ณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ อาจารย์ / วิศวกร
ตามใจตัวเอง ให้มันสุด ๆ ไปเลย

แนวคิดนี้ดูเป็นธรรมชาติมากทีเดียว เชื่อว่าหลายๆคนน่าจะชอบและนำไปใช้กับตัวเองได้ไม่ยาก และผู้ที่แบ่งปันไอเดียนี้มา คือ คุณณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ ผู้ตามใจตัวเองมาแล้ว จนก้าวมาถึงจุดที่ฝันก่อร่างเป็นจริงอย่างสร้างสรรค์และมโหฬารเสียด้วย
“ตั้งแต่เด็กมาแล้ว ผมคุยกับที่บ้านตลอดว่าชอบอะไร ตอนเด็กเคยเขียนไปลงไทยรัฐด้วยนะ ว่าฝันอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ คือผมรู้ว่าชอบอะไรมาตั้งแต่ต้น คิดว่าเด็กหลายคนก็เป็นแบบนี้นะ แต่บางคนไม่ได้คุยไง เลยเหมือนกับว่ามันยังอยู่ในใจ ไม่ได้กลั่นออกมา...การคุยกันในครอบครัวก็เหมือนสอบทานไปในตัว แต่ที่บ้านก็ไม่ได้บังคับ อยากทำอะไรก็ทำอยากเล่นอะไรก็เล่น ผมเลยรู้ว่าอยากมาทางวิทยาศาสตร์ วิศวะ แรงบันดาลใจมาจากของเล่นครับ จำได้ว่าชิ้นที่ประทับใจที่สุดเลยคือ รถไฟต่อ ที่มีรางและมันแล่นได้เอง คุณพ่อซื้อมาให้ บ้านก็ไม่ได้ร่ำรวย ของพวกนี้ก็ไม่ได้แพงจนเกินไป ผมชอบการประดิษฐ์หรือต่ออะไรที่เป็นกลไก มันสนุก เด็กผู้ชาย พวกเพื่อนผมก็ต่อรถเล่น หรือง่ายที่สุดก็ทำธนู ทำอุปกรณ์อะไรในบ้าน...”
ใครจะคาดเดาว่าจากรถไฟต่อของเล่น วันนี้เขาได้ทำให้กลายเป็นรถไฟใต้ดินที่วิ่งไปรอบกรุงเทพฯ ได้จริง ที่พวกเราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ และกำลังควบคุมการก่อสร้างส่วนต่อขยายจากหัวลำโพง ซึ่งจะเสร็จภายใน 4 - 5 ปีข้างหน้านี้
“ตอนเด็กรู้ตัวว่าชอบประดิษฐ์ แต่ยังไม่รู้ว่าต้องเรียนวิศวะสาขาอะไร พอมาม.ปลาย ที่โรงเรียนเตรียมฯ ต้องเลือกภาคว่าจะเรียนวิทย์แบบไหน อาจารย์ก็ดีมากครับ มีส่วนช่วยให้เรารู้ว่าควรเลือกอะไร...จริง ๆ ผมเป็นคนชอบเรียนนอกห้องเรียนนะ เรียนในห้องมันง่วง แต่ก็เข้าตลอด โดดไม่ได้ ก็ชอบอ่านหนังสือของกระทรวงนี่แหละฮะ อ่านไปก่อน สนุกกว่าอ่านในห้องเรียน...พอเข้ามหาวิทยาลัย (วิศวะ จุฬาฯ) บางทีก็โดดไปอ่านเอง
แต่ไม่เข้าห้อง รู้เรื่องมั่งไม่รู้เรื่องมั่ง แต่ผมชอบอ่านแมกกาซีนเชิงวิศวกรรม เช่น รถไฟฟ้า เราก็อ่านทฤษฎี อ่านแอพพลิเคชั่นบ้าง คือตามใจตัวเองบ้าง คือในห้องก็เรียนเรื่องเดียวกันกับที่เราชอบนี่แหละ แต่จากมุมที่เราไม่ชอบ ผมเลยอยากแนะนำน้อง ๆ ว่า บางทีเราเรียนอะไรแล้วเบื่อ ลองปล่อยใจไปตามใจตัวเองบ้าง ลองนึกถึงแมกกาซีนอะไรที่เราชอบอ่านโดยไม่มีใครมาสั่งให้เราอ่าน แล้วบางทีนั่นแหละเป็นสิ่งที่เราชอบ ผมคิดว่าสิ่งที่เราไปหามาอ่าน คือสิ่งที่เหมาะกับตัวเรา ผมเองก็ชอบหลายอย่าง ต้องลอง และในที่สุดก็จะมีเสียงเรียกร้องในใจเอง อย่างหนังสือแพทย์ anatomy ร่างกายมนุษย์ผมก็อ่านมาตั้งแต่เด็ก แต่ทำไมไม่เป็นหมอ เพราะว่าพอถึงจุดนึงเราจะรู้เองว่า เราชอบของที่เป็นกลไกมากกว่าร่างกาย”

