ตอบคำถามนี้ให้ได้ก่อนว่า...เรียนไปทำไม
พ.ศ.นี้ “นิ้วกลม” นับเป็นนักเขียนที่ป๊อปที่สุดคนหนึ่งก็ว่าได้ เขามีชื่อจริงว่า สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ ชื่อเล่นว่า เอ๋ จบปริญญาตรีจากสถาปัตย์-จุฬาฯ จบมาก็ทำงานเป็น creative โฆษณาอยู่ 7 ปี หลังจากนั้นก็มาลองเป็นผู้กำกับหนังโฆษณา ที่ Friday Club จนทุกวันนี้

“ตอนจบมา เริ่มทำงาน ก็เริ่มเขียนหนังสือไปด้วย ตอนนี้ก็มีพ็อกเก็ตบุ๊กออกมา 20 เล่มแล้วครับ แล้วก็เขียนคอลัมน์ด้วย เช่น A Day มติชนสุดสัปดาห์ จริง ๆ ตอนเด็กผมก็ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือ เพราะที่บ้านจะไม่ใช่นักอ่าน แต่พอมาเข้าคณะสถาปัตย์ ก็มีเพื่อนเอาหนังสือเล่มหนึ่งมาให้อ่าน ชื่อ จินตนาการไม่รู้จบ เป็นเล่มแรกเลย พออ่านแล้วก็ชอบ ก็เลยอยากอ่านเล่มโน้น เล่มนี้ เยอะขึ้นเรื่อย ๆ แรงบันดาลใจสำคัญน่าจะเป็นนิตยสารอะเดย์ครับ เล่มแรกที่เค้าออกมามันมีประวัติที่น่าสนใจ เพราะเค้าก็ไม่มีทุนครับ แล้วเค้าก็รวบรวมเงินจากผู้อ่าน มันมีพลังดี เพื่อนก็ชวนมาทำหนังสือกันมั่งดีกว่า ตอนนั้นกระแสหนังสือทำมือมันเยอะครับ ก็เริ่มทำกับเพื่อน เป็นหนังสือชื่อว่า ดิม แล้วก็ไปตกอยู่ในมือพี่โหน่ง (วงศ์ทนง ชัยณรงค์ศิลป์ ผู้ก่อตั้ง A Day) พี่โหน่งก็เรียกเข้าไปคุย แล้วเค้าก็แนะนำให้ทำไปเรื่อย ๆ นะ หนังสือสนุกดี พอเริ่มเข้าไป A Day ก็ได้รู้จักกับพี่ ๆ ช่วงนั้นก็เขียนอะไรออกมาเยอะแยะไปหมดเลยครับ”
จากที่เรียนจบสถาปัตย์ แต่วันนี้เขาเป็นนักเขียนกับนักโฆษณา ซึ่งทำได้ดีทั้งสองอย่าง แล้วจะเรียนสถาปัตย์ไปทำไม
“ตอนเอนทรานซ์ก็ไม่ได้คิดเลยครับ เหมือนเด็กมัธยมชาวไทยทั่วไป คิดว่าสถาปัตย์เข้าไปแล้วจะวาดรูปเก่งขึ้น คิดสั้น ๆ แค่นั้นเลย แต่เรียนสถาปัตย์ ก็ไม่ได้เรียนออกแบบบ้านซะทีเดียว ผมเรียนออกแบบบ้านอยู่ปีครึ่ง แล้วมาเรียน อินดัสเทรียล ดีไซน์ ซึ่งมันก็มี กราฟิกดีไซน์, โปรดักท์ดีไซน์, อินทีเรีย…ผมชอบกราฟิกดีไซน์ที่สุด ซึ่งมันก็มีแขนงย่อยเป็นโฆษณา ที่จริงเรียนอยู่ตัวเดียวเองครับ เหมือนเราไล่เรียนมาจากสิ่งที่มันใหญ่มาก มันเป็นคณะที่ขยันทำกิจกรรมมาก แล้วก็เรียนเหนื่อยมาก ผมก็ทำพอสมควร รับน้องก็เข้าร่วมด้วยตลอด ปีที่ตัวเองรับก็เป็นประธานเชียร์ มีละครก็ไปเล่นกับเค้า สิ่งเดียวที่ไม่ได้ทำคือ ไปค่าย”
สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังเรียนอยู่เวลานี้ นิ้วกลมก็มีคำแนะนำมาฝาก ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ยังหาตัวเองไม่พบ
“ตอนที่เราเรียนอยู่ชั้นมัธยม ซึ่งดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นแล้ว เราไม่รู้หรอกว่า ช่วงเวลานั้นมันสำคัญกับเรามาก ยิ่งช่วงเวลาในมหาวิทยาลัย มันโคตรจะสำคัญเลย อย่างแรกที่ต้องคิดก็คือ เราเรียนไปทำไม ผมว่าต้องตอบตัวเองให้ได้ ตอบไม่ได้ก็ไม่ต้องเรียน ไม่งั้นคุณก็กลายเป็นคนที่เรียนไปตามที่ผู้ใหญ่บอกให้เรียน เรียนคณะที่ออกมาแล้วได้เงินเดือนดี ผมว่าถ้าจุดมุ่งหมายของชีวิตมันมีอยู่แค่นั้นละก็ มันคงแห้งเหี่ยวไม่สดใสเท่าไหร่...จริง ๆ แล้วการเรียนมันคือ ขบวนการพัฒนาการเติบโต ถ้าเราไม่ได้คิดไว้ก่อน เราจะได้แต่ความรู้ที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้เติบโตทางปัญญา...ถ้าเราไปเพื่อพัฒนาตัวเอง พอครูสอนน่าเบื่อ เราก็จะถามครูว่า มันไม่มีอย่างอื่นแล้วหรือ แล้วเราก็ตั้งข้อสงสัยกับครูต่อไป จะเป็นการเรียนที่สนุกขึ้นครับ ไม่ใช่ไปเป็นซาก แล้วจดสิ่งที่ครูบอก ถ้าครูสอนแล้วเรายังไม่พอใจ เราก็ยังไปหาความรู้จากห้องสมุด จากหนังสือที่อื่น จากการคุยกับคนอื่น มันมีเป้า การไปเรียนจะเปลี่ยนไปเลย...ที่พูดแบบนี้ ตัวผมเองก็ไม่ได้คิดแบบนั้นในตอนนั้น แต่ถ้าย้อนกลับไปได้ ผมจะคิดแบบนั้น เราจะไม่ไปโรงเรียนเพื่อความน่าเบื่ออีกต่อไป จะกระตือรือร้นมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญมากกว่าคำถามว่าเรียนไปทำไม ก็คือ การตั้งคำถาม ซึ่งเด็กไทยขาดมาก ท้ายชั่วโมงครูถามว่า มีใครอยากถามอะไรบ้าง มันจะเงียบ ทั้งห้องหลบตา ซึ่งมันแปลกประหลาดมาก สิ่งที่มันบล็อกเราอยู่ก็คือ บรรยากาศในห้องเรียน และความเชื่อที่ว่า ผู้ใหญ่จะถูกเสมอไป...ตัวอย่างที่ผมยกบ่อยมากคือ เวลาครูกางแผนที่ระบบสุริยจักรวาล มีดาวพุธไล่ไปจนดาวพลูโต ถ้าเกิดมีเด็กลุกขึ้นถามว่า ครูครับ แล้วจากดาวพลูโตเป็นดาวอะไร ส่วนใหญ่ครูจะไม่รู้ บางคนบอกเด็กว่า ไม่ต้องรู้หรอก ระบบนี้มันมีแค่นี้แหละ ดวงที่ 9 คือดาวพลูโต มันก็จบ แต่ถ้าเป็นระบบการศึกษาที่สร้างสรรค์ ครูจะบอกว่า ครูก็ไม่รู้ เธอช่วยกลับไปหาข้อมูลมาเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังหน่อย แล้วถ้าเด็กคนนั้นกลับมาเล่า เพื่อนเค้าก็อาจจะถามต่อไปอีก ผมว่าจักรวาลความรู้มันจะกว้างขึ้น”

