คุณอิศเรศ จิราธิวัฒน์
ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เซ็นทรัลเวิลด์ จำกัด

การจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ การวางแผนตามลำดับขั้นตอน ก่อนจะไปถึงจุดหมายถือเป็นสิ่งสำคัญที่ “คุณอิศเรศ จิราธิวัฒน์” ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เซ็นทรัลเวิลด์ จำกัด คำนึงถึงเป็นอันดับแรก ในการเริ่มต้นลงมือทำอะไรสักอย่างเสมอ โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาต่อต่างประเทศ ซึ่งต้องอาศัย ความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างจริงจัง
“ผมไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่เรียนไฮสคูลในปี 1992 ตอนแรกไม่ค่อยอยากไปเท่าไหร่ แต่คุณพ่อคุณแม่
(สุทธิศักดิ์ - บังอรโฉม จิราธิวัฒน์) เห็นว่าน่าจะดีสำหรับผม ที่สำคัญท่านทั้งสองก็จบอเมริกามาทั้งคู่ โดยเฉพาะคุณแม่เคยเรียนโรงเรียนประจำมาก่อนเลยแนะนำว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี ไม่ใช่ไปเรียนอย่างเดียว ประกอบกับผมเรียนโรงเรียนอินเตอร์มาตั้งแต่ต้นทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องภาษา”
ว่าแล้วคุณอิศเรศก็เล่าถึงกลุ่มเพื่อนต่างชาติในวัยเยาว์ให้ฟังว่า ไม่ได้มีแต่เฉพาะชาวอเมริกันเท่านั้น แต่ยังหลากหลายเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นไต้หวัน ฮ่องกง อินเดีย แอฟริกัน ยุโรป นอกจากได้ฝึกภาษาแล้ว ยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตลอดจนได้เรียนรู้วิถีชีวิต วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนแต่ละชาติจากประสบการณ์ของเพื่อนๆ แต่ละคนด้วย กระทั่งในที่สุดเขาก็คว้าปริญญาตรี ด้านเศรษฐศาสตร์ จาก Boston College และ
ปริญญาโท ด้านการบริหารการเป็นเจ้าของธุรกิจ (Entrepreneurship) จาก UCLA Anderson School of
Management ประเทศสหรัฐอเมริกามาได้สำเร็จ
“ตอนปริญญาตรีผมเลือกเรียนเศรษฐศาสตร์ คิดว่าเป็นการเรียนที่กว้างๆ สามารถทำงานได้หลายแบบ หลัง
จากเรียนจบไปทำงานด้านการเงินที่นิวยอร์ก 2 ปี เพื่อหาประสบการณ์ จากนั้นก็ตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโท มุ่งเน้นทางด้านการบริหารการเป็นเจ้าของธุรกิจ รวมทั้งเลือกเรียนด้านการตลาด และอสังหาริมทรัพย์ควบคู่ไปด้วย เพราะธุรกิจของครอบครัวก็เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งผมคิดเป็นเรื่องที่น่าสนใจ รวมทั้งมหาวิทยาลัย UCLA ก็ขึ้นชื่อในทั้งสองสาขาวิชาที่ผมเลือกเรียนด้วยครับ”
“ทั้งปริญญาตรีและโทผมเลือกเรียนที่เมืองบอสตัน เพราะชอบความน่ารักของเมือง ไม่อยากไปเมืองเล็กๆ
ชอบเมืองใหญ่ๆ สนุกดี เพราะว่าการเรียนปริญญาตรีก็ไม่ได้ไปแค่เรียนอย่างเดียว แต่เป็นการเปิดโลกและได้สำรวจเมืองของเขาไปในตัวด้วยครับ”
ถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ในต่างแดนที่ต้องเปลี่ยนแปลงไป จากลูกชายคนเดียวที่ไม่เคยหยิบจับทำอะไรเอง กลับกลายเป็นคนที่รับผิดชอบตั้งแต่ทำความสะอาดห้อง ซักผ้า ปูที่นอน ทำกับข้าว ฯลฯ เขายอมรับว่าเป็นเรื่องยากในช่วงแรก แต่เมื่อผ่านพ้นมาได้ก็ทำให้ได้เรียนรู้ที่จะพึ่งพาตัวเอง รวมทั้งสอนให้รู้จักปรับตัวเข้ากับ คนอื่นได้ง่ายและเร็วขึ้น ดังนั้นหากมีเวลาช่วงปิดเทอม 1 - 2 สัปดาห์ ถ้าไม่บินกลับเมืองไทยก็จะแวะไปเที่ยวบ้านเพื่อนๆ แต่ละคน เพื่อไปเรียนรู้วัฒนธรรมการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันออกไป

จนเมื่อสำเร็จปริญญาโทเขาก็เดินทางกลับเมืองไทย เพื่อเริ่มต้นทำงานบริษัทในเครือเซ็นทรัล เริ่มต้นจากตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) กระทั่งปัจจุบันขยับมารับตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เซ็นทรัลเวิลด์ จำกัด
“สาขาที่เรียนมาทั้งด้านปริญญาตรีและปริญญาโท ได้นำมาใช้ในการทำงานสายตรงทั้งสองใบ เพราะการ
เรียนเศรษฐศาสตร์เป็นสาขาวิชาที่กว้างและครอบคลุม สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้หลายด้าน ขณะที่ปริญญาโทเรียนทั้งด้านการตลาดและอสังหาริมทรัพย์ ก็ค่อนข้างเกี่ยวข้องกับการทำงานเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการเรียนด้านการบริหารการเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือการก่อตั้งธุรกิจส่วนตัวก็ช่วยได้มาก ทำให้เรารู้จักการคิดนอกกรอบว่า ควรจะคิดและสร้างธุรกิจอย่างไร รวมไปถึงการพัฒนาธุรกิจให้แตกต่างจากคนอื่น ”
“ตอนนี้ผมเพิ่งย้ายมาดูแลในส่วนของการตลาด ค่อนข้างจะท้าทาย เพราะการตลาดก็เป็นหัวใจหลักของศูนย์การค้าเหมือนกัน รายได้หลักของศูนย์การค้าก็มาจากผู้เช่า ซึ่งถ้าไม่มีลูกค้ามาเดินผู้เช่าก็จะไม่พอใจ และการที่ไม่มีใครมาเดิน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับร้านค้าอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับกิจกรรมของศูนย์การค้าด้วยว่าจะทำอะไรกับศูนย์ หรือจะตกแต่งอย่างไรให้ดึงดูดคน ”
“กระทั่งจะมีกิจกรรมอะไรที่จะชักชวนให้คนตื่นเต้นและอยากให้คนมาตลอด เป็นอะไรที่ท้าทาย แล้วเราก็
ดำเนินกิจการเป็นปีที่ 4 - 5 แล้ว ถึงแม้จะอยู่ตัวในระดับหนึ่ง แต่ผมคิดว่า ในเชิงธุรกิจต้องมององค์กรเสมอว่าต้องพัฒนาอย่างไร เพื่อที่จะไม่หยุดนิ่ง”
ยิ่งไปกว่านั้น ศูนย์การค้าแห่งนี้ยังเล็งเห็นความสำคัญในเรื่องการศึกษา นอกจากจะมีทีเคพาร์ค ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้ ซึ่งถือเป็นแม่เหล็กดึงดูดเยาวชนให้เข้ามาศึกษาหาความรู้ และพัฒนาทักษะด้านต่างๆ ควบคู่ไปกับความสนุกสนานแล้ว ยังได้เพิ่มเติมโซนใหม่ของศูนย์การค้าฯ ชื่อว่าจีเนียสแพลนเน็ต ประกอบด้วยโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ ไปจนถึงมีโรงเรียนที่เป็นตัวแทนสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาต่อต่างประเทศที่ช่วยแนะนำโรงเรียนให้เด็กได้อย่างเหมาะสมที่สุด
“ผมคิดว่าการเรียนต่อต่างประเทศต้องใช้เวลาและความตั้งใจ การวางแผนชีวิตเป็นเรื่องสำคัญ เพราะสมมติถ้าคุณต้องการไปเรียนต่อปริญญาตรีต้องวางแผนล่วงหน้า 2 - 3 ปี ก่อนเรียนจบด้วยซ้ำ และต้องดูว่าเราต้องการไปเรียนในสาขาไหน ต้องเรียนวิชาอะไรเพิ่มเติม หรือเราควรจะทำอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับชีวิตและการเรียนของเรา เพื่อที่จะได้มีโอกาสมากขึ้นในการเข้าโรงเรียนดีๆ ให้ได้ เพราะโรงเรียนดีๆ เขาก็มองหลายอย่าง”
