อดทน มุ่งมั่น เพื่อฝันอันยิ่งใหญ่
โก้ มิสเตอร์แซกแมน ศิลปินระดับอินเตอร์ที่มีผลงานการแสดงดนตรีเป็นที่ประจักษ์แก่ชาวโลก นอกจากเป็นนักร้อง นักแซกโซโฟนที่น่าประทับใจแล้ว เขายังเป็นครูที่ยินดีแบ่งปันสิ่งดี ๆ ให้กับทุกคน ไม่ใช่เพียงเพราะจบครุศาสตร์มาจากจุฬาฯ แต่เพราะความมีจิตใจงดงามของเขานั่นเอง
“หน้าที่หลักอีกหน้าที่หนึ่ง นอกเหนือจากการเป็นนักดนตรี ก็คือการเป็น ครู นะครับ ผมชอบมากในการออกไปเจอน้อง ๆ โดยเฉพาะน้องปี 1 หรือน้อง ๆ ที่เรียนมัธยม ไปทีไรผมก็จะนึกย้อนไปถึงวันที่เราผูกเนกไทใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวเรียนปี 1 แล้วเราก็มีคำถามมากมายในหัวที่อยากจะถามวิทยากร แต่ก็ไม่ค่อยกล้าถาม...ดังนั้นประโยคแรก ๆ พี่โก้จะแนะนำตัวเองและบอกว่า พี่เคยเป็นเหมือนพวกเรามาก่อน ทุกสิ่งทุกเรื่องที่เป็นประสบการณ์ของพี่ บางทีต้องใช้เวลาเป็นสิบ ๆ ปีกว่าจะเจอเรื่องนี้ แต่พวกเราสามารถถามพี่ให้รู้ภายใน 2-3 นาทีได้”
เราได้ตั้งคำถามแทนน้อง ๆ ไปเพียงคำถามเดียว แต่มันกินใจความรวบยอดถึงสิ่งมีคุณค่าที่น้อง ๆ วัยเรียนสามารถนำไปเป็นแบบอย่างและแนวทางที่จะเติบโตไปในอนาคต และพี่โก้จะไม่แจกแจงว่า คุณควรจะตั้งใจเรียนอย่างไร หรือดูหนังสือยังไงถึงจะสอบได้เกรดดี ๆ เพราะคำถามนั้น ก็คือ ทำอย่างไร จึงมาเป็น โก้ มิสเตอร์แซกแมน ในวันนี้

“สมัยเด็กผมก็อยากรู้ เป็นนักดนตรีมันดีมั้ย ต้องผมยาว ติดยา กินเหล้า สูบบุหรี่ หรือเปล่า อาชีพนักดนตรีมันอยู่บนพื้นฐานแห่งความเสี่ยง แต่มันก็เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ความสุข ความรัก และถ้าเราเป็นนักดนตรีที่ดี มีการฝึกซ้อมที่ดี และถ่ายทอดเป็น เราไม่มีวันตกงานหรอก มีพื้นที่มากมายในประเทศและในโลกให้เราไปเล่น ไปแสดงงานได้”
แต่การที่พี่โก้สนใจเรื่องดนตรีมาตั้งแต่เด็ก เป็นเพราะความจำเป็นมากกว่าอยากโก้เก๋เพราะเป็นนักดนตรี
“ตั้งแต่จำความได้ ผมก็ชอบดนตรี ชอบร้องเพลง มันอาจจะมี sense อะไรบางอย่าง ที่เจอเครื่องดนตรีแล้วชอบ เพียงแต่ไม่ได้ชอบแซกโซโฟนมาตั้งแต่แรกเท่านั้นเอง ผมเล่นดนตรีมาตั้งแต่อายุ 15 ผมทำไปเพราะได้เงินเป็นวัน ๆ พอที่จะไปโรงเรียนได้ ผมเติบโตมาจากครอบครัวที่ไม่มีตังค์เลย เปิดลิ้นชักมาแต่ละวัน จะรู้ว่าเรามีตังค์ไปโรงเรียนหรือเปล่า ผมเลยค้าขายด้วย ขายเครื่องสำอาง แล้วผมไม่ใช่คนมีวาทศิลป์ในการขาย แต่เป็นคนอดทนมาก มีแคตตาล็อกอันเดียวเดินขายไปได้เรื่อย ๆ ด้วยความเป็นเด็กแค่ ม. 2 ตัวเล็ก ๆ หัวหลิม ๆ ตัดผมเกรียน ๆ ไปเดินขายสบู่ ขายอะไร ซอยนั้นซอยนี้ รู้สึกมันเป็นอาชีพที่ไม่ได้ลงทุนอะไรมาก แต่ลงแรง อาจจะคิดได้แค่นั้น และเรารู้ว่าเราไม่ใช่เด็กฉลาด หรือเข้าใจอะไรง่าย ๆ เหมือนเด็กแถวหน้า แต่เป็นเด็กที่อดทนมาก ๆ อะไรที่ต้องใช้ความอดทนจะทำได้ดี”
