Wi-Fi Experience@KBank
ค้นหา:
Join:
  Home / Education / ประสบการณ์แบ่งปันจากรุ่นพี่ / แสตมป์ - อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข
แสตมป์ - อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข
Send To Friend

 
Share |
 
 
 

แสตมป์ - อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข
นักร้อง - นักดนตรี - นักแต่งเพลง

ตั้งคำถามเข้าไว้

ศิลปินหนุ่มมากความสามารถจากค่าย LOVEiS ผู้กวาดรางวัลต่าง ๆ มามากมายให้กับผลงานที่ไม่
ธรรมดาและไม่เหมือนใครของเขา แสตมป์ หรือ อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข ผู้แต่งเพลง “น้ำตา” ให้กับ
ธงไชย แมคอินไตย์ และได้รางวัลสีสันอวอร์ด สาขาเพลงยอดเยี่ยม เป็นรางวัลแรกในชีวิตของเขา
แสตมป์กำลังจะให้มุมมองใหม่แก่น้อง ๆ ซึ่งเขาย้ำอยู่บ่อยครั้งว่าไม่ต้องเชื่อ

“ถ้าจะให้ผมแนะนำน้อง ๆ นะ ก็อยากจะบอกว่าอย่าเชื่อ อย่าเชื่อไอดอลของคุณ อย่าเชื่ออาจารย์ของคุณ อย่าเชื่อสิ่งที่คนบอก ค้นหาตัวเองด้วยตัวเอง คือผู้ใหญ่ชอบสอนเด็กให้เดินเป็นเส้นตรง แต่กรณีที่เส้นไม่ตรงหมายถึงการติดยา ผมก็ถือว่าเส้นตรงดีกว่านะ ผมคิดว่าคนที่เรียนเก่ง คือคนที่เดินตามจุดประสงค์ของอาจารย์น่ะ...ทำไมเราต้องทำอย่างนี้ด้วย ถ้ามันดีจริงทำไมประเทศเราเป็นแบบนี้ ทำไมเรียนกันมา 50 ปีไม่มีอะไรเจริญ ผมว่าคนที่ชอบตั้งคำถามนั่นแหละจะไปได้ไกลกว่า”

อยากทราบไหมว่า ใครคือไอดอลของแสตมป์
“ผมไม่มีไอดอล ไม่ว่าฝรั่งหรือไทย แต่คนเก่งน่ะหรือ...พระพุทธเจ้าเก่ง ท่านพุทธทาสเก่ง ท่านตั้งคำถามทุกอย่างในโลก ในหลวงเรานี่เก่ง ท่านตั้งคำถามน่ะ แล้วออกมาเป็นการใช้ชีวิตของมนุษย์ การสันโดษ การพอเพียง ทุกวันนี้ผมก็พยายามทำตามท่านอยู่”

แล้วแสตมป์ล่ะเป็นคนเก่งหรือเปล่า
“ผมเรียนจบสถาปัตย์ จุฬาฯ ตอนเรียนก็ไม่ค่อยเก่งหรอกนะ ในคณะสถาปัตย์มันไม่เหมือนการเรียนน่ะ แต่เป็นการฝึก ที่เลือกเรียนคณะนี้อย่างแรกคือ เราไม่ชอบท่องจำ จริง ๆ แล้วเป็นคนท่องจำเก่งนะ แต่ไม่ชอบ
ตอนวัยรุ่นผมเริ่มชอบศิลปะ งานดีไซน์ ชอบอะไรที่คนส่วนใหญ่เขามองไม่เห็น ผมเรียนภาคอุตสาหกรรมครับ คือเป็นคนที่ชื่นชอบงานออกแบบ แต่ผมมือไม่ค่อยดี ไอเดียก็สู้คนอื่นไม่ได้ ก็ค่อนข้างเครียดเหมือนกันตอนเรียน แต่ก็ปล่อยชีวิตตามน้ำไป... โชคดีที่ภาควิชาออกแบบอุตสาหกรรมมันมีวิชาย่อย ๆ ให้เรียนเยอะเลย ซึ่ง
ทำให้เราได้เห็นหลาย ๆ งาน หลายด้านในโลกนี้ เราก็ไม่เก่งนะ แต่ก็ปล่อยไปเรื่อย ๆ”

