Wi-Fi Experience@KBank
ค้นหา:
Join:
  Home / Education / ข้อมูลการศึกษาต่อต่างประเทศ / สหรัฐอเมริกา / ข้อมูลทั่วไป - Life & Culture
สหรัฐอเมริกา - ข้อมูลทั่วไป - Life & Culture
Send To Friend

 
Share |
 
 
 

Life & Culture

ประชากร

ประชากรของสหรัฐอเมริกาสืบเชื้อสายมาจากชนชาติต่างๆ ทั่วโลก ประชากรดั้งเดิมของสหรัฐอเมริกาคือ ชาวอินเดียนแดง ส่วนเชื้อชาติที่อพยพเข้าสู่สหรัฐอเมริกาเป็นกลุ่มแรกได้แก่ อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ ตามด้วย ลาตินอเมริกา ออสเตรเลีย แคนาดา โดยจัดเป็นคนขาวประมาณ 77% ของประชากรในประเทศ คนผิวดำซึ่งมาจากแอฟริกาในฐานะทาส และได้รับอิสระหลังการประกาศเลิกทาส ในปี ค.ศ. 1963 ประมาณ 11% นอกนั้นเป็นกลุ่มคนเอเชีย อินเดียนแดง และอื่นๆ ประมาณ 12%

จากการที่ประชากรในประเทศมาจากหลากหลายเชื้อชาติ ทำให้สหรัฐอเมริกาได้รับสมญาว่าเป็น
“Melting Pot” ซึ่งหมายความถึง การเป็นศูนย์รวมของแหล่งวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย และหลอมละลายกลายเป็นอเมริกา

ศาสนา

ประเทศสหรัฐอเมริกาไม่มีการกำหนดศาสนาประจำชาติอย่างเป็นทางการ แต่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่
76.7% นับถือศาสนาคริสต์ (52% นิกายโปรแตสแตนต์ 24.5% นิกายโรมันคาทอลิก และนิกายอื่นอีก 0.2%) โดยที่เหลือนับถือศาสนาอื่น หรือไม่นับถือศาสนาใดเลย

วัฒนธรรม

เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศที่กว้างใหญ่ อีกทั้งประชากรก็มาจากหลากหลายเชื้อชาติ ทำให้เกิดเป็น
ความหลากหลายทางวัฒนธรรมเกิดขึ้น แต่กลุ่มคนในแต่ละเชื้อชาติก้ยังคงสามารถรักษาวัฒนธรรม และ
ขนบธรรมเนียมของตนเอาไว้ได้ เช่น ใน China Town หรือ Little Italy เป็นต้น

วิถีชีวิต

ชาวอเมริกันเป็นคนที่ชอบเรียนรู้และเปิดรับสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ มีความคิดเป็นของตัวเองและยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่นซึ่งแตกต่างจากของตนเอง มีความอิสระทางด้านความคิด ซื่อสัตย์ เปิดเผย และตรงไปตรงมา ยึดถือในเรื่องของความเท่าเทียมกัน ให้ความสำคัญกับการประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ชาวอเมริกันจะให้ความสนใจกับสิ่งรอบข้างมากกว่าแค่การเรียนในห้องเรียน หรือการทำงาน โดยจะสนใจเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ และทำงานนอกเวลาเพื่อหารายได้มาทำกิจกรรมต่างๆ ที่ตนเองต้องการ ส่วนกีฬาที่ชาวอเมริกันนิยมมากที่สุด คือ อเมริกันฟุตบอล บาสเกตบอล เบสบอล และไอซ์ฮอกกี้

อาหารการกิน

อาหารยอดนิยมของสหรัฐอเมริกาคือ แฮมเบอร์เกอร์ ส่วนอาหารพื้นเมืองหรืออาหารของชาวอินเดียนแดง คือ อาหารที่มีส่วนประกอบของ ไก่งวง มันสัมปะหลัง ข้าวโพด และฟักทอง แต่ในปัจจุบันอาหารในอเมริกามีความหลากหลายขึ้น จากการที่มีชาวต่างชาติย้ายเข้ามาอาศัยอยู่มากขึ้น โดยเฉพาะอาหารจากทางโซนยุโรป เช่น พิซซ่า พายต่างๆ พาสตา แซนด์วิช ฮอตด็อก