จากความเป็นเด็กที่ต้องทำงานหาเงินเรียนหนังสือมาตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้พี่โก้มีโอกาสได้สัมผัสเครื่องดนตรีหลายชนิด และพบว่า แซกโซโฟนเป็นเครื่องดนตรีที่เขาหลงใหล และจากความมุ่งมั่น มองไกลไปข้างหน้า ทำให้เกิด โก้ มร.แซกแมน ขึ้นในวงการ และข้ามยอดไปในระดับโลกในเวลาไม่นาน
“พอเริ่มจับแซกด้วยความจำเป็นปุ๊บเนี่ย ครั้งแรกที่เป่า รู้สึกเลยว่า เราน่าจะเป่ามาตั้งนานแล้ว เราใช้เวลาไปกับเครื่องดนตรีอื่น ๆ ตั้งหลายปี แต่แซกเป็นเครื่องดนตรีที่ให้เสียงที่ตรงใจมากที่สุด จริง ๆ แล้วเราก็เติบโตมากับเพลงพระราชนิพนธ์ที่เป็นเสียงแซกของในหลวง นับแต่วันแรกที่เป่าแซกมาจนทุกวันนี้ ก็คือหลงใหลในเสียงของมัน และผมก็เหมือนกับนักดนตรีคนอื่น ๆ ชอบซ้อมดนตรี ชอบไปร้านขายเทปที่มีขายของนักแซกคนสำคัญ ซื้อมาเป็นตั้ง ๆ แล้วก็คิดมาตลอดว่า ถ้าวันหนึ่งเป็นเทปเพลงของโก้วางขายให้ฝรั่งซื้อบ้าง เอากลับไปฟังที่บ้าน เผื่อคนที่บ้านเขาชอบ อาจจะนึกถึงเมืองไทย ว่ามีนักดนตรีชื่อโก้อยู่เมืองไทย มันคงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก มันเป็นความฝันของผมน่ะครับ”
การตั้งความฝันสูง ๆ แบบนี้ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ทุกคนมีสิทธิ์ฝัน แต่จะทุกคนหรือเปล่าที่มุ่งมั่นไปจนคว้าฝันนั้นไว้ได้
“ผมมาเริ่มหัดเก็บเงิน เพราะมีอาจารย์ท่านหนึ่ง คือ อาจารย์นพดล ฉิมพวง แกเป็นครูดีเด่นของกระทรวงฯ ด้วยครับ และเป็นนักดนตรีรุ่นพี่ ที่ผมก็ไปเรียนกับแก แกมักจะถามผมว่า เฮ้ย โก้ มีตังค์เก็บเท่าไหร่ ผมก็จะบอกว่า ผมไม่มีตังค์เก็บเลยครับอาจารย์ ได้มาก็ซื้อเครื่องดนตรีหมด อาจารย์แกเลยผิดหวัง ว่าทำไมโก้ทำงานหนักแต่ไม่มีเงินเก็บเลย วันหนึ่งอาจารย์ก็เลยให้เทปผมมาม้วนหนึ่ง ชื่อว่า “เคล็ดลับความร่ำรวย” ผมยังเก็บไว้จนทุกวันนี้ เพราะมันเปลี่ยนชีวิตผมเลยครับ เนื้อหาใจความทั้งหมดเป็นนิทานจีน ที่พ่อสอนลูกให้เก็บเงิน ให้รู้จักคุณค่าของเงิน ผมฟังจบปุ๊บ ก็หาซองกระดาษมาอันนึง ทุกครั้งที่ได้เงินมา ผมจะหักไว้ 10-20% ใส่ซองไว้เป็นเงินเก็บ ตอนนั้นอายุ 25 เงินก็เริ่มมีเป็นหลักหมื่นหลักแสน ความฝันของผมก็ยังมีอยู่ต่อเนื่อง...

