Wi-Fi Experience@KBank
ค้นหา:
Join:
  Home / Education / ประสบการณ์แบ่งปันจากรุ่นพี่ / โต๋ - ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร
โต๋ - ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร
Send To Friend

 
Share |
 
 
 

โต๋ - ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร

นักเปียโน

หาฝันให้เจอและทำให้มันเป็นจริง
โต๋ - ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร หนึ่งในเยาวชนดีเด่นที่ตั้งความฝันของตัวเองไว้ตั้งแต่เด็ก และก้าวไปสู่ฝันนั้นอย่างมีหลักการ จนเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงามคนหนึ่ง และจากสิ่งที่เขาผ่านมา ทำให้มีแง่คิดดี ๆ มากมายมาฝากรุ่นน้อง ๆ ที่ยังอยู่ในวัยค้นหา

“โต๋เรียนที่กรุงเทพคริสเตียนก่อน ตอน ป.1 - ป. 3 แล้วคุณพ่อ (นคร เวชสุภาพร) ก็ย้ายผมไปเรียนที่โรงเรียน
นานาชาติเอกมัยครับ ตอนนั้นกระแสการไปเรียนโรงเรียนนานาชาติยังไม่ค่อยฮิต ยังไม่ค่อยเปิดรับเด็กไทยเท่าไหร่ โต๋เป็นรุ่นแรก ๆ ครับ เรียนจนจบไฮสคูลที่นั่น แล้วโต๋ก็ได้ทุนไปเรียนต่อที่เอแบคครับ เลือกเรียน
บริหารธุรกิจเพื่อมาเสริมความเป็นอาร์ติสต์ของเรา เพราะปกติคนเป็น art จะคุยกับคน business ไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะ business ก็ต้องอ้างอิงตัวเลข แต่ art มันอยู่ที่ความรู้สึก ใช่-ไม่ใช่ ชอบ-ไม่ชอบ มันอยู่แค่นี้ ไม่เกี่ยวกับว่าจะกำไรหรือเปล่า เลยอยากเรียน business เพื่อมา balance ในตัวเราครับ โต๋จบมาได้ 3 ปีแล้ว ได้เกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง”

ความฝันที่อยากจะเป็นนักดนตรีของโต๋ เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่เด็ก อาจจะเป็นเพราะสิ่งแวดล้อม และคุณพ่อก็ให้โต๋เรียนเปียโนตั้งแต่เด็ก เรียนไปซ้อมไปจนวันหนึ่งมันก็กลายเป็นฝันที่ชัดเจนของโต๋ที่จะมุ่งหน้าไปสู่นักดนตรี
“ตอนเด็ก ๆ ก็ยังไม่ได้คิดว่าเป็นอาชีพครับ แต่ดูคอนเสิร์ตแล้วอยากเป็น Elton John คิดแค่นั้น ที่คุณพ่อให้เรียนก็ไม่ได้กะจะให้เป็นอาชีพ อยากให้เรียนเพื่อมีดนตรีในชีวิตเฉย ๆ ครับ คุณพ่อยังบอกว่า ไม่ว่าโต๋จะ
ชอบงานเพลงขนาดไหน...โต๋ก็ต้องเรียนให้จบ อย่างน้อยให้ได้ปริญญาตรี แล้วตอนที่ใกล้จบ ความที่เกรดมันเข้าเกณฑ์เกียรตินิยม ก็มีองค์กรต่าง ๆ มาทาบทามให้ไปร่วมโครงการอะไร ๆ เยอะมาก เขาจะมาหาเด็กจบใหม่ ๆ ที่เกรดดี ๆ เอาไปฝึกเพื่อไปเป็นผู้บริหาร โต๋ก็ปฏิเสธไปเยอะ เพราะอยากจะเป็นนักดนตรี”