แล้วในที่สุดชีวิตตามน้ำของแสตมป์ก็ไหลมาสู่สิ่งที่เขาชอบและได้อยู่กับมันจนทุกวันนี้
“ผมชอบดนตรี ผมว่าวัยรุ่นทุกคนน่ะชอบดนตรี แต่เราค่อนข้างจะชอบมาก ไม่ใช่แค่ชอบฟัง แล้วขณะที่เราเรียนสถาปัตย์มันมีกิจกรรมหลาย ๆ อย่างเกิดขึ้น ที่พวกเราคิด ๆ กันเอง จะต้องทำละคร’ถาปัดมั่งละ ต้อง
รับน้อง กีฬาวิชาการ อะไรก็ตามแต่ ซึ่งเด็กแต่ละคนก็จะแบ่ง ๆ กันไปทำหน้าที่ต่าง ๆ คนนี้ออกแบบเก่งก็ไปทำฉาก คนนี้แสดงเก่ง ไปเป็นนักแสดง คนนี้ไปออกแบบเสื้อผ้า ส่วนเราก็ทำอย่างอื่นไม่เก่งเลย แต่ชอบดนตรี ก็เลยลองขอเข้าไปทำเพลง ทำซาวนด์ประกอบอะไรต่าง ๆ ตอนนั้นทำเรื่องปริศนาครับ ในขณะนั้นก็ได้เจอรุ่นพี่ที่เคยทำงานพวกนี้มาหลาย ๆ ปี ก็ได้เรียนรู้การทำ production เพลง ดนตรี มันทำยังไงบ้าง มันใช้โปรแกรมอะไร มันร่างภาพขึ้นมายังไง ในที่สุดก็ตกหลุมรักมัน ละครเสร็จแล้วผมก็ได้ซีดีมาแผ่นนึง เป็นเพลงประกอบละคร โอ้โฮ...มันมีความหมายกับเรามากเลย เรารู้สึกว่าในขณะที่เราทำมันมาตลอด 2 - 3 เดือนน่ะ เรารักงานของเรามาก แล้วยิ่งเวลามีคนมาฟัง มันเป็นความรู้สึกที่ดีจังเลย ก็เลยตกหลุมรักการทำเพลง ทำดนตรีครับ และคิดว่าจะต้องหาทางทำต่อแล้วละ”

เมื่อเลือกทางเดินของตัวเองแล้ว แสตมป์ก็คิดว่าอยากจะไปหาคนที่เขาชอบ จึงเอาเพลงที่ทำ ๆ มาส่งไปให้ บอย โกสิยพงษ์ ซึ่งคุณบอยก็มีความเห็นว่ามีแนวโน้ม จึงคุยกันเรื่อยมาจนเวลาผ่านไป 3 - 4 ปี แสตมป์จึงได้ออกอัลบั้มชุดแรก โดยที่เขาเป็นทั้งนักร้องและนักแต่งเพลง
“มันจะมีช่วง 2 - 3 ปีกว่าเราจะได้โอกาสตรงนั้น ผมจบมาก็ว่าง ๆ อยู่ไม่รู้จะเอาเวลาไปทำอะไร จะไปทำงานประจำก็ไม่อยากเสียโอกาส เพราะเดี๋ยวจะกลับมาไม่ได้ ก็เลยไปฝึกแต่งเพลงกับพี่บอย เออ...เราก็ทำได้เว้ย มีได้รางวัลได้อะไรด้วย ก็เลยเจอทางใหม่ครับ เป็นนักแต่งเพลง”

