Wi-Fi Experience@KBank
ค้นหา:
Join:
  Home / Education / ประสบการณ์แบ่งปันจากรุ่นพี่ / ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์
ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์
Send To Friend

 
Share |
 
 
 

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

ตั้งเป้า...แล้วตั้งใจ ‘ความสำเร็จ อยู่แค่เอื้อม

“ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์” ผู้บริหารรุ่นใหม่ที่มีอนาคต
รุ่งโรจน์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะ
มนุษยศาสตร์ วิชาเอกการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และสำเร็จการศึกษาในระดับ
ปริญญาโท สาขาการบริหารจัดการโรงแรม และการ
ท่องเที่ยวสากล จาก University of Surrey ประเทศ
อังกฤษ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่ม
สารสนเทศการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ซึ่งไต่เต้าก้าวหน้ามาจาก “พนักงานวิเทศสัมพันธ์ 4”
Project Coordinator ศูนย์ประสานการท่องเที่ยวอนุ
ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (AMTA) หัวหน้างานสนับสนุน
วิชาการ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
(คุณจุฑามาศ ศิริวรรณ) รวมถึงบทบาทในฐานะ
อาจารย์พิเศษ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

คุณฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้อำนวยการกลุ่มสารสน
เทศการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้
สัมภาษณ์พิเศษว่า ในระดับมัธยมเรียนอยู่ที่โรงเรียน
สตรีวิทยา เลือกเรียนสายศิลป์ เพราะมีความชอบใน

ด้านภาษา ในระดับอุดมศึกษาจึงเข้าศึกษาที่คณะมนุษยศาสตร์ วิชาเอกการท่องเที่ยวและการโรงแรม
มหาวิทยาลัยกรุงเทพ โดยรู้ตัวว่ามีความชื่นชอบในงานธุรกิจบริการ จึงวางแผนไว้ในใจว่า ถ้าจบมหาวิทยาลัยกรุงเทพแล้วจะทำงานรับราชการ หรือทำงานในธุรกิจการท่องเที่ยวหรือโรงแรม สุดท้ายพอสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโทก็เลยสอบเข้ารับราชการในการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งนับเป็นหน่วยงานแรกที่ได้เข้าทำงานหลังสำเร็จการศึกษา
เข้าทำงานที่ ททท.ในช่วงต้นปี 2542 สังกัดกองวิเทศสัมพันธ์ หน่วยงานนี้เป็นหน่วยงานที่ดูแลความ
สัมพันธ์และความร่วมมือกับองค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยวต่างๆ ทั้งในระดับทวิและพหุภาคี โดยได้ทำงานใน
ส่วนของกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งได้มีโอกาสเดินทางไปประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขงบ่อยมาก ปัจจุบันหน่วยงานนี้ได้ถูกโอนย้ายไปสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแล้ว ทำงานรัฐวิสาหกิจที่ ททท.ได้สักระยะก็ได้รับเชิญไปเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สอนหลักสูตรการท่องเที่ยวและโรงแรม แต่ทำได้ประมาณ 2 ปีกว่าก็ต้องหยุดสอน เนื่องจากงานประจำมีภารกิจที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น จึง
ต้องกลับมาทำงานที่ ททท.เต็มตัว