เรียนดนตรีด้วย เรียนหนังสือได้เกรดดี ๆ ด้วย โต๋คงมีเคล็ดลับในการเรียนบ้าง
“ที่บ้านไม่เคยกดดันเลยครับ ไม่เคยมาบอกว่า โต๋จะต้องเรียนเก่ง ต้องได้ A ได้ 4 เรียนดีได้ยังไง...ต้องตั้งใจครับ โต๋เป็นคนที่เวลาจะทำอะไรสักอย่าง ต้องทำให้มันได้ดี ๆ อย่างใจคิดทุกครั้ง ไม่ว่าการเรียนหรือ
ดนตรี รู้สึกถ้าทำไม่ได้ดีมันเสียดาย และความฝันของโต๋ คือนักดนตรีอย่างเดียวเลยครับ ผมว่า เด็กทุกคนต้องมีความฝัน ต้องหาให้เจอ โต๋อาจจะโชคดีที่หาเจอเร็วว่าอยากทำอะไร เด็กอื่น ๆ อาจจะอยากเป็นหมอ เป็นตำรวจ นักบินอวกาศ พยาบาล ของโต๋ชัดเจนว่าเป็นนักดนตรี แล้วเล่นเปียโนเป็นหลักเลยครับ แต่อย่างอื่นก็เล่นได้ เช่น ไวโอลิน กีต้าร์ เบส กลอง...ไม่ว่าจะอยากเป็นอะไร มันต้องใช้ความอดทนสูง ไม่ได้อยู่ที่สภาพครอบครัว สิ่งแวดล้อม ความพร้อมหรือโอกาสอะไรต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ สิ่งสำคัญมันอยู่ที่ตัวคุณเองต่างหากว่าตั้งใจและต้องการมันขนาดไหน ถ้าคุณต้องการมันมากพอ มันก็จะมีวิธีของมันเองละครับที่จะไปถึงจุดนั้นเอง คนส่วนใหญ่จะหาไม่เจอ ทำอะไรแล้วเลิกไปกลางคัน แต่ผมอดทน ต้องเอาให้ได้ มันไม่มีอะไรง่ายหรอกครับ ถ้าเด็กบอกว่ายาก มันยิ่งเป็นสิ่งทดสอบคุณว่า คุณต้องการมันขนาดไหน มากพอที่คุณจะสู้ต่อไปหรือเปล่า”

สำหรับโต๋แล้ว การเล่นดนตรีก็ไม่ใช่สิ่งเดียวที่เขาทดลองทำเพื่อจะค้นหาความชอบของตัวเอง การทดลองทำในสิ่งที่ชอบไปเรื่อย ๆ เป็นสิ่งที่โต๋อยากให้น้อง ๆ ทุกคนได้ลองทำดู
“อยากให้ลองทุกอย่างครับ ชอบอะไรก็ลองไป ตอนเด็ก ๆ โต๋ไม่ได้เรียนแค่เปียโนนะครับ มีวาดรูปด้วย
ว่ายน้ำ ชอบเตะบอล อยากเป็นนักบาส สนุกสนาน เล่นเต็มที่ทุกอย่าง สุดท้ายมันจะกรองมาจนเหลือไม่กี่อย่าง ไม่ลองก็ไม่รู้ แต่ให้แน่ใจนะว่า ที่คุณลองแล้วไม่ชอบน่ะ มันไม่ชอบจริง ๆ ไม่ใช่เพราะขี้เกียจ”

โต๋พูดถึงเด็กสมัยนี้กับสมัยโต๋ว่า
“เด็กสมัยนี้กับสมัยโต๋มันต่างกันครับ เทคโนโลยีมันทำให้ชีวิตของเด็กสมัยนี้มันง่ายมาก บางทีมันง่ายไป ไวไป สมัยโต๋มี talking dict ถือว่าไฮโซแล้ว เดี๋ยวนี้ทุกอย่างมันอยู่ในมือถือ แค่กด มันทำให้เด็กหาความรู้ได้เยอะก็จริงในอินเทอร์เน็ต แต่มีกี่คนที่ใช้หาความรู้ เด็กอาจไปเล่น facebook เขียนโน่นเขียนนี่มากกว่า
entertainment มันเยอะมากจนมันกินเวลาของเด็กไปเยอะครับ เมื่อก่อนโต๋เลิกเรียนกลับบ้าน ต้องไปเรียน
พิเศษ มีกิจกรรมที่คุณแม่เตรียมไว้ให้ เช่น กวาดหน้าบ้าน ซ้อมเปียโน ไปเรียนว่ายน้ำ กลับมาบ้านก่อนนอนก็ดูทีวี แต่เด็ก ๆ เดี๋ยวนี้ โห...กลับบ้านเปิดคอมทีเดียว นั่งไปได้ 6 ชั่วโมง และสมัยโต๋ไม่มีมือถือนะครับ มีครั้งแรกตอนอยู่ปี 2 แล้ว เดี๋ยวนี้เด็กทุกคนตั้งแต่เด็กโตยันอนุบาลมีบีบี ไอโฟน จะติดต่อใครก็ facebook message หรือ twitter มันก็เป็นสิ่งที่ดีแต่จะทำให้ชีวิตเด็ก ๆ วุ่นวายมากไป มันเยอะไป เด็กจะไม่มีสมาธิในการจะ focus ตัวเอง หรือถามตัวเองว่าจะทำอะไรกับชีวิต ไม่มีเวลานิ่ง ๆ ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้นะครับ รีบหาตัวเองให้เจอแล้วมุ่งหน้า อย่าปล่อยชีวิตลอย ๆ ไปวัน ๆ...”

