ค้นหา:
Join:
  Home / Education / ประสบการณ์แบ่งปันจากรุ่นพี่ / วสุ แสงสิงแก้ว
วสุ แสงสิงแก้ว
Send To Friend

 
 

วสุ แสงสิงแก้ว

นักการทูตผู้ชำนาญการ กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
และคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา

ความที่ไม่มีพี่น้องมาคอยหยอกล้อเล่นด้วยเหมือนคนอื่นๆ ช่วงเวลาส่วนใหญ่ในวัยเด็กของ
ลูกคนเดียวอย่างคุณจิ๊บ
วสุ แสงสิงแก้ว จึงหมดไปกับการอ่านหนังสือแทบจะทุกประเภทที่มีอยู่ในบ้าน มารู้ตัวอีกทีก็มีนิสัยรักการอ่านติดตัวไปเสียแล้ว ด้วยเหตุนี้นิยามของคำว่า “การศึกษา” จาก
นักการทูตหนุ่มคนนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงที่รั้วมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกเท่านั้น

“ผมคิดว่าศาสตร์ทุกอย่างเป็นครูให้เราได้หมดนะครับ เพราะไม่มีใครที่รอบรู้ไปได้ทุกเรื่อง กรณีของตัวผมเองการได้อ่านโน่นอ่านนี่มาตั้งแต่เด็กก็ส่งผลเยอะในเวลาที่โตขึ้น อย่างหนึ่งก็คือทำให้ทราบชัดเจนถึงความชอบ เป้าหมาย และความถนัด รวมไปถึงแนวทางที่จะทำให้ตัวเองมีความสุขด้วยครับ”

ทุกวันนี้คุณจิ๊บยังคงอ่านหนังสือทุกประเภทอยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ ทว่าอย่างเดียวที่เขาไม่อ่านและไม่คิดที่จะอ่าน คือหนังสือซึ่งเป็นขยะทางความคิดนั่นเอง

“วุฒิภาวะที่เพิ่มขึ้นทำให้คัดกรองได้ว่าอะไรซึ่งเราควรจะเก็บเข้ามา หรืออะไรที่ไม่ควร อย่างข้อมูลที่ไม่
สร้างสรรค์หรือโน้มน้าวโดยไม่มีเหตุผล นี่ก็ถือว่าเป็นพิษหรือขยะที่ระบบความคิดของผมจะคัดกรองทิ้งออกไป”

นอกจากหนังสือแล้ว ภาษาต่างประเทศเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คุณจิ๊บสนใจไม่แพ้การอ่าน นั่นคือเหตุผลหลักซึ่งทำให้เขาจึงตัดสินใจเลือกเรียนสายศิลป์-ฝรั่งเศส ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ก่อนจะก้าวเข้าไปเป็นนิสิตคณะ
รัฐศาสตร์ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งรั้วจามจุรี

“พอเรียนจบก็สอบเข้ากระทรวงการต่างประเทศเลยครับ แต่กระบวนการสอบค่อนข้างจะนานหน่อย ประมาณครึ่งปีเพราะมีหลายรอบ ทีนี้เมื่อสอบผ่านและบรรจุเข้ารับราชการเรียบร้อยผมก็ต้องทำตามกฎของ ก.พ. ด้วยการเข้าไปทำงานก่อน 1 ปีจึงจะมีสิทธิ์ลาศึกษาต่อ”

ดังนั้นเมื่อครบกำหนดเขาจึงขอใช้สิทธิ์นี้ลาไปศึกษาเพิ่มเติม ทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระดับปริญญาโทที่ Ohio University ณ เมือง Athens มลรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา

“มหาวิทยาลัยที่ตอบรับมาพร้อมๆ กันก็มี 2 แห่งคือ Ohio University และ Columbia University แต่เงื่อนไขต่างกันเล็กน้อย ตรงที่แห่งแรกให้ทุนเลย ในขณะที่อีกแห่งขอดูผลการเรียนเทอมแรกก่อน ถ้าอยู่ในเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยพอใจถึงจะให้ทุน พอปัจจัยหลักไม่เหมือนกันแบบนี้ผมเลยตัดสินใจได้ง่ายขึ้น แต่ก่อนที่จะเปิดเรียนก็ยังพอมีเวลาเหลือ ผมเลยไปเรียนภาษาที่ UC Davis (University of California แคมปัส Davis) อยู่เทอมหนึ่งก่อนครับ”


แม้ความกดดันจะลดลงเพราะได้รับทุนตั้งแต่ต้น ทว่าผลการเรียนซึ่งนักเรียนทุนจะต้องรักษาให้อยู่ในระดับที่ดี ก็ยังทำให้นักกิจกรรมตัวยงอย่างเขากังวลอยู่ไม่น้อย

“แรกๆ ก็ยังสนุกสนาน เฮฮาอยู่ เพราะเข้าไปเป็นประธานนักเรียนไทยเลยได้ใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง ได้ช่วยกันจัดกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ รุ่นพี่รุ่นน้อง อย่างเช่นแฟชั่นโชว์ชุดไทยและนิทรรศการอาหารไทยที่ถนนสายหลักของเมือง แต่ระบบการเรียนแบบ Quarter System ซึ่งค่อนข้างจะเข้มข้นและเร็วกว่า Semester System ทำให้ผมต้องหยุดทำกิจกรรมแล้วกลับมามุ่งเรื่องเรียนอย่างเดียว”