นอกจากการรู้จักตั้งคำถามและกล้าถามครูแล้ว การแบ่งเวลาก็สำคัญไม่น้อย
“ตั้งแต่มัธยมเราเรียนกันหนักมาก แล้วยังเรียนพิเศษจนไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น ซึ่งก็คือการเรียนรู้ คุณจะไปเล่นกีต้าร์ หรือไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อน คุณอาจจะได้ไปคุยกับชาวประมง มันก็คือการเรียนรู้ การอยู่แต่ในห้องเรียน หรือห้องเรียนพิเศษ ทำให้เราไม่เห็นทางเลือกเลยครับ อย่างมากก็แค่ อย่างเรา ไปประกวด AF ได้มั้ง เดอะ สตาร์ได้มั้ง...หรือก็คงมีอย่างที่พ่อแม่เค้าบอกมามั้ง มีวิศวะ หมอ ซึ่งเราก็ไม่รู้อีกว่าคนพวกนี้ทำงานกันยังไง เพราะฉะนั้นช่วงมัธยมเราควรลองฝึกงาน สนใจอะไรไปทดลองดู หรือเรียนมหาวิทยาลัย ถ้าใฝ่รู้ก็ฝึกงานได้ตั้งแต่ปี 2 เช่น อยากเป็นครีเอทีฟ ก็ไปลองฝึกงานเอเยนซี่ก็ได้ อาจจะพบว่าไม่ชอบ ต้องไม่ลืมว่าเรามีเวลาเยอะมากในการค้นหา ใครเจอเร็วก็มีโอกาสเตรียมตัวได้มากกว่า งานมันเป็นส่วนสำคัญของชีวิตนะครับ ถ้าต้องไปทำงานที่ไม่ชอบ มันก็ซังกะตาย”

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเราชอบอะไร
“มันก็มีรูปแบบที่เราจะศึกษาหรือหาความชอบของเราได้ อย่างเด็กฝรั่งจบมัธยม ก่อนจะเข้ามหาวิทยาลัย เค้าให้เวลาตัวเองปีนึงในการออกไปทำอะไรก็ได้ จะไปฝึกงานหรือออกเดินทางท่องเที่ยว ผมว่าการได้อยู่กับตัวเองในช่วงวัยที่เรากำลังหาคำตอบอยู่ บางทีคำตอบจะชัดขึ้น เราจะเลือกแบบนั้นก็ได้ หรือถ้าเรียนไปสักปีนึง แล้วถึงพบความชอบของตัวเอง ก็เลือกใหม่ถ้าเป็นน้องผม ผมก็ยินดีให้เค้ามาเลือกใหม่ถ้าเจอที่ชอบแล้วจริงๆ”
ถ้าน้อง ๆ ชอบคำแนะนำของนิ้วกลม ก็อาจหาอ่านสิ่งดี ๆ เหล่านี้ได้อีกมากมายในหนังสือของเขา แต่สำหรับวันนี้ นิ้วกลมฝากข้อคิดมาปิดท้ายว่า
“มีคนจำนวนมากในวัยหนุ่มสาว ซึ่งเป็นวัยแห่งความฝัน แต่ฝันพวกนี้มันหายไปเร็วมาก บางอย่างมันต้องใช้เวลา ถ้าเราไม่หยุด มันก็น่าจะเป็นจริงได้”