ปรเมศวร์ มินศิริ
กรรมการผู้จัดการ บริษัท บัณฑิต เซ็นเตอร์ จำกัด และผู้บริหารเว็บไซต์ www.kapook.com

วันนี้กระปุกดอทคอมภายใต้การบริหารของ “คุณปรเมศวร์ มินศิริ” กลายเป็นเว็บไซต์วาไรตี้อันดับต้นๆ ของประเทศ ความสำเร็จที่ได้มาไม่ใช่เพียงข้ามคืน แต่มาจากความอดทนและแน่วแน่ในสิ่งที่เชื่อ
|
ในวัยเด็กคุณปรเมศวร์ออกตัวว่าไม่ใช่คนเรียนเก่ง แถมในช่วงมัธยมศึกษาตอนปลายยังเบนเข็มจาก
|
สายสามัญเข้าสู่สายวิชาชีพ ด้วยการเข้าเรียนที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ด้วยเหตุผล
ที่ว่าไม่ชอบเรียนวิชาในสายวิทยาศาสตร์ แต่หลังจากนั้นอีก 2 ปี เขาก็มีอันต้องเลี้ยวกลับมาสู่ถนนสาย
เอ็นทรานซ์ ด้วยเพิ่งเล็งเห็นความสำคัญของยาขมที่ตัวเองด่วนเททิ้งไป
“ที่ผมออกมาเรียนสายวิชาชีพนี่ฟังดูเหมือนเสียเวลา แต่ก็เป็น 2 ปีที่มีค่ามาก ได้เรียนรู้ ได้ใช้แรงงาน ได้เหงื่อออกทั้งวัน ได้สร้างอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน ซึ่งมันก็เป็นอีกประสบการณ์หนึ่ง ถ้าผมไม่ได้ทำตรงนั้นบางทีผมอาจจะไม่มีวันนี้ก็ได้ ในความรู้สึกผม จริงๆ แล้วมันอาจจะไม่ได้เป็นการเลี้ยวผิดหรอก เพราะช่วง 2 ปีที่ผมเรียน
สายวิชาชีพนั้นผมก็ได้เรียนอะไรที่มันเข้าท่า เพียงแต่ว่าผมเสียดายถนนที่เพิ่งเลี้ยวมา ก็เลยตัดสินใจเลี้ยวกลับเท่านั้นเอง”
|
แต่การจะเลี้ยวกลับไปบนเส้นทางที่เขาละทิ้งมานั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องดิ้นรนและฝ่าฟันด้วยตัวเอง
|
นับจากต้องนั่งรถไปศึกษาภัณฑ์เพื่อซื้อหนังสือมัธยมปลายมาอ่าน และศึกษาด้วยตัวเอง เรียนกวดวิชาเพิ่มเติมทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และสังคม เพื่อให้สามารถไล่ทันนักเรียนสายสามัญและสามารถเอ็นทรานซ์ติด แต่เพราะชีวิตไม่มีอะไรง่าย เขาต้องใช้ความเพียรพยายามถึง 3 ปี กว่าจะสมหวังกับการเอ็นทรานซ์เข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมดังที่ตั้งใจและมุ่งมั่นไว้
