อาจารย์ปิง ดาว้องก์ (ปิง เจริญศิริวัฒน์)
เด็กจะดี ต้องรู้จักรักพ่อแม่

เมื่อเอ่ยชื่อ อาจารย์ปิง เจริญศิริวัฒน์ แห่งดาว้องก์ โรงเรียนสอนพิเศษวิชาภาษาไทยและสังคมศึกษา นักเรียนและผู้ปกครองส่วนใหญ่จะรู้จักดี เพราะดาว้องก์มีสาขาอยู่ทั่วประเทศถึง 25 สาขา เป็นบันไดให้นักเรียนก้าวไปสู่อนาคตอย่างมีจุดมุ่งหมาย และประสบความสำเร็จในอาชีพต่าง ๆ แม้การเรียน
พิเศษในช่วง ม.4 - ม.6 จะเป็นช่วงสั้น ๆ ก่อนจะแยกย้ายกันไปเข้ามหาวิทยาลัย แต่ลูกศิษย์ของ
อาจารย์ปิงก็มีความรักและผูกพันอาจารย์ปิงกับสถาบันนี้ จนต้องกลับมาเยี่ยมเยือนกันเป็นประจำ
คงเป็นเพราะความเป็นครูที่เข้าใจเด็กและเข้าใจผู้ปกครองด้วย บวกกับความรักในอาชีพครูประหนึ่งอยู่ในสายเลือด อาจารย์ปิงจึงทุ่มเทให้กับการสอนอย่างเต็มที่จนแทบไม่มีเวลาส่วนตัว
“คนเราจะประสบความสำเร็จได้ ข้อแรกต้องรู้ว่าเราทำเพื่อใคร อย่างส่วนตัวคือพ่อแม่ค่ะ น้องด้วย เพราะเป็นคนโต อยากให้พ่อแม่สบาย คนเราถ้าเห็นแก่ตัว คนอื่นก็เหนื่อย ก็ต้องคิดแบบนี้ ตอนแรก ๆ ก็ลำบาก
เพราะแรก ๆ สอนต้องเตรียมเนื้อหาเยอะ คนอื่นเค้าได้ไปเที่ยวกัน เราไปไม่ได้เพราะสอนหนังสือ ต้องปลีกวิเวก อันที่สอง ต้องรู้ว่าเราชอบอะไร ก่อนหน้านี้เคยเรียนสายวิทย์ตอน ม. 4 แต่มันไม่ไปจริง ๆ มันไม่ชอบ
เรียนไปรู้สึกมันจะงง มุมมองทำไมต้อง hard core ขนาดนั้น ก็สนใจแต่ไม่ถนัด เรียนแล้วก็ไม่เวิร์ก แต่พอมา
เรียนสายศิลป์ ศิลป์คำนวณ เป็นอีกมุมนึง เราชอบ คือวิทยาศาสตร์ทุกอย่างเป็นสูตรไปหมดเลย ชีวิตคนเราบางทีต้องมีศรัทธาบ้าง ไม่ใช่เจอใครต้องพิสูจน์กันก่อน ใช้เวลาตั้งนานกว่าจะพิสูจน์ว่าใช่ แต่สายศิลป์เราไม่เห็นต้องอ้างอะไรเลย จริง ๆ แล้วโดย sense ก็รู้แล้วว่าใช่หรือไม่ใช่”
อาจารย์ปิงจบมาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี เป็นการเรียนตามใจคุณแม่ เพราะคุณป้าจบมาจากคณะนี้ แล้วบอกว่าถ้าจบบัญชี จะหาเงินได้เยอะ
“แต่จริง ๆ ในใจอยากเป็นครูมาตั้งแต่จำความได้ และเป็นคนที่คิดอะไรก็จะทำแบบนั้นไม่เปลี่ยนความ