นอกจากนี้ยังมีอาหารจากทางเม็กซิโก ประเภทเบอร์ริโต และทาโก ซึ่งทุกวันนี้ได้กลายเป็นอาหารหลักในอเมริกาไปแล้ว ส่วนอาหารชาติอื่น อย่างอาหารจีน อาหารญี่ปุ่น และอาหารไทย ก็กำลังได้รับความนิยม
เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

การเดินทาง

การคมนาคมของประเทศสหรัฐอเมริกาค่อนข้างสะดวกสบายและมีให้เลือกใช้บริการ หลากหลายรูปแบบ ทั้งรถโดยสารประจำทาง รถไฟ รถไฟใต้ดิน รถแท็กซี่ รถราง รวมถึงรถยนต์ส่วนตัว ซึ่งล้วนแล้วแต่มีการบริการที่ดี และตรงต่อเวลามากประเทศหนึ่ง ส่วนการให้บริการจะมีอยู่มากหรือน้อยนั้น ต้องขึ้นอยู่กับที่ตั้งของ
สถานศึกษาของนักเรียนว่าอยู่ในเขตชุมชนหรือไม่

รถโดยสารประจำทาง รถโดยสารประจำทางที่สหรัฐอเมริกาจะมี 2 ประเภท คือ รถโดยสารขนาดเล็กซึ่งจะวิ่งให้บริการในระยะทางใกล้ๆ และรถโดยสารขนาดใหญ่ซึ่งจะวิ่งให้บริการในระยะที่ไกลขึ้น จะมีบริการทั้งภายในเมืองและระหว่างเมือง ในเมืองใหญ่ๆ จะมีรถโดยสารประจำทางบริการตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนในเมืองเล็กๆ อาจต้องใช้เวลาในการรอรถแต่ละเที่ยวประมาณ 30 นาที ในการเดินทางแต่ละครั้งนักศึกษา ควรจะ
เตรียมเงินให้พอดีกับค่าเดินทาง เนื่องจากคนขับรถจะไม่มีเงินทอน แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว นักศึกษาที่แสดงบัตรประจำตัวนักศึกษาจะไม่ต้องเสียค่าโดยสาร หรือถ้าต้องเสียก็จะได้รับส่วนลดจากราคาปกติ และเมื่อ
นักศึกษาลงจากรถแล้วควรจะกล่าว Thank you เพื่อแสดงการขอบคุณ คนขับรถที่ให้บริการแก่เรา อันเป็นธรรมเนียมของชาวอเมริกัน

นักศึกษาสามารถดูตารางเวลาการให้บริการของรถประจำทางและข้อมูลอื่นๆ เช่น ประกาศวันหยุด ค่าโดยสาร เบอร์โทรศัพท์สำหรับสอบถามรายละเอียดของเส้นทาง และข้อมูลของรถโดยสาร ได้จากที่ป้ายรถโดยสาร

แท็กซี่ การใช้บริการแท็กซี่จะมีความสะดวกสบายกว่าการใช้บริการรถโดยสารประจำทาง แต่ก็จะมีค่า
บริการที่ค่อนข้างสูง อีกทั้งที่อเมริกามีธรรมเนียมที่จะต้องให้ทิปแก่คนขับแท็กซี่ ประมาณ 10 - 20% ของ
ค่าโดยสารอีกด้วย ซึ่งรถแท็กซี่จะมีให้บริการอยู่ทั่วไป และนักเรียนสามารถใช้บริการ แท็กซี่ได้โดยการโทรศัพท์เรียกให้แท็กซี่มารับได้

รถไฟใต้ดิน รถไฟใต้ดินเป็นระบบการขนส่งมวลชนซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในอเมริกา เนื่องจากมีความสะดวก รวดเร็ว อีกทั้งยังมีจำนวนการให้บริการที่มากกว่าการเดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง สำหรับตั๋วรถไฟใต้ดินนั้นจะมีจำหน่ายที่ตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ หรือที่เคาน์เตอร์ สำหรับราคาค่าเดินทางนั้นก็จะขึ้นอยู่กับระยะทาง