“ผมเอ็นทรานซ์ตั้ง 3 ครั้งกว่าจะติด แล้วก็ตั้งใจเอาไว้ว่าอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองมากกว่าเป็นลูกจ้าง ก็เลยเลือกเรียนวิศวะ อุตสาหการ เพราะการเรียนสาขาวิชานี้เราได้มองเห็นภาพรวมของการทำงานทั้งระบบ ขณะเดียวกันวิศวกรรมสาขาอุตสาหการ ก็เป็นศาสตร์ที่เราต้องสามารถผลิตงานได้จริง ไม่ใช่แค่วิจัยออกมา แต่ก็ไม่จำเป็นว่าเราต้องไปอยู่ในกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ มันคือการที่เราต้องไปมีส่วนร่วมกับงานสาขาอื่น เช่น งานการตลาด เป็นสาขาที่ต้องทำงานกับคนมากหน่อย เพราะงานต้องเดินด้วยคน หรือการทำกิจการก็ต้องมีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง คุณอาจจะต้องไปเรียนบัญชีหรือไฟแนนซ์เพิ่มเติม เพื่อที่จะคุยกับฝ่ายการเงินได้ งานก็จะเร็วขึ้น
เรียกได้อีกอย่างว่าการเรียนสาขานี้เหมือนกับเราเป็นข้อต่อให้กับโครงการนั้นๆ สาขานี้มีคนเรียนเยอะนะครับ บางคนที่ไม่ได้เลือกเรียนอาจเพราะไม่เข้าใจว่ามันมีคุณค่าอย่างไร หลายคนเลือกเรียนในสาขาที่จบไปแล้วทำงานได้เงินเดือนดี แต่สำหรับผมมีความตั้งใจว่าจะออกมาทำธุรกิจเอง คิดว่าในอนาคตเราอาจจะได้ทำธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น ถ้าเรียนสายคอมพิวเตอร์มาโดยตรง ก็อาจจะขาดทักษะด้านอื่นที่จะนำไปบริหารงาน ผมจึงมองว่าการเรียนสาขาอุตสาหการ เป็นการเรียนเพื่อเพิ่มทักษะที่จะเอาไว้ใช้ในวันข้างหน้า”
|
แต่ถึงกระนี้เขาก็ต้องใช้เวลาถึง 7 ปีครึ่งกว่าจะสำเร็จการศึกษา ซึ่งสำหรับเขาแล้ว เวลาทุกๆ นาที
|
ที่ผ่านไป คือช่วงเวลาที่ได้เก็บเกี่ยวความรู้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งในรั้วมหาวิทยาลัยและการได้ใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์ในการทำงานพิเศษ เพื่อให้โลกของเขาเปิดกว้างมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้
“ผมใช้เวลาเรียน 7 ปีครึ่งด้วยสาเหตุไม่กี่อย่าง อย่างแรกคือเพราะผมเรียนไม่เก่ง ตอนที่สอบเข้าคือได้คะแนนเป็นอันดับ 2 รองจากบ๊วย ดังนั้นถ้าผมอยากจะรอดต้องลงหน่วยกิตน้อยๆ ประกอบกับว่าตอนนั้นไม่มีเงินก็เลยเลือกไปทำงานพิเศษด้วย คือไปสอนคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนกวดวิชา ด้านหนึ่งก็ทำให้เสียเวลาอ่านหนังสือ แต่ก็ได้ประสบการณ์อีกแบบหนึ่งมาเหมือนกัน พอใกล้เรียนจบผมก็ไปทำงานพิเศษ ดูแลระบบคอมพิวเตอร์ที่โรงแรมเอเชีย กะบ่ายถึงดึก คือเลิกเรียนแล้วก็วิ่งมา ตรงนี้มันทำให้ผมรู้จักธุรกิจการโรงแรม รู้ว่าเขาทำอะไร มันอาจะเป็นศาสตร์ที่ผมไม่จำเป็นต้องรู้ แต่มันทำให้ผมเห็นโลกอีกมุม”
 |