ตั้งใจ แม่ก็ถามว่า อยากเป็นครูทำไมไม่เรียนครุศาสตร์ ก็เราเรียนศิลป์คำนวณมา อันดับหนึ่งก็ต้องบัญชีอยู่แล้ว และความเป็นครูต้องอยู่ในสายเลือด ไม่ใช่อยู่ที่ไปเรียนมา มันต้องอยู่ในจิตวิญญาณของเรา มีสื่อมาสัมภาษณ์เยอะเลยที่บอกว่า คนที่มาติวอะไรแบบนี้เพราะอยากได้เงิน...ไม่จริง เพราะตอนเริ่มสอน ม.ต้น ก็ไปเกณฑ์เด็กมาเรียน ให้เงิน แจกขนมด้วย ปีแรก ๆ ที่สอนก็เป็นคนซีรอกชีทให้เขา ไม่ได้เงินด้วย ก็ภูมิใจที่เราก้าวมาตรงนี้ เพราะเราอยากเป็นครู ไม่ได้มาเพราะผลประโยชน์ รู้สึกภูมิใจที่สุดของตัวเองตรงนี้เลย”
ดาว้องก์ของอาจารย์ปิงสอนวิชาภาษาไทยกับสังคมเป็นหลัก
“เพราะมีความรู้สึกว่า ต่อไปต้องมีคนสอนเลขกับภาษาอังกฤษเยอะ ถ้าเราไปแบบนั้น ภาษาไทยกับสังคมก็จะไม่มีคนสนใจ คนชอบคิดว่าเรียนสายศิลป์ไม่มีทางไป ก็เลยคิดว่าสักวันจะทำให้คนเหล่านั้นเข้าใจตรงนี้ ใช้เวลานานหน่อยก็ไม่เป็นไร แต่ป่านนี้เค้าคงเข้าใจแล้วละค่ะว่าเป็นยังไง...”

ด้วยบุคลิกที่ร่าเริง กระฉับกระเฉง คิดไวพูดไว อาจารย์ปิงคงมีเทคนิคพิเศษที่ทำให้เด็ก ๆ สนใจเรียน
“วิธีการสอนก็ไม่มีอะไร อันดับแรกเราต้องตั้งใจสอน เป็นข้อแรกของความเป็นครู พูดอะไรที่มันรู้เรื่อง ไม่ใช่เข้าใจแค่ 4 - 5 คน ที่เหลือไม่เข้าใจ มันจะเป็นปมด้อยของเด็ก จริง ๆ แล้วเป็นครูเราต้องมาดูที่ตัวเราเองนะ เราสอนยังไงเด็กถึงไม่อยากเรียนกับเรา หรือพูดไปกว่าเด็กจะรู้เรื่องตั้งครึ่งชั่วโมง ทำไมเราไม่หาวิธีพูดที่ 5 นาทีเด็กก็เข้าใจล่ะ ให้เด็กมีความรู้สึกอยากเรียนกับอาจารย์ เรียนแล้วมีความสุข เทคนิคไม่มีค่ะ มันออกมาจากใจทั้งหมด ครูเวลาเปิดห้องสอนก็เหมือนเราเปิดบ้านรับแขก ห้องรับแขกเราก็ต้องมีทีวีให้แขกดู มีขนม มีน้ำ มันเป็นเรื่องปกติ เป็นครูก็ต้องทำให้เด็กอยากเรียน ไม่ใช่เป็นครูของคนเก่งอย่างเดียว แต่ต้องเป็นครูของเด็กทุกคนที่อยากเรียน แม้กระทั่งเด็กที่ไม่อยากเรียน มาฟังอาจารย์แล้ว...เออ อาจารย์สอนรู้เรื่องนะ ก็ภูมิใจและดีใจแล้ว”
ไม่ใช่เป็นเพียงขวัญใจของนักเรียนเท่านั้น แต่ผู้ปกครองก็อยากส่งลูกมาเรียนกับอาจารย์ปิง ถึงกับมาขอร้องให้อาจารย์เปิด ม.ต้น ด้วย