รถยนต์ส่วนตัว การมีรถยนต์ส่วนตัวจะช่วยทำให้นักเรียนมีความสะดวกมากในการเดินทาง แต่ก็มี
ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ทั้งในเรื่องของค่าบำรุงรักษา และการต่อทะเบียนรถยนต์ สำหรับใบขับขี่ในบางรัฐมีกฎหมายไม่อนุญาตให้ใช้ใบขับขี่นานาชาติ ทำให้นักเรียนต้องทำใบขับขี่ใหม่ นอกจากนี้อเมริกายังมีกฎหมายเรื่องการทำประกันรถยนต์ และการอนุญาตให้เฉพาะผู้เป็นเจ้าของรถยนต์เท่านั้น เป็นผู้ขับรถยนต์แต่เพียง
ผู้เดียว ดังนั้นก่อนซื้อรถยนต์นักเรียนควรพิจารณาถึงความจำเป็นและความเหมาะสมที่จะต้องซื้อรถยนต์ด้วย

ร้านค้าต่างๆ

ร้านค้าส่วนใหญ่จะเปิดบริการตั้งแต่ 9:00 น. (บางแห่งอาจเริ่มที่ 10.00 น.) ถึง 21.00 น. ในวันจันทร์ถึงเสาร์ ร้านค้าเล็กๆ อาจปิดเวลา 17:00 หรือ 18:00 น. แต่บางร้านอาจเปิดให้บริการในวันอาทิตย์ด้วย ร้านค้าในอเมริกาส่วนใหญ่ยินดีที่จะบริการเปลี่ยนหรือคืนสินค้าเมื่อลูกค้าไม่พอใจ หรือสินค้ามีความเสียหาย นักเรียนควรเก็บใบเสร็จของสินค้าไว้เพื่อเป็นหลักฐาน หากเกิดกรณีที่จำเป็นต้องคืนหรือเปลี่ยนสินค้า

ที่ทำการไปรษณีย์ :

ที่ทำการไปรษณีย์ในสหรัฐอเมริกา (United State Postal Service) เปิดให้บริการทุกวัน ยกเว้นวันอาทิตย์และวันหยุดราชการ ให้บริการทั้งการส่งไปรษณีย์บัตร บริการส่งจดหมายทั้งภายในและต่างประเทศ ไปรษณีย์ลงทะเบียน เป็นต้น สำหรับอัตราค่าบริการ ถ้าเป็นจดหมายธรรมดาติดแสตมป์ $ 0.34 แต่ถ้าพัสดุมีขนาดใหญ่ขึ้นมาหน่อย อัตราค่าบริการก็ประมาณ 60 เซ็นต์ ถึง 1 เหรียญกว่าๆ ระยะเวลาที่ใช้ในการส่งแบบธรรมดาก็ประมาณ 4 - 7 วัน

ระบบโทรศัพท์

การให้บริการโทรศัพท์สาธารณะในอเมริกามีอยู่ทั่วไปทั้งแบบหยอดเหรียญ แบบใช้บัตรโทรศัพท์ และการใช้บัตรเครดิต ซึ่งถือได้ว่ามีความสะดวกสบายอย่างมาก นอกจากนี้นักเรียนยังสามารถขอติดตั้งโทรศัพท์ภายในที่พักของตนเองได้ด้วย โดยขั้นตอนก็ไม่ยุ่งยากเพราะเป็นบริการขั้นพื้นฐาน ที่ทางรัฐบาลจัดไว้ให้แก่ประชาชนอยู่แล้ว โดยมีองค์กรซึ่งให้บริการอยู่ 2 ประเภท คือ องค์การโทรศัพท์ท้องถิ่น และองค์การโทรศัพท์ทางไกล

สำหรับค่าบริการ ทางบริษัทจะส่งใบแจ้งหนี้ให้แก่นักเรียนเป็นรายเดือน โดยจะแจ้งถึงรายละเอียดการใช้ออกเป็นค่าบริการขั้นพื้นฐาน ค่าโทรศัพท์ภายในท้องถิ่น ค่าโทรศัพท์ทางไกล ซึ่งนักเรียนสามารถชำระค่าบริการได้ที่ทำการโทรศัพท์ หรือสั่งจ่ายเป็นเช็คแล้วส่งไปทางไปรษณีย์