แสตมป์แต่งเพลงโดยไม่เคยเรียนดนตรีมาก่อน และถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เขาก็ไม่เคยคิดจะไปเปลี่ยนแปลงอะไรในอดีต
“ผมคิดว่าที่ผมแต่งเพลงได้ไม่เหมือนคนอื่นเพราะผมไม่ได้เรียนดนตรี ถ้าเราเรียนดนตรีเราต้องแต่งไม่ได้แน่เลย เพราะจะติดด้วยกฎต่าง ๆ ผมเชื่อว่าการที่เราไม่เหมือนคนอื่น เพราะเราได้ educate มาอีกแบบ ก็ดู
อย่างตอนเรียนสถาปัตย์ พวกนักออกแบบระดับโลกน่ะ ไม่ใช่คนที่เรียนสถาปัตย์สักคน บางคนเป็นนักมวยอ่ะ ผมว่าการ crossing ข้ามสายพันธุ์มันทำให้เกิดงานใหม่โดยสิ้นเชิง ถ้าจะกลับไปเรียน ผมว่าไปเรียนปรัชญา
ตะวันตก ตะวันออก ไปเรียนวาดรูปดีกว่า ไม่น่าจะไปเรียนดนตรี”

กิจกรรมยามว่างของแสตมป์คือการอ่านหนังสือ
“งานอดิเรกอ่านหนังสือครับ เพราะเป็นคนนอนหลับยาก ชอบอ่านพวก non fiction นะ พวก fact ในชีวิตน่ะ เอามาใช้กับงานได้ด้วย แล้วผมชอบดนตรี ก็อ่านประวัติวงดนตรี คือสนใจอะไรก็อ่านเรื่องนั้น หนังสือฝรั่งพวกจิตวิทยาหรือปรัชญาแปลก ๆ ผมก็ชอบอ่าน มันก็เติมแง่คิดให้เรา เคยเขียนหนังสือเหมือนกัน แต่เป็นคอลัมน์เล็ก ๆ เป็นเล่มยังไม่เคยเขียน เพราะคิดว่าตัวเองไม่เหมาะกับงานเขียน คงใช้แรงเยอะมากเลยนะ ด้วยความที่เราเขียนเพลงมาตลอด หน้าเดียวจบครับ แรงบันดาลใจในการเขียนเพลงก็มาจากหลายอย่าง อาจจะเจอเรื่องราวในชีวิต อ่านเจอบ้าง คิดคำอะไรได้ หรือมีทำนองลอยมาในหัว มันก็แล้วแต่...”

ในวัยเด็กแสตมป์เป็นเด็กที่ไม่เคยมีความฝัน เพราะไม่กล้าฝัน เวลาผู้ใหญ่ถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร เขาก็จะตอบส่ง ๆ ไปและไม่เคยซ้ำกัน
“ที่เป็นทุกวันนี้ ข้างในก็ไม่ได้บอกว่า “ใช่แล้ว” แต่มันบอกว่า “ทำได้” ผมก็ไม่รู้ว่าใช่หรือเปล่านะ พรุ่งนี้
อาจจะไม่ใช่ แต่เราทำได้แล้ว ทำได้ดีกว่าอย่างอื่น ผมพยายามตั้งคำถามว่า สิ่งที่คนเค้าทำกันแล้วประสบความสำเร็จน่ะ มันจริงหรือเปล่า แล้วที่พ่อแม่บอกต้องเรียนอย่างนี้ ๆ เรียนเสร็จสมัครงานเอาเงินเดือน ตื่นเช้า 8 โมงทำงาน มีลูก เกษียณ ตาย จบ มันคืออะไร !”