“เวลามันไม่พอค่ะ สอน ม. 4-5-6 ก็เหนื่อยมาก อาทิตย์ละ 6 วัน แทบจะไม่ได้ออกงานเลย งานสังคมนี่ต้องออกนะคะ งานแต่ง งานบวชลูกศิษย์นี่แทบไม่ได้ไปเลย แต่จะมีลูกน้องเป็นตัวแทนไปตลอดเลยค่ะ จริง ๆ อยากไปเจอลูกศิษย์เก่า ๆ ไปเม้าท์ไปอะไร ให้รู้สังคมภายนอกที่ไม่ใช่ตำรา เพราะนั่นคือของจริงไงคะ แล้วเราก็ต้องหาความรู้เพิ่มเติม บางทีเด็กอยากรู้ เราจะได้สอนได้ ต้องไปหาอ่านมาให้รู้เยอะกว่าที่เราต้องสอน ชีวิตประจำวันถ้าไม่ใช่วันหยุดก็สอนตลอด ต้องปรู๊ฟงาน หลักสูตรต้องปรับตลอด ตอบเมล์นักเรียน แล้วก็อ่านข่าว ต้องรู้ทันสังคม ที่อังกฤษทำไมเค้าต้องเผาบ้านเผาเมือง เวลาเด็กถามปุ๊บต้องรู้เลยว่าจุดชนวนคืออะไร ไม่ใช่เล่าเป็นชั่วโมงแล้วเด็กยังจับประเด็นไม่ได้”
ไม่เพียงแต่วิชาความรู้ที่อาจารย์ปิงดูแลเด็ก ๆ อย่างใส่ใจ แต่เรื่องจริยธรรมก็เป็นสิ่งที่สอดแทรกเพื่อกล่อมเกลาลูกศิษย์ไปในขณะเดียวกัน
“ผู้ปกครองหรือน้อง ๆ ที่มาอ่านตรงนี้ อยากจะบอกว่า คนเรามันต้องยอมรับอย่างหนึ่ง คือ มันต้องเป็น
พรสวรรค์ส่วนหนึ่ง อีกส่วนเป็นความพยายามทำให้เต็มที่ เพียงแต่เราอย่าไปเทียบกับคนอื่น เทียบกับคนเก่งมาก ๆ บางทีเราทำไมได้แล้วจะท้อ เป็นปมด้อย เด็กเดี๋ยวนี้ถ้าเจอคนเก่ง ๆ เค้าจะยกมือขึ้นมาไหว้เพื่อนเลย บอกเป็นเทพ อะไรแบบนี้ ผู้ใหญ่ก็อย่าไปพยายามเปรียบเทียบเค้ากับใครมากไป เธอดูสิ ลูกคนอื่นเด่น เด็กมันก็จะด้อยค่ะ เด็กควรจะไปในสายที่ตัวถนัดและก็พยายาม เด็กสมัยนี้โดนอย่างอื่นดึง โดนเครื่องเล่นดึง หรือโตขึ้นมาใจมันพลุกพล่านอยากมีแฟน ในช่วงเวลาของชีวิตต่อจากนี้ไปจนแก่มันมีเวลาอีกเยอะค่ะ แต่การที่เราจะย้อนกลับมาเรียน ม.ปลายหรือ ม.ต้น มันไม่มีอีกแล้ว ชีวิตคนเรามันเป็น one way ไม่มี u-turn ฉะนั้นเราต้องทำตัวเองให้มันดีที่สุด อันนี้สำคัญ ไม่ใช่ว่าการมีแฟนเป็นเรื่องผิด แต่ต้องอยู่ในขอบเขตพอสมควร ส่วนใหญ่ก็เลิกเพราะตอนนี้มันแค่เรียนรู้กัน ไม่ใช่ความอดทน จริง ๆ แล้วการที่เราตั้งเป้าว่า จะคบกันเพื่อจะได้ไปอยู่กินมันต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง ไม่ใช่ความชอบความหวือหวาอย่างเดียว มันก็แค่ช่วงเดียวค่ะ สุดท้ายเราก็ต้องมานั่งเจ็บ พอเจ็บนั่งร้องไห้ เรียนหนังสือไม่รู้เรื่องอีก ก็บอกน้องว่า ก็แอบ ๆ ชอบ เป็นอะไรที่น่ารัก ๆ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แต่ถ้าลงลึกน้องจะเสียใจตอนหลังได้”