“ทำงานอยู่กองวิเทศสัมพันธ์ได้ระยะหนึ่ง ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้างาน ดูแลในเรื่องของความ
ร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หลังจากที่ได้เป็นหัวหน้างาน ผู้ว่าการการท่องเที่ยวในขณะนั้นคือ คุณจุฑามาศ ได้ขอตัวไปช่วยงานทีมงานของท่าน ซึ่งงานในส่วนนี้มีกิจกรรมด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่หลากหลายและในฐานะที่อยู่ในทีมงานผู้นำองค์กร ที่ต้องปฏิบัติภาระกิจเยอะมาก อาทิต้องเดินทางไปโรดโชว์ ไปสัมพันธไมตรีกับองค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศต่างๆ ซึ่งทำให้ได้มีโอกาสเรียนรู้และได้รับประสบการณ์ในการ
ทำงานอย่างมากมาย ใครก็แล้วแต่ถ้าได้สัมผัสงานในจุดสูงสุดขององค์กร จะได้มองภาพงานในมุมกว้าง ได้
สัมผัสได้ประสานงานกับทุกส่วน พอก่อนที่ท่านผู้ว่าจะเกษียณอายุราชการ ท่านก็มีวิสัยทัศน์ว่า ททท.ทำงานการตลาดแบบเดิม (ซึ่งก็ทำได้ดีมากอยู่แล้ว) น่าจะต้องเสริมการทำการตลาดในรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งท่านมองว่า
ในโลกสมัยใหม่การเข้าถึงลูกค้าน่าจะต้องเสริมการทำการตลาดผ่านสื่อออนไลน์กันแล้ว ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ที่ท่านมองไว้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว โดยท่านได้มอบหมายให้มาทำงานขับเคลื่อนในส่วนของกลุ่มสารสนเทศการตลาด มาเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ ซึ่งงานกลุ่มนี้เป็นกลุ่มใหม่ และก็แน่นอนค่ะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่อยู่ดีๆ จะปรับเปลี่ยนองค์กรจากการทำตลาดรูปแบบเดิม มาเป็นการทำการตลาดผ่านสารสนเทศเลย ทำได้ประมาณ 3 ปี ก็ได้รับ
โอกาสจากผู้บริหาร ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการ เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2552 ที่ผ่านมา”

ภารกิจในตำแหน่งนี้หลักๆ ก็คือ การทำการตลาดและสร้าง Brand ประเทศไทยให้แข็งแกร่งด้วยเทคโนโลยี
และที่สำคัญด้วยนวตกรรม Social Web สังคมออนไลน์ต่างๆ การดูโครงสร้าง การทำเนื้อหาข้อมูลของประเทศไทยเผยแพร่ออกไป เพื่อการสร้างภาพลักษณ์ สร้างความเชื่อมั่นที่ดีให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้รู้จักประเทศไทยมากขึ้น (Online Reputation Management) รวมถึงการสร้างฐานลูกค้าใหม่ ภายใต้กิจกรรมออนไลน์
แคมเปญ และการส่งเสริมการขายรูปแบบใหม่ๆ ที่จะสร้างความพึงพอใจทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ โดยได้ปฏิบัติตามแผนงานอย่างมีทิศทางและชัดเจน ททท. ได้มีการเริ่มจัดทำแผนแม่บทด้านการตลาดสาร
สนเทศฉบับแรกตั้งแต่ปี 2551 และใช้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเราก็ได้มีการได้พัฒนาและดำเนินกิจกรรม
ต่างๆ จนถึงวันนี้ทำได้เกือบจะสมบูรณ์แล้ว เริ่มตั้งแต่การปรับทัศนคติของพนักงานในองค์กร ก่อนที่เราจะใช้เทคโนโลยีในการทำการตลาดเชิงรุก (E-Marketing) เราจะต้องให้พนักงาน ททท.ได้ตระหนักถึงความสำคัญ
และได้คลุกคลีกับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ด้วย เทรนของโลกสมัยใหม่คืออะไร พฤติกรรมนักท่องเที่ยวทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่อย่างไร กลุ่มนักท่องเที่ยวอยู่ตรงไหน เราจะต้องเข้าหานักท่องเที่ยวและให้นักท่องเที่ยว เข้ามาหาเรา หรือเป็นประโยชน์ต่อเราอย่างไร นี่คืองานหลักๆ ที่จะต้องเดินหน้าพัฒนาให้บรรลุผลให้ได้

