แม้ความกดดันจะลดลงเพราะได้รับทุนตั้งแต่ต้น ทว่าผลการเรียนซึ่งนักเรียนทุนจะต้องรักษาให้อยู่ในระดับที่ดี ก็ยังทำให้นักกิจกรรมตัวยงอย่างเขากังวลอยู่ไม่น้อย
“แรกๆ ก็ยังสนุกสนาน เฮฮาอยู่ เพราะเข้าไปเป็นประธานนักเรียนไทยเลยได้ใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง ได้ช่วยกันจัดกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ รุ่นพี่รุ่นน้อง อย่างเช่นแฟชั่นโชว์ชุดไทยและนิทรรศการอาหารไทยที่ถนนสายหลักของเมือง แต่ระบบการเรียนแบบ Quarter System ซึ่งค่อนข้างจะเข้มข้นและเร็วกว่า Semester System ทำให้ผมต้องหยุดทำกิจกรรมแล้วกลับมามุ่งเรื่องเรียนอย่างเดียว”
Quarter System ซึ่งคุณจิ๊บกล่าวถึงนี้ แบ่งระยะเวลาในการเรียนใน 1 ปีออกเป็น 4 ช่วง โดยที่แต่ละช่วงกินเวลาประมาณ 10 สัปดาห์เท่านั้น เส้นตายของการส่งการบ้านหรือรายงานจึงสั้นกว่าระบบ Semester System ซึ่งมีเพียง 2 เทอมยิ่งไปกว่านั้นการขาดเรียนเพียงครั้งเดียวยังทำให้เรียนตามเพื่อนร่วมชั้นไม่ทันได้อย่างไม่น่าเชื่อ
“ตอนที่เรียนอยู่นั้นประเทศไทยอยู่ในช่วงซึ่งเศรษฐกิจกำลังดี มีข่าวว่าดิสนีย์แลนด์จะมาตั้งที่เมืองไทยด้วยซ้ำ ดังนั้นไปไหนมาไหนผมก็ยืดอกได้เต็มที่ว่าเป็นคนไทย แต่แล้วความเป็นคนไทยนี่เองที่ทำให้ผมไม่กล้าสู้หน้าใคร ในตอนที่เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เพราะทุกคนมารุมถามว่าเกิดอะไรขึ้น”
แต่แล้วคุณจิ๊บก็พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการลงมือทำวิทยานิพนธ์ ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของทหารต่อการเมืองไทยเสียเลย แน่นอนว่าสถานการณ์ร้อนๆ ของประเทศได้พาให้วิทยานิพนธ์เรื่องนี้เข้าไปอยู่ในกระแสของความสนใจอย่างท่วมท้น และช่วยให้เขาไม่ต้องหลบหน้าใครอีกเลย
“เรียนจบกลับมาทำงานที่กรมอาเซียนได้ประมาณ 3 ปีก็เกิดสนใจในทุนเฉพาะทางที่รัฐบาลอังกฤษโดย
Oxford University ร่วมกันกับกระทรวงการต่างประเทศขึ้นมา แต่คุณสมบัติของผมไม่เข้าเกณฑ์ เพราะเรียนจบปริญญาโทมาแล้วและทางกระทรวงก็ไม่มีนโยบายให้เรียนซ้ำ โชคดีที่ผู้บังคับบัญชาของผมให้ความเมตตาด้วยการเซ็นอนุมัติให้ผมไปสอบชิงทุนได้ โดยที่ท่านให้เหตุผลว่าผมอายุยังน้อยและยังมีเวลาทำงานในกระทรวงอีกมาก การไปเรียนอีกแค่ 1 ปีจึงน่าจะได้มากกว่าเสีย เพราะจะได้เห็นมุมมองแบบอังกฤษซึ่งแตกต่างจากประเทศที่ผมไปเรียนมาแล้ว อีกทั้งยังจะได้รู้จักเพื่อนนักการทูตรุ่นราวคราวเดียวกันถึง 30 คนจากทั่วโลกในการไปครั้งนี้”

คุณจิ๊บเล่าต่อไปว่าการเรียนที่ประเทศอังกฤษในครั้งนั้นได้มอบประสบการณ์แสนคุ้มค่าเมื่อเทียบกับเวลาที่เสียไปจริงๆ ทั้งนี้ก็เพราะเพื่อนนักการทูตร่วมชั้นเรียนซึ่งเขาได้พบปะ กลายมาเป็นจุดเชื่อมต่อซึ่งเป็นประโยชน์มากต่อการทำงานในปัจจุบัน
“โดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่าคนที่ไปเรียนต่างประเทศต้องเตรียมใจกว้างๆ ประหนึ่งแก้วเปล่าไปด้วย จะได้รับมือกับพฤติกรรมและวัฒนธรรมที่ต่างออกไปของแต่ละสังคม หรือประเทศ โดยไม่รู้สึกเปลี่ยวเหงาและไม่คุ้นเคยเสียจนกระทบกับวิถีชีวิตหรือการเรียน เพราะความรู้สึกเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบได้มากกว่าที่คิดจริงๆ แต่อย่าใจร้อนพยายามนึกถึงหลักความจริงว่า ทุกอย่างต้องใช้เวลาในการปรับ แม้แต่ต้นไม้เล็กที่ย้ายไปอยู่กระถางใหญ่ ก็ยังต้องมีช่วงเฉาก่อนผลิดอกอีกครั้ง”
เชื่อแล้วว่าการศึกษาของนักการทูตหนุ่มไฟแรงคนนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียนจริงๆ เพราะแม้แต่ธรรมชาติของต้นไม้ก็ยังสามารถทำให้เขาเรียนรู้ และเข้าใจในชีวิตได้เช่นกัน
|