ด้วยการเลือกเรียนในสาขาที่ตอบโจทย์ความต้องการของตัวเองในอนาคต ประกอบกับการที่ได้ทำงานตามสายงานขณะเรียนไปด้วย ทำให้ประตูแห่งโอกาสทางสายอาชีพ เปิดต้อนรับคุณปรเมศวร์ตั้งแต่ยังไม่สำเร็จการศึกษา
“ก่อนเรียนจบผมก็ถูกบริษัทฝรั่งดึงตัวไปทำซอร์ฟแวร์ด้านโรงแรม เขาไม่ได้รับผมเพราะว่าผมเขียนโปรแกรมดีที่สุด หรือผมรู้เรื่องโรงแรมดีที่สุด เขาบอกว่า เขารู้สึกว่าผมรู้เยอะในหลายๆ เรื่องมาก ผมก็บอกว่าผมรู้เยอะเพราะชอบอาสา คำว่าอาสาคือถ้าใครให้ช่วยอะไรถ้าช่วยได้ก็จะช่วย เรื่องอาสานี่ผมต้องยกความดีให้กับหนังสือเรื่อง ‘อยู่กับก๋ง’ ที่ผมเคยอ่านตอนเด็ก ที่ประทับใจมากคือ ตอนที่หยก ซึ่งเป็นตัวเอกของเรื่องไปช่วยคนอื่นทำงาน แล้วหยกกลับมาบอกก๋งว่าเขาเหนื่อย ก๋งก็ถามว่าหายหรือยัง หยกก็บอกว่าหายแล้ว ก๋งก็ถามว่าทำเป็นหรือยัง เหนื่อยก็หายได้ใช่ไหม จากไม่เป็นก็เป็นใช่ไหม แล้วจะบ่นอะไรแค่นี้เอง
|
เพราะถ้าเราอยากทำงานเป็น อยากรู้เยอะ เราก็ต้องไปช่วยเขาทำงาน สุดท้ายมันก็หายเหนื่อย
“ผมก็เลยรู้สึกว่าการอาสานี่มันดีกับผมนะ แล้วผมจะนั่งเฉยๆ อยู่ทำไมล่ะ การนั่งเฉยๆ ก็ไม่ได้ทำให้ผมเป็นอะไรขึ้นมา หลังจากเข้าใจตรงนี้ได้--ก็เอาเลย อะไรที่ช่วยได้ก็ช่วย อย่าคิดว่าจะเหนื่อย อย่าคิดว่าจะไม่ได้อะไรตอบแทน ที่สำคัญการอาสาเข้าไปทำงาน ไม่ว่าจะเรื่องใด มันเหมือนเป็นการสร้างโอกาสให้ตัวเอง”
|
และหนึ่งใน “งานอาสา” ของเขาก็คือ การอาสาเขียนซอร์ฟแวร์ให้กับคอมพิวเตอร์ในโรงแรม แม้จะพบ
|
ว่ายากแต่เขาก็สามารถทำได้สำเร็จ
“มีคนในออฟฟิศบอกว่าผมโง่ ไอ้โปรแกรมนี้มันแพงกว่าเงินเดือนเราตั้งเยอะ แล้วเขาก็เอาไปใช้ตั้งหลายที่ ผมคิดว่าผมไม่โง่นะ การที่ผมบอกว่าจะขอเขียน แล้วถ้าเขาบอกว่าอย่าเลยทำไม่ได้หรอก ผมก็คงติดใจว่าผมคงทำไม่ได้ และคงไม่ได้ทำ ตรงกันข้ามผมคิดว่าผมเป็นหนี้บุญคุณโอกาสเขา ถ้าผมทำไม่ได้ก็ถือว่าเขาเสียเวลา จ่ายเงินเดือนผมฟรีไปหนึ่งเดือน แต่เขาให้โอกาสผมและผมทำได้ เขาก็ได้ซอร์ฟแวร์ที่ดีไป ผมก็ได้ความมั่นใจกลับมา”
|
ซึ่งความมั่นใจที่ได้จากความสามารถในการทำงานที่ว่ากันว่ายากแสนยากนี้เอง ที่แปรเปลี่ยนเป็น
|
ผลักดันสำคัญที่ทำให้ก้าวสู่ความสำเร็จครั้งต่อๆ ไป