Quarter System ซึ่งคุณจิ๊บกล่าวถึงนี้ แบ่งระยะเวลาในการเรียนใน 1 ปีออกเป็น 4 ช่วง โดยที่แต่ละช่วงกินเวลาประมาณ 10 สัปดาห์เท่านั้น เส้นตายของการส่งการบ้านหรือรายงานจึงสั้นกว่าระบบ Semester System ซึ่งมีเพียง 2 เทอมยิ่งไปกว่านั้นการขาดเรียนเพียงครั้งเดียวยังทำให้เรียนตามเพื่อนร่วมชั้นไม่ทันได้อย่างไม่น่าเชื่อ

“ตอนที่เรียนอยู่นั้นประเทศไทยอยู่ในช่วงซึ่งเศรษฐกิจกำลังดี มีข่าวว่าดิสนีย์แลนด์จะมาตั้งที่เมืองไทยด้วยซ้ำ ดังนั้นไปไหนมาไหนผมก็ยืดอกได้เต็มที่ว่าเป็นคนไทย แต่แล้วความเป็นคนไทยนี่เองที่ทำให้ผมไม่กล้าสู้หน้าใคร ในตอนที่เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เพราะทุกคนมารุมถามว่าเกิดอะไรขึ้น”

แต่แล้วคุณจิ๊บก็พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการลงมือทำวิทยานิพนธ์ ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของทหารต่อการเมืองไทยเสียเลย แน่นอนว่าสถานการณ์ร้อนๆ ของประเทศได้พาให้วิทยานิพนธ์เรื่องนี้เข้าไปอยู่ในกระแสของความสนใจอย่างท่วมท้น และช่วยให้เขาไม่ต้องหลบหน้าใครอีกเลย

“เรียนจบกลับมาทำงานที่กรมอาเซียนได้ประมาณ 3 ปีก็เกิดสนใจในทุนเฉพาะทางที่รัฐบาลอังกฤษโดย
Oxford University ร่วมกันกับกระทรวงการต่างประเทศขึ้นมา แต่คุณสมบัติของผมไม่เข้าเกณฑ์ เพราะเรียนจบปริญญาโทมาแล้วและทางกระทรวงก็ไม่มีนโยบายให้เรียนซ้ำ โชคดีที่ผู้บังคับบัญชาของผมให้ความเมตตาด้วยการเซ็นอนุมัติให้ผมไปสอบชิงทุนได้ โดยที่ท่านให้เหตุผลว่าผมอายุยังน้อยและยังมีเวลาทำงานในกระทรวงอีกมาก การไปเรียนอีกแค่ 1 ปีจึงน่าจะได้มากกว่าเสีย เพราะจะได้เห็นมุมมองแบบอังกฤษซึ่งแตกต่างจากประเทศที่ผมไปเรียนมาแล้ว อีกทั้งยังจะได้รู้จักเพื่อนนักการทูตรุ่นราวคราวเดียวกันถึง 30 คนจากทั่วโลกในการไปครั้งนี้”

คุณจิ๊บเล่าต่อไปว่าการเรียนที่ประเทศอังกฤษในครั้งนั้นได้มอบประสบการณ์แสนคุ้มค่าเมื่อเทียบกับเวลาที่เสียไปจริงๆ ทั้งนี้ก็เพราะเพื่อนนักการทูตร่วมชั้นเรียนซึ่งเขาได้พบปะ กลายมาเป็นจุดเชื่อมต่อซึ่งเป็นประโยชน์มากต่อการทำงานในปัจจุบัน

“โดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่าคนที่ไปเรียนต่างประเทศต้องเตรียมใจกว้างๆ ประหนึ่งแก้วเปล่าไปด้วย จะได้รับมือกับพฤติกรรมและวัฒนธรรมที่ต่างออกไปของแต่ละสังคม หรือประเทศ โดยไม่รู้สึกเปลี่ยวเหงาและไม่คุ้นเคยเสียจนกระทบกับวิถีชีวิตหรือการเรียน เพราะความรู้สึกเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบได้มากกว่าที่คิดจริงๆ แต่อย่าใจร้อนพยายามนึกถึงหลักความจริงว่า ทุกอย่างต้องใช้เวลาในการปรับ แม้แต่ต้นไม้เล็กที่ย้ายไปอยู่กระถางใหญ่ ก็ยังต้องมีช่วงเฉาก่อนผลิดอกอีกครั้ง”

เชื่อแล้วว่าการศึกษาของนักการทูตหนุ่มไฟแรงคนนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียนจริงๆ เพราะแม้แต่ธรรมชาติของต้นไม้ก็ยังสามารถทำให้เขาเรียนรู้ และเข้าใจในชีวิตได้เช่นกัน

 
 
 
 

 

 
 

14 ธันวาคม 2552 11:25:20
 
 
   
 
ระดับการศึกษา
เตรียมอนุบาล อนุบาล
ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น
มัธยมศึกษาตอนปลาย ปวช.
ปวส. อุดมศึกษา