ก่อนจะเข้ามาเรียนสถาปัตย์ แสตมป์เรียนที่โรงเรียนบางกะปิ ซึ่งเป็นโรงเรียนสหศึกษา
“เป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงด้านชกต่อยครับ ผมเป็นเด็กเนิร์ดที่รอดชีวิตมาได้ โดนไถตังค์ทุกเช้า นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่มาเป็นนักดนตรี เพราะเป็นนักดนตรีแล้วไม่มีใครมาไถตังค์ พวกชกต่อยชอบนักดนตรี เออ...เป็นพวกเดียวกัน”

เกี่ยวกับเพื่อน ๆ ที่เกเร แสตมป์ก็มีมุมมองอีกแบบ
“เด็กเกเรผมว่าไม่เสียหาย ถ้าไม่ได้ติดยาหรือไปฆ่าใคร มันเป็นธรรมชาติของเด็กมากกว่า ในโรงเรียนมันก็เป็นการจำลองสังคมย่อย ๆ นะ ที่จะต้องมีคนที่เบียดเบียนกัน ผมมีเพื่อนที่เคยเป็นเด็กเกเร โตขึ้นมาเรียบร้อยมาก เป็นผู้เป็นคนดีกว่าคนไม่เกเรเยอะแยะก็มี จริง ๆ มันไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือที่บ้านเค้ามากกว่า อยู่บ้านไม่มีใครสนใจเค้า แต่เค้าอยู่กับเพื่อนแล้วรู้สึกมีอำนาจ มันเป็นปัญหาสังคมด้วย พ่อแม่มีลูกไม่ได้คิด อะไรแบบนี้ สืบเนื่องมานานมาก”

สมัยเด็กแสตมป์ก็เป็นคนหนึ่งที่เคยไปเรียนพิเศษเหมือนเด็ก ๆ หลาย ๆ คน
“ชอบมากเลยครับ ได้เจอผู้หญิงเยอะ ผู้หญิงสวย ๆ ระหว่างทางที่ไปเรียน ชอบ (ยิ้มกริ่ม) ที่เรียนเพราะ
เชื่อว่าเรียนแล้วจะเก่ง ความจริงมันก็หลักสูตรเดียวกัน แต่พอเราไปเสียตังค์เรียนแล้วเราตั้งใจมาก
สิ่งแวดล้อมมันน่าเรียน ชอบไปมากเลย เรียนเสร็จก็ไปเที่ยว สนุก ได้เจอเพื่อนเยอะ ๆ ดีกว่าอยู่บ้าน”

ถึงแม้แสตมป์จะมีชีวิตการเป็นนักเรียนที่เหมือน ๆ กับนักเรียนคนอื่น ๆ ทั่วไป แต่เขาก็มีความคิดเป็นของตัวเองในการปูทางไปสู่อนาคตของเขา
“จะฝากไปถึงน้อง ๆ ว่าอย่าเชื่อคนง่าย อย่าเชื่อสังคม ไม่ได้บอกให้กบฏต่อต้านทุกอย่างนะครับ แต่ให้
รู้จักตั้งคำถามว่ามันจริงหรือเปล่า ดูอย่างไอดอลของโลกหลาย ๆ คน ไม่มีใครเรียนจบเลย ถูกไล่ออกมั่งก็มี มันก็น่าจะบอกอะไรน้องได้อย่างนึงว่า หลักสูตรน่ะมันดี แต่ให้หาอะไรเพิ่มเติมจากหลักสูตร เราจะได้อาวุธที่
แข็งแรงมาก การศึกษามันเหมือนการผลิตสินค้าออกมาด้วยโมลด์อันเดียวกัน ถ้าเราอยากเป็นสินค้า
ในตลาดโลก เราปั้นด้วยตัวเองได้ เราใช้มือปั้นได้ไม่ต้องใช้โมลด์ เราใช้โมลด์ปั้นให้ออกมาคล้าย ๆ กัน เพื่อเราจะไม่หลุดจากสิ่งที่คนเข้าใจ แต่ว่าเราเติมลวดลายที่โมลด์ทำไม่ได้ มันจะไปไกลกว่าสิ่งที่การศึกษาให้เรา

 
 
 
 

 

 
 

28 กันยายน 2554 22:54:05
 
 

 
 
   
 
ระดับการศึกษา
เตรียมอนุบาล อนุบาล
ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น
มัธยมศึกษาตอนปลาย ปวช.
ปวส. อุดมศึกษา