ปัจจุบัน คุณณัฐวุฒิ ทำงานด้านวิศวะที่บริษัทของครอบครัว หลังจากจบตรีวิศวะไฟฟ้าและต่อโทอุตสาหการที่อเมริกา กลับมาทำงานบริษัทมือถืออยู่ 2 ปี ก่อนกลับไปต่อ MBA ขณะนี้ก็เป็นอาจารย์สอน Business MBA เชิงกลยุทธ อยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล
“การสอนถ้าเราจี้ถามแล้วสร้างความอับอายให้เค้า เค้าจะไม่กล้าตอบ แต่ถ้าเชื้อเชิญแล้วคุยเล่นสนุก ๆ
ซึ่งเด็กจะเจอรูปแบบหลังเยอะ น้อง ๆ ที่คุยเยอะก็จะจำ ผมอยากจะแนะนำน้อง ๆ อันนี้ไม่นับกิจกรรมซึ่งทุกคนต้องทำอยู่แล้ว ให้ตามใจตัวเองให้มันสุด ๆ ไปเลย อ่านแมกกาซีนที่เป็น apply บ้าง คุณชอบเรื่องอะไร ก็อ่านให้มันรู้ไปเลย เข้าทฤษฎีลึก ๆ ไปเลย ชอบอะไรควรเจาะลึกด้วยรูปแบบที่คุณชอบ”
การใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย บางคนอาจจะมีพลาดพลั้งไปบ้าง ซึ่งในวัยนั้นอาจรู้สึกเป็นเรื่องใหญ่ เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่ต้องควบคุมการตัดสินใจดี ๆ
“ระหว่างเรียนมันอาจจะมีไปเที่ยวบ้าง อะไรบ้าง ถ้าเราหลุดจากการเรียนไปช่วงหนึ่ง แล้วเราเริ่มต่อไม่ติด ขอว่าอย่าหลุดไปเลย จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ควรกลับมาพยายามต่อ จะได้เกรดไม่ดีอะไรก็แล้วแต่ เพราะเมื่อกลับมามันจะมีคนช่วยเราต่อให้ติด อย่าไปตกอกตกใจเกินกว่าเหตุ บางคนออกจากการเรียนไปเลย ไม่อยากเรียนแล้ว”

และเมื่อใกล้ถึงเวลาที่ต้องเลือกอาชีพ คุณณัฐวุฒิมีคำแนะนำสองข้อ คือ
“หนึ่ง ย้อนกลับไปหาสิ่งที่ชอบ สอง ฝึกงาน ลองฝึกตั้งแต่ปี 2 อย่ารอปี 3 มีวิชาที่ให้ไปฝึกงานกับบริษัทเลย ไม่ต้องรอซัมเมอร์ ให้ลงวิชาพวกนี้เยอะ ๆ และในสิ่งที่คุณชอบ แต่บางทีมันจะมีทั้งแง่ดีและแง่น่าเบื่อ ถ้าลองผิดแง่คุณจะได้ภาพที่เพี้ยน เพราะนี่ไม่ใช่สิ่งที่คุณชอบ สมมุติผมชอบทำหนังสือ แล้วพอไปทำจริง ๆ ผมถูกมอบหมายแต่งานที่ผมไม่ชอบ สักพักผมจะเริ่มคิดหนี แล้วก็ไม่ได้ทำจนวันเกษียณ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ถูก ฝึกงานเยอะ ๆ ครับ หลาย ๆ ด้าน อาจจะพบว่าอะไรชอบ อะไรไม่ชอบ ถ้าชอบหลายด้านก็ทำหลายด้านได้ ผมก็ทำ
สอนหนังสือ พิธีกรก็ทำ (รายการเจาะใจ) ”
สำหรับการเปลี่ยนสถานะจากนักศึกษามาเป็นคนทำงาน ก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจพอสมควร เตรียมความพร้อมและเตรียมใจไว้รับสถานการณ์แปลกใหม่ที่แตกต่างจากสมัยเรียนโดยสิ้นเชิง
“ตอนทำงานเป็นอีกขั้นตอนที่สำคัญ ทำยังไงถึงจะก้าวหน้าได้ หรือได้ทำในสิ่งที่เราชอบ ทำงานต้อง
เสนอความคิดตลอด แต่ไม่ใช่เสนอหน้านะครับ บางทีเราเป็นเด็ก เรากลัว ไม่ใช่เลยนะ นายทุกคนจะชื่นชมลูกน้องที่มองว่าปัญหาคืออะไร แก้ยังไง แล้วนายมองว่าอยากแก้ยังไงก็บอกเราได้ แต่ส่วนใหญ่นายก็บอกว่า ก็เอ็งละไปทำมา ซึ่งส่วนใหญ่พอไปทำ เราน่ะถูกโปรโมตเพราะเรื่องแบบนั้น ได้เลื่อนขั้น บริษัทก็ดี เราก็ดี คนอื่นก็เห็นคุณค่าของเรา นี่คือเคล็ดลับของผม ไม่ใช่ไปถามนายว่าจะให้ทำไงดี นายอาจจะบอกว่า ผมไม่ได้จ้างคุณมาถามผม ฉะนั้น เมื่อเราเป็นเด็ก เราควรจะฝึกให้เป็นธรรมชาติไว้ว่า เวลามีปัญหา คิด solution ไปให้นาย 3 ข้อ ต่อให้คุณคิดงี่เง่า ๆ ก็เหอะ เพราะถ้าคุณฉลาดกว่านาย นายก็จะยิ่งตกเก้าอี้ แต่ถ้าคุณคิดอะไรไม่ได้ฉลาดไปกว่านาย ไม่แปลก เค้าอาจจะดีใจว่าคุณเป็นคน Proactive นี่คือสิ่งที่ผมเจอกับตัวเอง แต่อย่าไปข้ามหน้า
นาย อย่าทำให้นายเสียหน้า แต่ทำให้เค้ามีเรื่องดี ๆ ไปเสนอนายเค้าอีกที แล้วก็อ่อนน้อมถ่อมตน อย่าไป
ทะเลาะกับใคร...”
|