ในยุคสมัยนี้ที่เทคโนโลยีการแพทย์ล้ำหน้าไปอย่างรวดเร็วเข้าสู่ยุคที่สเต็มเซลจะเข้ามาแทนที่การรักษาโดยการผ่าตัดนี้ นกเชื่อว่าทุกคนคงต้องอยากดูดี สุขภาพดี และมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพแน่นอน แต่พออายุมากขึ้น อาการสังขารไม่เที่ยงแถมยังเปลี่ยนไปมากก็เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ริ้วรอยความเหี่ยวย่น ถุงใต้ตา สายตาฝ้าฟาง ผมบาง หูก็ไม่ค่อยได้ยิน และ กำลังวังชาเรี่ยวแรงก็ถดถอย
ทำไมเมื่ออายุมากขึ้นๆจึงรู้สึกแย่ลงล่ะคะเนี่ย
ถึงแม้ร่างกายจะมีการซ่อมแซมตัวเองอย่างต่อเนื่อง แต่มันก็ยังต้องต่อสู้กับอนุมูลอิสระจากอากาศที่เราสูดเข้าไป สภาพแวดล้อมที่เราอยู่ และอาหารที่เรารับประทานทุกวัน นับตั้งแต่วันแรกที่เราเกิด ร่างกายนั้นเปรียบเหมือนทหารที่ต้องรบอย่างยาวนานตลอดชีวิตของเรา ไม่เคยได้พัก ยิ่งนานวันก็ยิ่งอ่อนล้าแน่นอน ร่อยรอยบาดแผลจากการต่อกับสู้ข้าศึกที่มารุกรานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงฝากเป็นริ้วรอยแห่งกาลเวลาบนใบหน้าและความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ
ทำไมเราต้องแก่ด้วยล่ะ?
ความชราถูกกำหนดมาแล้วด้วยพันธุกรรมส่วนหนึ่ง อนุมูลอิสระ และฮอร์โมนที่ไม่สมดุลก็เกี่ยวด้วย การใช้ชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ของเราจะเป็นตัวบ่งชี้ที่ชัดที่สุดว่า เมื่ออายุมากขึ้น เราจะคงความอ่อนเยาว์ไว้ได้มากขนาดไหน การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การเลือกกินอาหาร การออกกำลังกาย ความเครียด และ การใช้ชีวิตกลางแสงแดดล้วนแล้วต่อมีผลต่อการคงความอ่อนเยาว์ทั้งสิ้น ริ้วรอยเพียง 20% เท่านั้นมากับพันธุกรรม ที่เหลือเราป้องกันไม่ให้มันเกิดได้ และแสงแดดแผดเผานั้นเป็นสาเหตุแห่งริ้วรอยความชราถึง 80% นะคะ
พูดถึงความรู้สึกอ่อนเยาว์นั้นหากยังอยู่ในวัย 20 และ 30 คงจะมีความรู้สึกเช่นนี้ได้ไม่ยาก ยังมีคำว่า“สามสิบยังแจ๋ว”ให้ฟังแล้วชื่นใจ แต่หากเริ่มเข้าสู่วัย 40 และ 50 เป็นต้นไปแล้วยังจะให้รู้สึกอ่อนเยาว์นั้น คงต้องเริ่มคิดว่า...โอ๊ะ ฉันจะไหวหรือนี่ ขอเข้าวัดเข้าวาปลงสังขารดีกว่ามั้ง นกขอบอกว่าความคิดนั้นถูกครึ่งหนึ่งค่ะ
เมื่ออายุมากขึ้นสิ่งแรกที่ต้องทำก็คือยอมรับเรื่องของวัยที่เพิ่มขึ้นอย่างภาคภูมิใจและห้ามท้อใจในเรื่องของความเปลื่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นค่ะ เพราะวัย 40s และ 50s ในวันนี้ก็ “ยังแจ่มได้”เพราะสวยสมวัยและดูอ่อนกว่าวัยค่ะ ร่างกายแข็งแรง อีกทั้งใจก็เปี่ยมไปด้วยความสุขและประสบการณ์ชีวิต แค่ต้องรู้วิธีรับมือกับวัยที่เปลี่ยนไปแค่นั้นเอง