ผู้ที่มีความสำคัญต่อเด็กในความคิดของอาจารย์ปิง ก็คือพ่อแม่นั่นเอง
“พ่อแม่เดี๋ยวนี้มีลูกกันน้อย แล้วค่อนข้างเข้าใจลูก เพียงแต่มีพ่อแม่บางคนที่ยังยึดหลักว่า ถ้าเราตามใจลูกมากไปลูกจะเสียคน อันนี้ก็ต้องดูด้วย อย่างอ่านข่าวประเทศอังกฤษ มีอยู่บ้านนึงพ่อเค้าสอนศาสนา ทั้งพ่อทั้งแม่เป็นนักสังคมสงเคราะห์ทั้งคู่ ช่วยเหลือสังคมเต็มที่ แต่ปรากฏว่าลูกชายอายุ 15 ตอนเกิดจลาจลเผา
บ้านเผาเมือง เด็กคนนี้ไปเจอเด็กอายุ 13 อยากได้ BB เค้า...จี้เอาเลย แล้วข่มขืนด้วย เรื่องไปถึงศาลอังกฤษ แม่ไปถึงศาลร้องไห้สะอึกสะอื้น บอกไม่เคยสอนลูกให้เป็นแบบนี้เลย เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า บางครั้งเรานึกว่าเราสอนลูกมาดี มันก็ไม่เป็นอย่างที่เราคิดเสมอไป เค้าอาจจะมีบางอย่างอยู่ในใจ ไปจ้ำจี้จ้ำไช มันเป็น pattern มากไป เราก็ต้องปล่อยเค้าบ้าง ให้พอดี ๆ...ที่สำคัญ ถ้าพ่อแม่น่ารัก ลูกก็จะน่ารัก อยากบอกพ่อแม่ที่มีลูกตัวเล็ก ๆ ให้รีบกอดรีบหอมเค้า เพราะพอเค้าโตเป็นหนุ่ม อยากหอมมั้ย ก็อยาก แต่มันเขิน ให้ใกล้ชิดกับเค้าไว้เยอะ ๆ เพราะวันนึงพอเป็นวัยรุ่นเค้าจะออกจากชีวิตเราไปหาแฟน หาเพื่อน แต่ไม่ต้องกลัวเพราะเค้าจะกลับมา มันเป็นวัฏจักร เพราะเค้ารู้ว่าข้างนอกไม่มีใครรักเค้าเหมือนพ่อแม่รัก เพื่อนบางคนไม่กล้าวิจารณ์เราตรง ๆ เพราะกลัวเสียเพื่อน แต่พ่อแม่เวลาเราทำอะไรไม่ถูกจะว่าเราตรง ๆ เค้ากล้าพูด เพราะเค้ารักเราไงคะ เด็ก ๆ เองไม่ว่าเค้าจะเตลิดยังไง ในใจเค้าก็รักพ่อแม่แน่นอน เพราะเค้ารู้ว่าพ่อแม่มีแต่ความหวังดี”
อาจารย์ปิงสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาเด็กวัยรุ่นสมัยนี้ ก็อาจเกิดจากพ่อแม่ที่ไม่มีเวลาให้
“พ่อแม่ที่ไม่มีเวลาให้ลูกนี่ต้องตั้งโปรแกรมชีวิตใหม่เลยนะคะ อย่างน้อยต้องหนึ่งวันที่จะอยู่กับลูก ต้องทิ้งงาน ปฏิญาณตนว่าจะให้เวลาลูก อยู่กับเค้า เด็กบางคนมีแฟน อยากอยู่กับแฟน แต่ก็ยังอยากให้พ่อแม่รัก ติดแฟนมันก็ส่วนหนึ่ง ชีวิตคนเรามันต้องการหลากหลาย มีเลือดแล้ว ก็ต้องมีตับ มีหัวใจ ใช่มั้ยคะ อย่าไปคิดว่าเค้าโตแล้ว เพราะเค้ายังต้องการคำแนะนำ แล้วบางทีการออกความเห็นให้เค้า เค้าอาจจะอึ๋ยย...ไม่จริง แต่ลึก ๆ แล้วเค้าฟังนะ แล้ววันนึงมันจะย้อนกลับมาว่า สิ่งที่พ่อแม่พูดน่ะ...มันจริง พ่อแม่ก็อย่าท้อ ปกครองลูกแบบไม่ตึงไปไม่หย่อนไป ดีที่สุดค่ะ”