สิ่งหนึ่งที่โต๋มองเห็นว่าอาจเป็นปัญหาของเด็กยุคนี้
“วัยรุ่นสมัยนี้โต๋ว่า กระแสของการอยากทำงานในวงการบันเทิงมันเยอะมาก เยอะไป แล้วมันทำให้ค่านิยมเปลี่ยน เดี๋ยวนี้เด็กบางคนเรียนดนตรีเพราะอยากเป็นดารา กลายเป็นเด็กยอม drop เรียน เพื่อจะเข้าวงการ โต๋ว่ามันจะเพี้ยนกันไปใหญ่แล้ว พอเข้าวงการแล้วเลิกเรียนเลย ไม่เอาแล้ว เพราะกระแสสังคมเราให้กับตรงนี้เยอะด้วยมังครับ จริง ๆ แล้วโอกาสมันก็มี แต่มันยากกว่าถูกลอตเตอรี่อีกนะครับ มันมีคนที่ทำได้และทำไม่ได้ แล้วชีวิตเป็นไงล่ะ พวกที่ทำได้น่ะ คือคนที่คุณเห็นในข่าว มันมีคนที่ไม่ได้ออกข่าวอีกเป็นล้าน ๆ คนที่ทำไม่ได้ ไม่ใช่เข้าวงการไม่ดีนะครับ แต่สงสารชีวิตเขาน่ะ”

สิ่งหนึ่งที่จะดึงให้เด็กมีสติไม่หลงระเริงไปกับกระแสสังคมในความคิดของโต๋ก็คือ ครอบครัว
“เด็กทุกคนควรเห็นความสำคัญของครอบครัว แน่นอนว่าเมื่อคุณโตขึ้นหน่อย การได้อยู่ห่างพ่อแม่ พ่อแม่ไม่ได้โทรตาม รู้สึกเท่ ไปไหนเองได้ มันเป็นแค่ช่วงหนึ่งครับ ยิ่งคุณออกไปเจอนู่นนี่ พวกนี้มันไม่จริงใจเท่าครอบครัวของคุณหรอกครับ คุณกลับบ้านคุณก็เจอพ่อแม่ เกิดปัญหาอะไรเค้าก็อยู่กับคุณได้เสมอ การคบเพื่อนก็สำคัญ โต๋มีเพื่อนไม่เยอะ แต่เพื่อนที่สนิทจะรู้จักกันจริง ๆ น้อง ๆ ต้องเรียนรู้ที่จะแยกแยะ อย่าปล่อยให้ใครหรืออะไรมาครอบงำชีวิตเรา เพื่อนน่ะหาเอาใหม่ได้ แต่ถ้าคุณเละ นั่นคือคุณทำตัวคุณเอง จบแล้วจบเลยครับ โต๋ว่าพ่อแม่และครูควรจะสอน และฝังชิบเข้าไปในตัวเด็กจนจำขึ้นใจ เพื่อปลูกฝังความเป็นคนดีไว้ในตัวเด็ก เรียนดีก็ไม่ใช่ที่สุดของชีวิต ต้องเรียนรู้เรื่องอื่นด้วย สังคมต้องการคนเก่ง ลืมไปว่าเราต้องเอาคนดีไว้ก่อน มันไม่มีคำว่าเก่งที่สุดหรอกครับ เก่งยังไงก็ต้องมีคนเก่งกว่า แต่ทุกคนเป็นคนดีได้ครับ ดีด้วยเก่งด้วยคือดีที่สุด”

ก่อนจากกันโต๋อยากให้น้อง ๆ ทุกคนได้ตั้งเป้าหมายในชีวิตของตัวเองเสียแต่วันนี้
“เด็ก ๆ ยังมีเวลาอยู่ เริ่มคิดได้แล้วว่าอยากทำอะไร ลอง ๆ ไปก่อนถ้ามันไม่เป็นอันตรายกับตัวเรา อย่า
ปล่อยชีวิตชิล ๆ ไปวัน ๆ ชีวิตที่ไม่มีเป้าหมาย ก็เหมือนน้อง ๆ ขึ้นรถเมล์แต่ไม่รู้จะลงป้ายไหน แต่ถ้าคุณมีเป้าหมาย ก็เหมือนขึ้นรถแล้วรอเลย รู้แล้วว่าจะลงป้ายไหน นั่งรถมันอาจจะร้อน รอนาน รถติด อย่างน้อยคุณก็ยังอุ่นใจว่าจะลงป้ายไหน แต่ถ้าไม่มีเป้าหมาย มันก็ล่องลอย เคว้งคว้างนะครับ”

 
 
 
 

 

 
 

09 กันยายน 2554 01:12:13
 
 

 
 
   
 
ระดับการศึกษา
เตรียมอนุบาล อนุบาล
ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น
มัธยมศึกษาตอนปลาย ปวช.
ปวส. อุดมศึกษา