งานในหน้าที่อีกส่วนหนึ่งของกลุ่มสารสนเทศการตลาดก็คือ การดูแลเว็บท่า ซึ่งเป็นเว็บที่เป็นหัวใจของ
องค์กร ต้องใช้เว็บท่าให้เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มคนที่ต้องการจะเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยวให้มากที่สุด นอกเหนือจากเว็บท่าแล้ว หัวใจอีกอันหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ เว็บชุมชนออนไลน์ สังคมออนไลน์ ซึ่งส่วนนี้จริงๆ แล้วก็เป็นดาบ 2 คม ใช้ถูกใช้ให้เป็นใช้ให้ดี ก็จะเกิดผลอนันต์ แต่ถ้าใช้ไม่เป็นไม่รู้จักใช้หรือใช้ในทางที่
ผิดก็จะเป็นโทษมหันต์เช่นเดียวกัน แต่สำหรับยุคที่การสื่อสารไม่มีพรมแดนแล้ว ถ้าเราไม่เข้าไปอยู่ในสังคม
ออนไลน์ก็ไม่ได้ หากพูดถึงในบทบาทของภาครัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานที่เป็นผู้เชิญชวนคนเข้ามาเที่ยวประเทศอย่าง ททท. การมีตัวตนบนโลกออนไลน์นับว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคอย
มอนิเตอร์ตรวจสอบ เรื่องที่จะส่งผลกระทบร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย โดยเป้าหมายของเราก็คือ เป็นผู้นำระดับโลกขององค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ประยุกต์ใช้นวตกรรม Social Web เพื่อผลประโยชน์
ทางการตลาดและการสร้างการรับรู้ของ Brand ซึ่งนี้ ททท.มองว่าจะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมโดยรวม เราใช้ Social Media แบบถูกต้อง ทำการตลาดให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย รักษาความต่อเนื่องในการเข้าถึงนักท่องเที่ยว ซึ่งเราเชื่อมั่นว่ากลยุทธ์และการพัฒนาต่างๆ จะเห็นผลในระยะอันใกล้นี้

คุณฐาปนีย์ กล่าวย้อนอดีตว่า ในสมัยเป็นนักเรียนช่วงที่อยู่โรงเรียนสตรีวิทยานั้น ก็ตั้งใจเรียน (เรียนแบบสนุกสนาน เรียนไปด้วยทำกิจกรรมไปด้วย) มีฝาแฝดที่สนิทกันมาก (คุณฐิตินันท์) เหมือนจะแข่งกันแต่ก็ช่วยกัน พอเข้ามหาวิทยาลัย ก็รู้สึกเสียใจนิดหนึ่งที่สอบไม่ติดจุฬาฯ แต่สอบติดอันดับสุดท้ายที่เลือกคือ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ตรงจุดนี้เราได้ข้อคิดว่าเสียใจไปก็ไม่น่าจะมีอะไรดีขึ้น สิ่งที่น่าจะทำให้ดีขึ้นคือการมุ่งมั่นในสิ่งที่ได้เรียน มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เป็นมหาวิทยาลัยเอกชน แต่เราก็ได้เลือกและได้เรียนในสิ่งที่เราชอบ ผลการเรียนพอใช้ได้จบเกรดเฉลี่ย 3 กว่า เช่นเดียวกันการเรียนในมหาลัย เราก็ยังเป็นคนที่สนุกอยู่กับกิจกรรมด้วย

“พอจบระดับปริญญาตรี ก็ไปต่อปริญญาโทที่อังกฤษทันที ในสาขาการบริหารจัดการโรงแรม และการ
ท่องเที่ยวสากลที่ University of Surrey ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงเรื่องการโรงแรม และธุรกิจบริการ
ต้องบอกว่าชอบประเทศอังกฤษมาก เป็นเมืองที่สงบปลอดภัย ก่อนหน้านี้ก็เดินทางไปบ่อยๆ ในช่วงปิดเทอม
สำหรับคู่แฝดชื่อก้อยนั้นคนละสไตล์ ออกแนวบู๊จึงไปเรียนต่อที่อเมริกา ส่วนเราชอบสงบจึงไปอังกฤษ การ
เรียนที่นั้นค่อนข้างยากมาก แต่เราก็ตั้งใจศึกษาหาความรู้ สิงสถิตอยู่ในห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสือและทำ assignment ทั้งปี ซึ่งภายหลังทำให้รู้ว่ามันคุ้มค่ากับเวลา เราสามารถสำเร็จการศึกษาภายใน 1 ปี และกลับมาทำอะไรให้ชีวิตและทำงานให้ประเทศไทยชาติของเราได้อีกตั้งมากมาย จึงอยากแนะนำว่าเพียงแค่เราทุ่มเท ถึงแม้มันจะทรมานต่อความรู้สึกบ้าง แต่ผลลัพธ์จากความทุ่มเทและมุ่งมั่นที่ได้กลับมานั้นมันจะคุ้มค่า และสร้างความภูมิใจให้กับตนเองได้มากทีเดียว”

