัว ระหว่างที่คุยกันสนุกๆ เออ หัวข้อนี้ทำคอลัมน์ 108 คำถามได้ ก็โทร.หาทีมงานทันที
สามี (อาจารย์พิษณุ ศุภนิมิตร) เป็นอาร์ติสท์ เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากร เขาเข้าใจว่าเราทำงานหนัก มีเวลาให้ครอบครัวน้อย แรกๆ เคยมีปัญหาไม่เข้าใจกันบ้าง แต่ไม่หนักหนา คุยกันเข้าใจ ใครที่มีปัญหาอย่ากลัว เพราะถ้ารู้ว่ามีจะได้แก้ ที่น่ากลัวคือไม่รู้
เรื่องเวลา ลูก (เตย - พัดชา ศุภนิมิตร) ตอนเขายังเล็กพ่อดูแลรับส่งลูกไปโรงเรียน พาไปซื้อของ เพราะเมื่อก่อนทำงานวันเสาร์ด้วย เรียกว่าลูกโตมากับพ่อ ตอนกลางคืนจึงเจอแม่ เวลานี้ลูกไปเรียนต่อ ปกติคุยโทรศัพท์กันนานๆ วันเสาร์ - อาทิตย์ ถ้าไม่ได้คุยกันหลายวันมีโทร.ไปถามข่าวคราวบ้าง แต่บางครั้งต้องรีบวางสายเพราะมีคนมารอคุยงานด้วย เขาก็จะบ่นว่าแม่ไม่มีเวลาเลย แต่สุดท้ายเขาเข้าใจเพราะเรานิสัยเหมือนกัน คือตั้งใจทำในสิ่งที่รับผิดชอบอย่างดีที่สุดเสมอ |