“ไม่ใช่ว่าเราเรียนเก่งอย่างเดียวหรือเปล่า แต่มองว่าเราเป็นคนอย่างไร นิสัยใจคออย่างไร ทำไมถึงอยากเรียนที่นี่ มีเหตุผลที่ดีหรือเปล่า เขาไม่ได้มองที่คะแนนสอบอย่างเดียว แต่ยังมีการเทสต์อีกหลายๆ อย่างที่โรงเรียนเขาเตรียมไว้ให้ด้วย อีกอย่างเขาต้องการดูว่าเราเป็นคนที่ทำกิจกรรมอย่างอื่นด้วยหรือเปล่า หรือชอบเล่นกีฬาไหม กระทั่งเคยเป็นหัวหน้าของสมาคม ชมรมใดบ้างหรือเปล่า และยังมองไปถึงว่าเราเป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อสังคมบ้างหรือเปล่า ต้องคิดในมุมมองนี้ด้วย ใครที่มีทุกอย่างที่ผมพูดก็ถือว่าครบ และเป็นคนที่เรียกว่ารอบด้าน ซึ่งโรงเรียนในต่างประเทศเขาจะมองในแง่นี้ด้วย”
“โดยเฉพาะเรื่องการวางแผนผมถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ต้องมีการวางแผนเป็นขั้นตอน ซึ่งจะพาเราไปยังขั้นตอนอื่นๆ ต่อไปเรื่อยๆ เช่น ถ้าเรียนจบเราอยากจะทำงานที่ต่างประเทศเลยหรือเปล่า หรือจะเรียนต่อหรือเปล่า ดังนั้นถ้าไม่วางแผน สมมติพลาดตั้งแต่ขั้นตอนการจะไปซึ่งเป็นขั้นตอนแรกแล้ว ขั้นตอนถัดไปก็จะทำให้ยากมากขึ้น ดังนั้นแนะนำว่าให้วางแผนล่วงหน้าให้มากหน่อย แล้วดูสิว่าเราอยากจะทำอะไร พอไปถึงแล้วต้องทำอะไรบ้าง”
นอกจากนี้เขายังมองว่า ประโยชน์ของการได้ศึกษาต่อต่างประเทศนั้นนอกเหนือจากวิชาความรู้ที่ได้นำกลับติดตัวมาแล้ว ยังได้มุมมองแปลกใหม่ในหลายหลายวัฒนธรรมมาปรับใช้ในการทำงานด้วย
“ตัวผมเองส่วนตัวเป็นคนที่รักอิสระพอสมควร พอไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็กก็ต้องไปใช้ชีวิตอยู่เอง เหมือนกับว่าต้องทำอะไรเองหลายอย่าง พอทำงานก็ไปเรียนรู้วัฒนธรรมการทำงานของเขาว่าเป็นอย่างไร วิธีการทำงานของเขาดีกว่าหรือด้อยกว่าประเทศไทยตรงไหน ทำให้เราได้เรียนรู้ข้อดีของเขานำมาพัฒนาตัวเราเอง และพัฒนาองค์กรด้วย ในขณะที่ส่วนที่เป็นข้อเสียเราก็ระมัดระวัง”
“แต่พอเรียนไปจนถึงระดับปริญญาโท การที่เราแลกเปลี่ยนไม่ใช่ความรู้อย่างเดียว แต่รวมถึงการทำงานด้วย เพราะการเรียนปริญญาโทของผม ทุกคนผ่านประสบการณ์การทำงานมาแล้วอย่างน้อย 2 - 5 ปี ทำให้ได้แลกเปลี่ยนมุมมองความคิดของแต่ละคนมาเยอะพอสมควร”
“ฉะนั้นเวลาอยู่ในห้องเรียน เมื่อตั้งกรณีศึกษาอะไรขึ้นมา คนตอบคำถามหรือเสนอความคิดเห็น จะคิดในมุมมองที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งมีคนที่จากแบ็กกราวน์ดหลายแบบมาก อย่างคนที่เรียนเศรษฐศาสตร์ กับคนที่เรียนเกี่ยวกับการเงิน หรือคนที่เรียนเกี่ยวกับภาษา ก็มีความคิดเห็นที่ไม่เหมือนกันเป็นอะไรที่ได้เรียนรู้มาเยอะมาก”

ที่สำคัญการจะไปถึงจุดหมายที่ใฝ่ฝัน นอกจากต้องมีความตั้งใจจริงแล้ว ยังต้องใช้ช่วงเวลาในระหว่างที่ศึกษาในต่างแดนให้มีคุณค่ามากที่สุด เพราะหากพลาดพลั้งไม่เป็นไปตาม เป้าหมายที่วางแผนไว้แล้วก็เท่ากับว่าคุณพลาดโอกาสดีๆ ในชีวิตที่ไม่อาจหวนคืนมาไปเสียแล้ว
|