Wi-Fi Experience@KBank
ค้นหา:
Join:
  Home / Education / ประสบการณ์แบ่งปันจากรุ่นพี่ / รวิกานต์ เดชดี
รวิกานต์ เดชดี
Send To Friend

 
Share |
 
 
 

อย่าปิดกั้นโอกาสดี ๆ
ในชีวิต ด้วยวัยเพียง 22 ปี เพิ่งจบปริญญาตรีมาหมาด ๆ กำลังรอรับปริญญาในอีกไม่กี่วัน หนทางแห่งการเล่าเรียนของเธอดูเหมือนจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ ที่ไม่ได้มาจากมือนางฟ้าองค์ใด แต่มาจากสองมือของเธอเอง นั่นเป็นเพราะเธอไม่เคยปิดกั้นโอกาสดี ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต


 

 

 

รวิกานต์ เดชดี หรือ จ๊ะ เป็นชาวสงขลาและเรียนหนังสือที่สงขลามาตลอด จนจบ ม.ปลายจากโรงเรียนมหาวชิราวุธ ตอนอยู่ ม. 5 ไปสอบได้เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนไปเรียนที่อเมริกา จากนั้นสอบเข้ามหาวิทยาลัยเข้าคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมีโอกาสได้ร่วมโครงการ Future Journalist Award ซึ่งเป็นโครงการร่วมกันระหว่าง True Vision กับ BBC News ไปฝึกงานที่อังกฤษเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ล่าสุดเธอจบปริญญาตรีนิเทศศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง



 

“ตอนเด็ก ๆ ก็ยังไม่มั่นใจกับตัวเองว่าอยากเป็นอะไร ที่บ้านอยากให้เป็นหมอ แต่ตัวเองรู้อยู่แล้วว่าชอบด้านภาษา ตอน ม.ปลายอยากเรียนสายศิลป์ เพราะอยากทำงานด้านภาษา แต่ค่านิยมของคนต่างจังหวัดต้องเป็นหมอ ที่บ้านก็เลยให้เรียนสายวิทย์ก่อน เผื่อเราจะเปลี่ยนใจ แต่เราก็รู้ตัวเองว่าชอบอะไร ก็เลยดื้อ พอดีไปสอบนักเรียนแลกเปลี่ยนตอน ม. 5 แล้วได้ ก็เลยไปตามความฝัน พอไปแล้วก็ลำบากมาก คือนึกว่าเก่งภาษาแล้ว จริง ๆ ไม่เก่งเลย ไป 3 เดือนแรก ทุลักทุเลมาก ฟังไม่รู้เรื่อง เค้าก็ฟังเราไม่รู้เรื่อง แต่โชคดีที่แฟมิลี่ดีมาก ช่วยได้เยอะ อันไหนเราไม่เข้าใจ เค้าจะมานั่งอ่าน นั่งอธิบายให้ฟัง คำไหนไม่ชัดเค้าก็จะฝึกให้เราพูด ยังจำภาพประทับใจได้เลยค่ะ ที่ในครัว เค้าก็ทำครัวไป เราก็เอาหนังสือมานั่งอ่านให้เค้าฟังทุกวัน...อยู่มาวันหนึ่ง ก็พูดได้เอง พอพูดได้ก็เริ่มสนุก เพื่อนก็เริ่มเยอะขึ้น เพราะเราสื่อสารได้แล้ว เริ่มเข้าใจระบบการเรียน”



จากการได้ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนมาหนึ่งปี เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ที่บ้านตามใจมากขึ้น เธอจึงเลือกสอบเข้าคณะนิเทศศาสตร์ตามใจฝันโดยไม่มีเสียงคัดค้านจากที่บ้าน


 