นอกจากนี้ยังมีบริการโทรศัพท์ทางไกลผ่านทางอินเตอร์เน็ตอีกด้วย วิธีนี้จะคิดค่าบริการค่อนข้างถูกและเป็นที่นิยมอย่างมาก อัตราค่าบริการจะขึ้นอยู่กับประเทศที่เราจะโทรไป โดยนักเรียนจะต้องมีคอมพิวเตอร์ที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ พร้อมทั้ง Head Phone แต่วิธีนี้จะมีข้อเสียคือ คุณภาพของเสียงก็จะเปลี่ยนไปตาม
ประสิทธิภาพของอินเตอร์เน็ตด้วย

บัตรโทรศัพท์ บัตรโทรศัพท์ที่อเมริกามีให้เลือกหลายบริษัท และสามารถหาซื้อได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ ราคามีตั้งแต่ $5, $10, $20

โทรศัพท์มือถือ ระบบสัญญาณโทรศัพท์มือถือในประเทศอเมริกามีด้วยกันอยู่ 2 ระบบ คือระบบ GSM และ ระบบ CDMA การชำระค่าโทรศัพท์มือถือก็มีให้เลือก 2 แบบเหมือนกับประเทศไทยคือ จ่ายเป็นรายเดือน (Postpaid) เดือนละประมาณ $ 20 ขึ้นไป และเป็นแบบการจ่ายเงินล่วงหน้าหรือการเติมเงินในโทรศัพท์
(Prepaid) การคิดค่าโทรศัพท์ในอเมริกาจะคิดทั้งการโทรเข้าและการโทรออก สำหรับการชำระแบบรายเดือนอาจจะมีโปรโมชั่นไม่เสียค่าบริการสำหรับการโทรเข้า โดยอาจเป็นช่วงวันเสาร์ อาทิตย์ ตามแต่ช่วงเวลาที่ผู้ให้บริการเป็นผู้กำหนด

โทรศัพท์หมายเลข “800” หรือ “888” เป็นหมายเลขโทรศัพท์ที่ต่อไปยังหมายเลขที่ไม่ต้องเสียค่าบริการ หากหมายเลขโทรศัพท์ที่ต้องการติดต่อขึ้นต้นด้วยรหัสพื้นที่เหล่านี้

การโทรเข้า-ออกระหว่างประเทศ

วิธีโทรศัพท์จากอเมริกาไปประเทศไทย
กดรหัสการโทรออกต่างประเทศ 011 แล้วตามด้วยรหัสประเทศไทย 66 ตามด้วยรหัสพื้นที่ปลายทาง
(ตัด 0 ข้างหน้าออก เช่น กรุงเทพฯ คือ 2) แล้วตามด้วยหมายเลขโทรศัพท์ปลายทาง เช่น
กด 011 + 66 + 2 + เลขหมายที่ต้องการ

วิธีโทรศัพท์จากอเมริกาไปยังต่างประเทศ
กดรหัสการโทรออกต่างประเทศ 011 แล้วตามด้วยรหัสประเทศ รหัสเมือง และหมายเลขโทรศัพท์ ที่ต้องการติดต่อ (ตรวจสอบรหัสได้จากสมุดโทรศัพท์) ซึงการโทรศัพท์จากสหรัฐไปยังต่างประเทศโดยตรงเอง จะ
ถูกกว่าการโทรศัพท์ผ่านพนักงานต่อโทรศัพท์

วิธีโทรศัพท์จากประเทศไทยไปอเมริกา
กดรหัสโทรออกต่างประเทศ ซึ่งมีให้เลือกใช้บริการมากมาย ทั้ง 001, 007, 008 และ 009 ตามด้วยรหัสประเทศอเมริกา คือ 011 ตามด้วยรหัสพื้นที่ภายในประเทศอเมริกา แล้วตามด้วยหมายเลขโทรศัพท์ปลายทาง เช่น กด 001 + 1 + รหัสเมือง + เลขหมายที่ต้องการ

เนื่องจากแต่ละรัฐในสหรัฐอเมริกามีขนาดกว้างใหญ่ ทำให้เมืองในแต่ละรัฐมีรหัสพื้นที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งสามารถตรวจสอบรหัสรัฐและเมืองต่างๆ ได้ที่ http://www.50states.com/areacodes/

 


29 ธันวาคม 2552 15:30:59
 
เบอร์ติดต่อสถานฑูต และสถานการณ์ฉุกเฉิน
 
 
 

 
 
 
   
 
ระดับการศึกษา
เตรียมอนุบาล อนุบาล
ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น
มัธยมศึกษาตอนปลาย ปวช.
ปวส. อุดมศึกษา