แต้ว - ณฐพร เตมีรักษ์ นักแสดง
ไม่กล้าในสิ่งที่ควร จะปิดโอกาสในการเรียนรู้

แต้ว - ณฐพร เตมีรักษ์ นางเอกสาวหน้าหวาน ที่มีผลงานผ่านตาผู้ชมทั้งละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ MV และ
โฆษณาสินค้าต่าง ๆ มาแล้ว ล่าสุด เธอเป็นผู้อัญเชิญตราพระเกี้ยวในงานฟุตบอลประเพณี จุฬา - ธรรมศาสตร์
เมื่อปี 2553 ที่ผ่านมานี่เอง
แต้วกำลังเรียนอยู่ชั้นปีที่5 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาสถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นการเรียนอย่างมีความสุขท่ามกลางเพื่อนฝูงที่รักใคร่กันดี
“ที่มหาวิทยาลัย แต้วโชคดีที่ได้รู้จักกับเพื่อนดี ๆ ทั้งที่สนิทและไม่สนิท รุ่นพี่รุ่นน้องก็น่ารัก ช่วยเหลือกันตลอดไม่ว่าเรื่องอะไร ถึงแม้ว่าแต่ละกลุ่มแต่ละคนจะแตกต่างหลากหลายกันไปบ้าง แต่ทุกคนก็พยายามปรับเข้าหากัน แต้วรู้สึกโชคดีมากที่ได้มาอยู่ในสังคมแบบนี้ ในที่ ๆ เราสามารถเป็นตัวของตัวเอง และทุกคนก็ยอมรับในสิ่งที่แต่ละคนเป็นอยู่ค่ะ แต้วว่าการคบเพื่อนในช่วงที่เรายังเป็นเด็ก ยังต้องเรียนอยู่นี้ เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก ๆ เพราะเราจะได้ทั้งเพื่อนและพี่ที่จริงใจกับเราและเป็นความทรงจำที่ดีด้วยค่ะ”
เป็นทั้งนิสิตและนักแสดงในเวลาเดียวกัน ต่างบทบาทต่างหน้าที่ แต่มีเวลาเท่าเดิม แต้วคงต้องมีวิธีบริหารเวลามาแบ่งปันกันบ้าง
“ตอนนี้แต้วมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบเรื่องเรียนเป็นเรื่องหลัก แล้วก็มีงานบันเทิงเพิ่มขึ้นมาด้วย ดังนั้นช่วงอาทิตย์ที่มีเรียนแต้วจะต้องทุ่มเทกับเรื่องเรียนให้เต็มที่ ต้องทำการบ้านและหาเวลาพักผ่อนให้พอ ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ ก็จะใช้สำหรับงานบันเทิงพร้อม ๆ ไปกับการพักผ่อน ด้วยเวลาที่น้อยกว่าจะเห็นว่า เราเองก็ไม่อาจทุ่มเทให้กับงานบันเทิงได้มากนัก แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทำงานไม่เต็มที่ เมื่อถึงเวลาทำงาน ก็ต้องเต็มที่เหมือนกัน เพราะถ้าเราทำเต็มที่ไม่ว่าเรื่องอะไร ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง สุดท้ายเราจะไม่รู้สึกเสียใจกับเวลาที่ผ่านไปค่ะ”