“อย่างตอนที่ผมไปทำงานที่โรงแรม ผมจะชอบทำงานให้กับโรงแรมในช่วงที่โรงแรมเปิดใหม่ๆ เพราะเป็นช่วงที่เราจะได้เห็นปัญหาของที่นั่น เพราะในการเริ่มเปิดกิจการหรือเริ่มเซตอัพทุกอย่าง จะเป็นช่วงที่เราเห็นปัญหาหรือเห็นข้อบกพร่องขององค์กรนั้นๆ มากที่สุด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้คือสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับเราต่อไปในอนาคต เพราะถ้าเราสามารถอุดช่องโหว่หรือแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ เราก็สามารถรันธุรกิจของเราได้ดี”
|
คุณปรเมศวร์เล่าถึงสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาก้าวมาถึงทุกวันนี้ ที่สำคัญ การเป็นมิตรกับปัญหา
|
ก็เป็นหนึ่งในเคล็ดลับความสำเร็จของเขา
| “แต่ทั้งหลายทั้งปวงแล้ว ผมให้น้ำหนักเรื่องการสำนึกรู้คุณสูงมาก เพราะผมเชื่อว่าใครที่มีเรื่องนี้จะเจริญก้าวหน้า คนที่ไม่มีเรื่องนี้ผมเป็นห่วงมาก เนื่องจากจะทำให้สังคมเราขาดจริยธรรม ถ้าทุกคนเห็นแก่ประโยชน์ของตัวเอง โดยลืมที่จะคิดถึงบุญคุณของคนที่ให้โอกาส ให้ความรู้ หรือสั่งสอนเรามา เหมือนกับการเรียนหนังสือ ถ้าสำนึกรู้คุณครู เอาใจใส่ใฝ่รู้ผมคิดว่าเราก็จะได้ความรู้กลับมาเยอะมาก เช่นเดียวกับการทำงาน สมมติว่าผมเรียนจบและได้เข้าทำงานในบริษัทหนึ่ง ไปเจอช่างที่เขาทำงานที่นี่มา 30 ปี แต่ตำแหน่งอาจจะเล็กกว่า วุฒิต่ำกว่า ถ้าผมกร่างตั้งแต่วันแรกก็คงไม่ได้อะไร กลับกันถ้าผมเข้าไปแล้วผมขอให้เขาสอนในสิ่งที่ผมไม่รู้ ก็มีแต่ได้กับได้
“คำว่า Seniority ในความหมายของผมคือเรื่องนี้ครับ ยิ่งคุณเคารพผู้ใหญ่เขาก็ยิ่งจะช่วย เราก็จะได้เรียนรู้จากเขาเยอะ ส่วนเรื่องการเรียนรู้ผมกลับให้น้ำหนักรองลงมา คุณอาจมีความรู้มีประสบการณ์มากก็จริง แต่ถ้าไม่มีความเคารพ ไม่มีเรื่องการสำนึกรู้คุณก็จบ เปรียบเทียบกับคนที่ตรงกันข้ามกัน ความรู้
|
 |
ประสบการณ์น้อย แต่เคารพและสำนึกรู้คุณ เวลาผ่านไป ระหว่างคนสองคนนี้จะเห็นความแตกต่างกันอย่างชัดเจน”
|
ด้วยความขยันหมั่นเพียร ไม่เกี่ยงงานหนัก และด้วยสำนึกรู้คุณคนจึงทำให้เขาก้าวผ่านมรสุมพิษเศรษฐกิจ
|
ปี 2540 สู่ธุรกิจเว็บไซต์ที่ปลุกปั้นมาด้วยตนเองอย่าง “สนุกดอทคอม” ต่อเนื่องมาจนถึง “กระปุกดอทคอม” ที่ปัจจุบันนี้เข้าสู่ปีที่ 6 แล้ว หากให้ย้อนกลับไปมองถึงเคล็ดลับความสำเร็จของเว็บไซต์นี้ คุณปรเมศวร์ให้ความเห็นว่า มาจากการรดน้ำพรวนดินและเอาใจใส่ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ที่สำคัญคือต้องจับความต้องการของ