ยุคนั้นการไปเรียนดนตรีที่เมืองนอกเป็นที่นิยมมาก ผมก็อยากไปต่อโทที่เมืองนอก ก็ทำเรื่อง audition ขอทุนการศึกษา ไม่งั้นต้องใช้เงินเป็นล้านเลย เอาละ เตรียมตัวจะเดินทาง กำเงินพ็อกเก็ตมันนี่กับทุนที่ได้รับ จะไปเรียนต่อ...อีกใจก็เกิดคิดขึ้นมาว่า หรือจะทำอัลบั้มดี ๆ ซักอัน พ่อก็แก่ลง ๆ ใครจะดูแล คิดอยู่หลายตลบ ในที่สุดก็ ไม่ไปแล้วดนตรี โดยเฉพาะแจ๊ส เรียนที่ไหนก็ได้ในโลก อย่างเราก็เติบโตมากับเพลงแจ๊สของในหลวง เพลงแจ๊สทั้งนั้น ไม่เห็นต้องไปต่อเมืองนอกเลย ผมเอาเงินทั้งหมดมาทำอัลบั้มบรรเลงแซกโซโฟน ทำกับโปรดิวเซอร์คนนึง ชื่อ คุณณัฐวุฒิ พันธุ์สายเชื้อ พี่หนึ่ง Mr.Drummer ก็ช่วยเหลือ จนไปถึง พี่ฉ่าย-สมชัย ขำเลิศกุล ชื่อนี้ต้องจำไว้ เป็นเจ้าของค่ายยีราฟ เร็กคอร์ด ในค่ายแกรมมี่ พี่ฉ่ายก็บอก เฮ้ย โก้ เอาเพลงมาฟังหน่อย ผมคิดอย่างเดียว ไม่อยากให้ฟัง เพราะมันไม่น่าจะขายได้...ท้ายที่สุด อัลบั้มนี้ก็เกิดขึ้น โดยพี่ฉ่าย เค้าตั้งชื่อว่า โก้ มิสเตอร์แซกแมน เซ็นสัญญาแล้วเค้าก็หยิบหลาย ๆ เพลงในอัลบั้มมาโปรโมท มีเพลงภาวนาที่ผมแต่ง ที่เปลี่ยนชีวิตนักแซก ให้มาเป็นนักร้องโดยไม่ได้ตั้งเนื้อตั้งตัว เหมือนลูกฟลุกน่ะครับ ณ วินาทีนั้น เพลงภาวนาขึ้นชาร์ตอันดับหนึ่งทั่วประเทศ หลาย ๆ วีค ทำให้คนรู้จัก โก้ มิสเตอร์แซกแมนมากขึ้น ทำให้เกิดภาพลักษณ์ใหม่ขึ้นในวงการ นี่ละครับ”
เท่านั้นยังไม่พอ เขายังเดินหน้าสานฝันต่อไป ด้วยการเดินสายไปทั่วโลก และได้ร่วมงานกับนักดนตรีต่างชาติระดับโลกหลาย ๆ คน ฝันของเขายิ่งใหญ่กว่าที่เราคิด
“ผมคิดว่าการเอาดนตรีของเราไปให้คนไกล ๆ ได้ฟัง ได้ไปประกาศความเป็นดนตรีแจ๊สของในหลวงของเมืองไทยให้นานาชาติได้ฟัง เป็นภารกิจที่สำคัญมาก มากกว่าการโปรโมทมิสเตอร์แซกแมน ผมภูมิใจเมื่อขึ้นเวทีเล่นเพลงพระราชนิพนธ์และประกาศว่า นี่คือแจ๊สของเมืองไทย เมืองไทยเรามีในหลวงเป่าแซกโซโฟน มีในหลวงเป็นนักดนตรีเอกของโลก”
นี่แหละค่ะ โก้ มิสเตอร์แซกแมน ผู้ไม่เคยท้อถอยในสิ่งที่เขารัก เขาเดินหน้าฝึกฝนฝ่าอุปสรรคทั้งปวง เพื่อก้าวไปให้ไกล ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อประเทศชาติ และในหลวงที่อยู่ในใจเขาตลอดมา