เป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ เรียนสถาปัตย์ ซึ่งเป็นคณะที่มีกิจกรรมค่อนข้างมาก แต้วก็มีเทคนิคในการเรียนที่ไม่ทำให้เหนื่อยล้าจนเกินไป
“แต้วจะพยายามให้ความสำคัญกับการเรียนในห้องให้มากที่สุด โดยจะต้องทราบว่าการเรียนการสอนแต่
ละคาบอาจารย์ตั้งใจสอนให้เรารู้เรื่องอะไรบ้าง ซึ่งถ้าพยายามทำให้ได้แบบนี้ทุกวิชา ก็จะเป็นประโยชน์กับตัวเราเอง เวลาจะสอบก็ไม่ต้องมานั่งเครียด เพราะอย่างน้อยเราก็มีความรู้ที่จะเอามาทบทวนก่อนสอบได้ไม่ยาก ทำให้ช่วงสอบไม่เหนื่อยมากและยังทำให้ผลการเรียนดีตามมาอีกด้วย...ที่พูดมาเหมือนจะง่าย แต่จริง ๆ แล้วยากมาก เพราะแต้วก็ยอมรับว่าบางครั้งเราก็ติดจะเล่น จะคุยกับเพื่อน แต่อย่างน้อยถ้าเรามีจิตสำนึกที่คอยเตือนตัวเอง หรือใช้เทคนิคบางอย่างที่ช่วยให้เราสนใจการเรียนมากขึ้นก็จะช่วยได้”
แต้วเป็นคนที่มีเทคนิคน่ารักเฉพาะตัว นำมาใช้ช่วยการเรียนของตัวเอง ที่ไม่สงวนลิขสิทธิ์แต่อย่างใด
“เช่น การจดเลคเชอร์ในห้องเรียนเป็นสิ่งสำคัญมาก บางคนที่ชอบเขียนชอบจดถือว่าโชคดี แต่ถ้าใครไม่ชอบ อาจใช้วิธีจดด้วยปากกาสีหรือตกแต่งสมุด ก็สามารถทำให้เราสนใจเรียนได้อีกวิธีหนึ่งเลยนะคะ”
เมื่อถึงเวลาสอบ แต้วก็จะจัดตารางการอ่านหนังสือและกำหนดเวลาให้เพียงพอ เพราะถ้าเวลาไม่พอ จะทำให้ยิ่งกังวลจนอ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง แต้วเล่าว่า สมัยเด็กเคยเตรียมสอบอย่างดีจนได้ที่หนึ่งของห้องมาแล้ว
“ตอนแต้วเรียน ป.4 พี่สาวเรียน ป.6 แต้วก็เรียนปานกลางไม่ถึงกับเก่งเป็นอันดับต้นๆ ของห้อง แต่พี่สาว
จะเป็นคนขยันมาก อ่านหนังสือได้ตลอด ช่วงนั้นพี่เลยชวนแต้วมาอ่านหนังสือด้วยกัน พอแต้วเห็นความตั้งใจของพี่ เลยตกลงนั่งอ่านหนังสือตั้งแต่เช้าจนค่ำ ที่อ่านได้เยอะขนาดนั้นเพราะบังคับตัวเองด้วยการเอาผ้ามาผูกขาตัวเองไว้กับขาโต๊ะ ทำให้ลุกไปไหนไม่ได้ (หัวเราะ) พอผลการสอบออกมาปรากฏว่าได้ที่ 1 ของห้อง
King เลยนะคะ ดีใจมากตอนรับสมุดพกมาดู แต่ไม่ได้บอกใคร...”
เรียนดีไม่ได้หมายความว่าต้องทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการเรียน เมื่อถึงเวลาพักก็ต้องพักสมองบ้างเพื่อผ่อนคลายและสะสมพลังงานมาใช้เมื่อถึงเวลาเรียน
“เวลาว่างของแต้วก็จะเหมือนกับเพื่อนนักเรียนคนอื่น ๆ อาจมีดูหนัง ฟังเพลง ช้อปปิ้งบ้าง หรือบางที
เวลาว่างตรงกับเพื่อน ก็มีชวนกันไปออกกำลังกายบ้าง ก็สนุกไปอีกแบบค่ะ บางทีก็มีปาร์ตี้ รับประทานข้าวกับเพื่อน ๆ บ้าง อย่างกับเพื่อนสนิทของแต้วที่คณะ เราจะตั้งแกงค์กินบุฟเฟ่ต์กันเลยค่ะ เรียกได้ว่าจริงจังมาก ถึงขนาดเคยไปตระเวนหาของอร่อยกินกันที่เชียงใหม่มาแล้วเลยนะคะ”

เป็นชีวิตวัยเรียนที่สดใสและมีชีวิตชีวาจริง ๆ และเมื่อหันกลับมามองนักเรียนในยุคนี้ แต้วยอมรับว่า
แตกต่างจากสมัยก่อนมาก
“เด็กสมัยนี้กับเด็กสมัยก่อนเท่าที่แต้วเข้าใจคิดว่าต่างกันมาก แน่นอนว่านักเรียนสมัยก่อนอุปกรณ์การเรียน สื่อการสอนต่าง ๆ น้อยกว่าเด็กนักเรียนสมัยนี้ ทำให้ต้องมีความพยายามขวนขวายความรู้มากกว่า ซึ่งเด็กสมัยนี้ อาจจะด้วยเทคโนโลยีเข้ามาทำให้อะไร ๆ ก็ง่ายไปหมด จนบางทีเรามองเห็นทุกอย่างผิวเผินจนเกินไป
รู้เยอะ แต่รู้ตื้น ก็เป็นผลเสียเหมือนกันนะคะ แต่จะห้ามตัวเองหรือเปลี่ยนอะไรก็คงยาก เพราะด้วยกระแสสังคมต่าง ๆ ”
สิ่งที่แต้วคิดว่าจะช่วยให้แต่ละคนมีพัฒนาการที่ดี ก็คือ
“คงไม่มีวิธีไหนในการพัฒนาตัวเองดีไปกว่า การเข้าใจตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก เพราะถ้าเรามองไม่เห็นข้อบกพร่องของตัวเอง แม้จะให้คนอื่นคอยบอกคอยเตือน ก็ยากที่จะเริ่มแก้ไขสิ่งเหล่านั้นแล้วละค่ะ สำหรับแต้ว ทุกอย่างในวันที่ผ่านมามันทำให้แต้วเป็นแต้วในวันนี้ ก็คงพยายามตั้งใจเรียนให้มากขึ้น กล้าแสดงออกให้มากขึ้น เพราะแต้วว่าความไม่กล้าในสิ่งที่ควรบางอย่าง ทำให้เราปิดโอกาสตัวเองที่จะได้เรียนรู้ ได้เข้าใจ เพราะตอนเด็ก ๆ แต้วจะเป็นคนที่ขี้อายมาก ไม่กล้าถาม ไม่กล้าพูด ถึงตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่ ถ้าแก้ตรงนี้ได้ ก็คงจะทำให้เราพัฒนาตัวเองไปได้ไกลขึ้น” กล้าคิด กล้าถาม รู้หน้าที่ รู้จักแบ่งเวลา และหาข้อด้อยของตัวเองให้เจอเพื่อนำมาปรับปรุงให้ดีขึ้น ไม่ยากใช่ไหมคะสำหรับวิธีพัฒนาตัวเองที่แต้วนำมาแบ่งปันในวันนี้"
|