ผู้อ่านให้ได้
“ผมทำให้เป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ ไม่ได้ฟังชื่อกระปุกแล้วไปคิดถึงอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ได้คิดว่าเป็นเว็บข่าว หรือฟังเพลง หรือเกม มันมาจากการรีเสิร์ชว่าคนต้องการอะไร ผมถึงได้รู้สึกว่าดีใจที่แบรนด์เราไม่ได้เป็นอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง แค่คนเข้ามาดูหน่อย ในร้อยเรื่อง เขาสนใจสักเรื่องผมก็ดีใจแล้ว ผมเปรียบธุรกิจนี้เหมือนวิ่งมาราธอน มันไม่ได้วิ่งร้อยเมตรแล้วรู้ผลเลย วันนี้คุณอาจจะแซงเขาได้ แต่มันยังอีกไกลกว่าจะถึง
เส้นชัย ธุรกิจนี้คืองานเซอร์วิส หยุดนิ่งไม่ได้ ต้องพัฒนาให้มันดีขึ้นเรื่อยๆ”
|
และแน่ละว่า บนเส้นทางแห่งความสำเร็จนี้จะละเลยหรือมองข้าม “การศึกษา” ซึ่งเปรียบเสมือนรากฐาน
|
ที่สำคัญไปเสียไม่ได้ เพราะรากฐานยิ่งดีเท่าไหร่ก็ยิ่งส่งผลให้เราต่อยอดได้ยาวไกล และมั่นคงขึ้นเท่านั้น
“ผมมองว่าการจบปริญญาตรีหรือจบอะไรมาก็แล้วแต่ แปลว่าคุณพิสูจน์ว่าคุณทำอะไรสำเร็จไปอย่างหนึ่ง แต่ไม่ได้แปลว่าคุณต้องจบไปทำงานอย่างนั้น มันเป็นเพียงต้นทุน ถ้าไปทำงานสายอื่น คุณก็จะมีต้นทุนอีกแบบที่อาจจะต้องไปเก็บเกี่ยวเพิ่มเติม ความรู้ในห้องเรียนก็อย่างหนึ่ง นอกห้องเรียนก็อีกเรื่องหนึ่ง คือถ้าหยุดเรียนรู้เมื่อไหร่ก็จบ “
“และสิ่งที่อยากฝากถึงเด็กรุ่นใหม่ก็คือถ้าอยากจะประสบความสำเร็จ บางครั้งก็ต้องยอมทำในสิ่งที่คุณไม่ชอบ คุณบอกว่าตรงไหนไม่ชอบคุณก็ไม่เอา เพราะการได้ทำในสิ่งที่ชอบ แต่ปลายทางแล้วไม่สำเร็จก็มี แต่จะดีกว่ามั๊ยถ้ายอมทำสิ่งที่ชอบและไม่ชอบด้วย แล้วปลายทางมันสำเร็จ เริ่มน่าคิดนะ เช่น ผมบอกว่าผมเกลียดวิชากฎหมายมากเลย ผมไม่เอาหรอก หมายถึงผมก็ไม่ต้องไปเก่งกฎหมาย ผมก็มีนักกฎหมายเก่งๆ อยู่ แต่ถ้าผมไม่รู้เรื่องผมก็คุยกับเขาไม่ได้ สุดท้ายผมทำธุรกิจดีมากแต่ไปพลาดทำผิดกฎหมายหนึ่งชิ้น ผมถูกฟ้อง ที่ทำมาก็พังหมด เพราะผมเลี่ยงในสิ่งที่ผมไม่ชอบ คือไม่ยอมกินยาขม ทั้งๆ ที่รู้ว่ากินแล้วดีแต่ไม่กิน เหมือนผมสมัยโน้นที่พอมารู้ว่าอะไรสำคัญ ผมก็ต้องกลับมายอมกินซะหน่อย มันก็ขมนะแต่ก็กิน เพราะมันทำให้ชีวิตเราไปต่อได้และไปได้ไกลกว่าครับ”
ดูเหมือนยาขมเม็ดนี้จะได้ผลดีทีเดียว |