และสำหรับด้านการเรียน อาจารย์ปิงฝากมาถึงทั้งท่านที่เป็นพ่อแม่และน้องๆ ว่า
“ผู้ปกครองควรดูว่าลูกถนัดอะไรที่สุด เพราะมันจะมีเด็ก 2 ประเภท พวกนึงอะไรก็ได้ พวกนี้พ่อแม่จะวางแผนให้หมดเลย แต่อีกพวกเค้าจะมีแผนในใจวางไว้หมดแล้ว แล้วต้องมาเปลี่ยนเพราะตามใจพ่อแม่ สงสารลูกน่ะ ต้องรู้นิสัยลูก อย่าพยายามเอาความคิดเราไปแทนค่าลูก ดูเค้าว่าโอเคมั้ย จำเป็นต้องวางแผนให้เค้าแค่ไหน อะไรที่ให้ลูกได้ตั้งแต่เล็ก ๆ ถ้ารู้ว่าลูกอ่อน รีบเสริมให้เค้า ไม่อย่างนั้นพอเค้าเรียนไม่รู้เรื่องเค้าจะไม่สนใจฟังอาจารย์แล้ว ไม่ตั้งใจเรียน กลายเป็นปัญหาหมักหมม ฉะนั้นต้องแก้เค้าตั้งแต่เริ่มต้นเลย ต้องสนใจดูตลอดว่าลูกเราเรียนเป็นยังไง แล้วต้องคอยบอกลูกเสมอว่า มีอะไรบอกแม่นะลูก ส่วนเด็ก ๆ ที่อ่านอยู่ สิ่งที่หนูมีอยู่แล้วคือรักพ่อรักแม่ ต่อให้หนูเป็นเด็กไม่เรียน หนูก็รักพ่อแม่อยู่ดี เพียงแต่ว่าลองฟังผู้ใหญ่พูดไว้นิดนึงก็ดี ยั้งตัวยั้งใจไว้บ้าง ไม่ใช่ ครูขา ทำไมอะไร ๆ พ่อแม่ก็ไม่อนุญาตให้หนู ก็แสดงว่าเรายังรับผิดชอบไม่เป็นหรือเปล่า แต่ถ้าการเรียนรับผิดชอบได้ ต่อ ๆ ไปเค้าก็จะไว้ใจเรา และถ้าการเรียนมีปัญหารีบบอกพ่อแม่เลย เรียนไม่รู้เรื่อง ก็บอกปัญหากับพ่อแม่ เพราะบางทีที่โรงเรียนนักเรียนเยอะ แล้วครูเลือกถ่ายทอดเฉพาะเด็กเก่ง น้อง ๆ ที่ฟังอาจารย์ปิงพูดอยู่ ที่รู้ตัวว่าเริ่มเป๋แล้ว เริ่มไปทางเล่นเกม ถ้าเล่นเยอะไป จะเห็นว่าเราเรียนตกลง ต้องรีบหันเหกลับมา ถ้าเชื่อครูให้จำไว้ว่า ความรักมันต้องมีสักวันแน่นอน ความรักวัยนี้มันเหมือนฟันน้ำนม ต้องหลุดสักวัน อนาคตมีแน่นอน ขอให้รักพ่อรักแม่ ถ้ารักจะมีตอนนี้ ก็เป็นกิ๊ก ๆ กันไปก่อน รอให้โตกว่านี้ให้อะไร ๆ มันมั่นคง แล้วน้องจะรู้ว่าครูพูดถูก และนั่นเป็นการคิดถึงอนาคตด้วย”
จบการสัมภาษณ์ อาจารย์ปิงก็ต้องหันไปรับรองนักศึกษาแพทย์กลุ่มใหญ่ เป็นศิษย์เก่าที่มาเยี่ยมเยือนอาจารย์ผู้เป็นที่รัก ไม่แปลกใจเลยที่เห็นลูกศิษย์ของอาจารย์ปิงจบออกไปมีอาชีพดี ๆ แทบทุกสาขาวิชาชีพ เพราะอาจารย์สอนให้นักเรียนเป็นคนดีของสังคมนั่นเอง
|