เหตุที่เลือกเส้นทางการทำงานรับราชการ เพราะอยากจะเจริญรอยตามคุณพ่อ (สมพล เกียรติไพบูลย์ อดีต
ปลัดกระทรวงพาณิชย์) ซึ่งท่านประสบความสำเร็จสูงสุดในการทำงาน ในฐานะข้าราชการประจำ มีคนนับหน้าถือตาจำนวนมาก ท่านได้ทุ่มเททำงานด้วยความซื่อสัตย์และจริงใจ ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจของครอบครัวอย่างมาก ก็เลยอยากทำงานตรงนี้ โดยจะทุ่มเทความรู้ความสามารถ กำลังกายกำลังสติปัญญา พัฒนาวงการท่องเที่ยวและประเทศชาติของเรา

หลักที่ยึดปฏิบัติในการทำงานก็คือ การพิจารณาไตร่ตรองแบบรอบครอบ ว่าสิ่งไหนผิดสิ่งไหนถูก ถ้า
ทำในสิ่งที่ถูกต้องก็ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น และสำหรับคำพูดที่ว่า ข้าราชการทำงานเช้าชามเย็นชาม เงินเดือนน้อย ก็อยากบอกว่าไม่เคยคิดในจุดนี้เลย ยิ่งโดยเฉพาะ ในยุคที่ประเทศไทยต้องได้รับการพัฒนาอย่าง
จริงจังและะจริงใจ เราก็ยิ่งจะต้องทุ่มเท ต้องคิดให้
ไกลและไปให้ถึง เราต้องเชื่อมั่นในตัวเองว่า ถ้าเราทำงานเต็มความสามารถ ทำงานด้วยความมุ่งมั่น ผลงานย่อมออกมาเป็นที่น่าพอใจ แต่จะสำเร็จดังที่ตั้งเป้าหมายไว้หรือไม่นั้น เป็นสิ่งท้าทายที่จะต้องไปให้ถึง”

ทั้งนี้ฝากข้อคิดถึงน้องๆ ว่า สิ่งที่เราศึกษาเล่าเรียนมาสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในงานได้แทบจะทุกเรื่อง อ่านมากย่อมรู้มาก สำหรับผู้ที่มีเป้าหมายศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ควรจะหาข้อมูลประกอบให้รอบด้าน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่ออนาคตของตัวเอง ส่วนน้องๆ ที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนหรือมหาวิทยาลัยของรัฐ อย่าคิดว่ามีความเหลื่อมล้ำ การที่เราประสบความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ใครเรียนที่ไหนเท่านั้น หากแต่มันอยู่ที่ความตั้งใจ อยู่ที่ความพยายาม เราชอบเรารักเราอยากทำงานอะไร ต้องตอบตัวเองให้ได้ ต้องมีเป้าหมายในชีวิตและพยายามไปไห้ถึง หากคิดได้อย่างนี้บอกได้เลยว่าความสำเร็จอยู่ใกล้แค่เอื้อม

 
 
 
 

 

 
 

10 สิงหาคม 2553 16:46:12
 
 

 
 
   
 
ระดับการศึกษา
เตรียมอนุบาล อนุบาล
ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น
มัธยมศึกษาตอนปลาย ปวช.
ปวส. อุดมศึกษา