“ พอได้เข้าเรียนก็เหมือนได้ตอบสนองความต้องการของตัวเอง เรารู้แน่ ๆ ว่าเราชอบภาษา ชอบเจอผู้คน ชอบใช้การสื่อสาร ตอนเลือกคณะก็ดูว่าอะไรเหมาะกับเราที่สุด ตอนแรกก็ดูอักษรฯ แต่คิดว่าอักษรฯ มันเป็นภาษาเชิงลึก เชิงวรรณกรรม สำหรับคนที่จะเป็นนักแปลหรือล่าม แต่ตัวเองยังต้องการพบปะผู้คน แลกเปลี่ยนกัน ได้เจอคนใหม่ ๆ ได้เดินทาง นิเทศฯ น่าจะเหมาะกว่า...พอเรียนไปเรื่อย ๆ ได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ทำให้ค้นพบตัวเองมากขึ้น แล้วมาชัดเจนกับรายการ True Vision นี่แหละ พอได้ไปที่อังกฤษแล้วรู้สึกสนุกมาก ได้ไปสัมภาษณ์คน ไปเจอคน และมี connection เข้าไปสัมภาษณ์คนใหญ่คนโตได้ เราเองก็สามารถสร้างประเด็นข่าวที่น่าสนใจเองได้”



 

เลือกคณะได้ตรงกับใจ ก็เหมือนได้กุญแจแห่งความสำเร็จมาไว้ในมือ

“แนวทางแต่ละคนมันไม่เหมือนกันอยู่แล้วค่ะ ให้สำรวจตัวเองให้มากที่สุดว่าเราชอบอะไร สนใจด้านไหน อาจจะยังไม่สามารถตอบได้เป๊ะ ๆ แต่ไปตามนั้นเลย ไม่ต้องกลัวว่าคนอื่นจะคิดยังไง อะไรที่เราชอบ เรามักจะทำออกมาได้ดี แล้วคนอื่นก็จะให้การยอมรับเอง ความสุขมันเกิดได้ที่ใจค่ะ ที่มาได้ถึงทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะเราเก่งกว่าคนอื่น ก็เป็นเด็กต่างจังหวัด ไม่ได้เก่งมาแต่เกิด ทุกอย่างได้มาด้วยความพยายาม ความตั้งใจ และเป็นเพราะเราไม่หยุดให้โอกาสตัวเอง สมัครโครงการนั่นนี่ ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ก็สนุก พอได้มาก็เหมือนกำไรชีวิต อย่าไปปิดกั้นโอกาสตัวเอง เราไม่รู้หรอกว่าจะได้หรือไม่ได้ เราไปของเราให้เต็มที่”



 

เทคนิคของจ๊ะ คือการนำสิ่งรอบตัวที่เราชอบมาเป็นกำลังเสริมจุดอ่อนของตัวเอง

“คนที่อ่อนในการเรียน ก็ควรหาสิ่งที่ชอบมาผูกไว้ให้สนุก ๆ อย่าไปคิดว่าตัวเองโง่ ตัวอย่างเช่น อยากเก่งภาษาอังกฤษ ให้เริ่มจากสิ่งรอบ ๆ ตัว ที่มันง่าย ๆ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง เปิดหนังดูเป็นเรื่อง ๆ ให้รู้สึกเป็นการพักผ่อน ไม่ใช่การเรียน แล้วเราก็เก่งขึ้นเองเพราะอยู่กับมันทุกวัน หรืออย่างคณิตศาสตร์ ถ้าเรารู้ตัวเองว่าไม่ได้เก่งมาก ทำโจทย์ยาก ๆ มันก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ก็ต้องเริ่มจากง่าย ๆ เกมออนไลน์เดี๋ยวนี้มันก็มีตั้งเยอะแยะ พวกเกมคิดเลข ในเฟสบุ๊กก็มี...ต้องอดทนนิดนึง ไม่มีใครที่สายเกินไป ตราบใดที่ไม่หยุดขวนขวาย ถ้าทำแล้วมีความสุข มันจะไม่รู้สึกเหนื่อยเลยค่ะ”

และจากประสบการณ์ที่ได้ไปเรียนที่อเมริกาในช่วง ม.ปลาย ทำให้จ๊ะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน

“ที่อเมริกาเด็กจะเห็นอะไรเยอะมาก เรียน 07.20 น. บ่าย 2 ก็เลิกแล้ว เราก็ไม่ค่อยชินกับการมีเวลาว่างมาก ๆ อยู่เมืองไทยปกติสามทุ่มเพิ่งกลับจากเรียนพิเศษ กินข้าว แล้วก็นอนเลย เด็กฝรั่งพอเลิกเรียนหลังบ่าย 2 เค้าจะเข้าคลับ หรือไปทำอะไรก็ได้ที่เค้าอยากทำ แล้วคลับเค้าก็มีล้านแปด กีฬา, ละคร, อยากทำอะไรก็ทำ พวกชอบศิลปะก็ไปนั่งวาด เป็นจริงเป็นจัง แล้วเค้าทำแบบนี้ตั้งแต่ชั้นประถม เด็กมันเลยรู้สึกเต็มที่ แล้วเค้าให้ความสำคัญกับตรงนี้ เต้นหรือร้องเพลง บ้านเราเรียกเต้นกินรำกิน หรือพวกชอบศิลปะ เป็นศิลปินจะกินแกลบ แต่ที่โน่นเด็กมันได้ทำตั้งแต่เด็ก ๆ มันก็ได้พัฒนาไปเรื่อย ๆ ใครชอบไอซ์สเกตก็ไปเล่นทั้งวัน จนเป็นทีมชาติ เล่นไปด้วยเรียนไปด้วย ทำกิจกรรมไปด้วย ใครชอบด้านไหนก็ให้เก่งไปเลย ทำให้เรามีจุดยืน และที่อเมริกาโรงเรียนติวไม่มีเลย มีแต่สำหรับคนที่เรียนอ่อนจริง ๆ ครูก็มานัดติวให้ที่โรงเรียน ไม่เหมือนบ้านเรา โรงเรียนติวเยอะมาก ที่หาดใหญ่เรียนเหมือนกรุงเทพฯ เลยค่ะ เรียนจากวิดีโอ จะเรียนให้เหมือนเด็กกรุงเทพฯ ทุกอย่าง ไม่งั้นตามไม่ทัน ข้อดีคือมีคนมาไกด์ไลน์ ให้รู้ว่าต้องอ่านแนวไหน เป็นมาตรฐานทำให้เด็กไทยทั้งประเทศเก่งเท่า ๆ กัน ข้อเสียคือ ทำให้เราหลุดจากชีวิตส่วนตัวไปนิดนึง ไม่มีเวลาได้พัก...”
 


 

 

การได้ประสบการณ์หลากหลาย ก็ทำให้มุมมองของจ๊ะกว้างขวางขึ้น ดังที่มาแบ่งปันข้างต้น จ๊ะฝากข้อคิดมาถึงน้อง ๆ ด้วยว่า

“น้อง ๆ ที่เลือกสาย ม.ปลาย หรือจะเข้ามหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะทำอะไร ให้ถามตัวเองก่อน เพราะคนที่ต้องอยู่กับมันไปตลอด ก็คือเรา ฟังคนอื่นก็ต้องชั่งน้ำหนัก อย่าคล้อยตามคำพูดมากเกินไป ไม่ชอบก็หยุด ก็จบ ไม่เสียหาย ถ้าเราต้องอยู่กับอะไรที่ไม่ชอบ เกินครึ่งวันก็ทรมานแล้ว ฟังตัวเองให้มากที่สุด ฝันได้ แต่อย่าเพ้อเจ้อ อย่ากลัวว่าจะทำไม่ได้ ลองทำก่อน ไม่มีใครมาทำโทษ เรายังเป็นเด็ก อยากทำอะไรทำไปเถอะ ไม่มีใครว่า ขอให้น้องกล้า ทำไปเลยในสิ่งที่ชอบและมั่นใจ ทุกคนก็จะยอมรับและเข้าใจเราเอง”

 
 
 
 

 

 
 

20 กรกฏาคม 2554 12:07:59
 
 

 
 
   
 
ระดับการศึกษา
เตรียมอนุบาล อนุบาล
ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น
มัธยมศึกษาตอนปลาย ปวช.
ปวส. อุดมศึกษา