เตรียมตัวก่อนไปเรียน
|
ความพร้อมด้านการศึกษา
|
|
การสมัครเพื่อเข้าศึกษาต่อในต่างประเทศ นักศึกษาต่างชาติควรมีผลการเรียนที่ผ่านมาอยู่ในระดับสูง
|
| หรือปานกลาง สถาบันการศึกษาทุกระดับยกเว้นหลักสูตรภาษาอังกฤษนั้น จะพิจารณารับนักศึกษา โดยดูจากผลการเรียนที่ผ่านมาของนักศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญ สำหรับหลักสูตรปริญญาตรี นักศึกษาควรมีผลการเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายโดยเฉลี่ยอย่างน้อย 2.00 และสำหรับระดับปริญญาโท นักศึกษาควรมีผลการเรียนในระดับปริญญาตรีโดยเฉลี่ยประมาณ 2.50 - 3.00 |
ความพร้อมด้านภาษาอังกฤษ
|
|
เนื่องจากภาษาที่ใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนของในต่างประเทศคือ ภาษาอังกฤษ การที่นักศึกษา
|
| จะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งก็คือ ความรู้ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ ดังนั้น สถาบันการศึกษาทุกระดับ จะมีข้อกำหนดเกี่ยวกับความสามารถทางภาษาของผู้สมัคร ซึ่งโดยทั่วไปจะพิจารณาจากผล TOFEL หรือ IELTS นักศึกษาที่ตั้งใจไปศึกษาต่อในต่างประเทศจึงต้องมีความพร้อมในเรื่องของภาษา แนวความคิดที่ว่าอยู่ ๆ ไปก็จะใช้ได้เองนั้นคงจะไม่ถูกต้องนัก เนื่องจากรูปแบบของภาษาอังกฤษที่ใช้ในการศึกษาหรือที่เราเรียกกันว่าภาษาอังกฤษเชิงวิชาการนั้น จะมีความแตกต่างจากรูปแบบของภาษาอังกฤษที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน |
ทางเลือกในการเตรียมตัว ด้านภาษานั้น มีทางเลือก 2 ทางคือ |
- การเรียนภาษาเพิ่มเติมในประเทศไทย หรือการไปเรียนในหลักสูตรภาษาของสถาบันสอนภาษาในต่างประเทศ
การเรียนเพิ่มเติมในประเทศไทยมีข้อดีคือ สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก เนื่องจากอัตราค่าเล่าเรียนของบ้านเราจะไม่แพงมากนัก นอกจากนี้ ถ้านักศึกษาทำงานอยู่ด้วยกันแล้ว การเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมในประเทศไทย จะไม่ทำให้เราเสียเวลาในเรื่องของประสบการณ์ในการทำงาน ต้องยอมรับว่าพัฒนาการด้านภาษาจะช้ากว่าการไปเรียนในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ ทั้งนี้เนื่องจากสภาพแวดล้อมรอบตัวเรา ไม่ได้บีบบังคับให้เราต้องใช้ภาษาอังกฤษตลอดเวลา
|
- การไปเรียน การเรียนหลักสูตร ภาษาอังกฤษในต่างประเทศ
มีข้อดี คือ โดยทั่วไปพัฒนาการทางด้านภาษาจะรวดเร็วกว่า เนื่องจากนักศึกษาต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่โดยการใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อ รวมทั้งเอกสารการเรียน และวิธีการเรียนการสอนในต่างประเทศย่อมมีความหลากหลายมากกว่า อย่างไรก็ดี ค่าใช้จ่ายในการเรียนหลักสูตรด้านภาษาในต่างประเทศจะค่อนข้างสูง (มาตรฐานการพิจารณาผลความสามารถด้านภาษ สามารถใช้ได้ทั้งสองมาตรฐานคือ IELS และ TOFEL โดยสามารถเทียบคะแนนได้ตามตารางต่อไป)
|
ประมาณสองปีก่อนวางแผนเดินทางไปต่างประเทศ |
- ตัดสินใจว่าจะมุ่งเน้นศึกษาต่อในวิชาใดหรือด้านใด ขณะที่เรียนอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือ
ปีสุดท้ายของปริญญาตรี
|
- ศึกษาว่าในการสมัครเข้าศึกษาในหลักสูตรที่ต้องการนั้น จำเป็นจะต้องมีคุณสมบัติทางการศึกษาโดยทั่วไปอย่างไรบ้าง
|
- ศึกษาเพิ่มเติมในวิชาพื้นฐาน ซึ่งจำเป็นสำหรับการเข้าศึกษาในหลักสูตรที่เลือก
|
ประมาณหนึ่งปีก่อนเดินทางไปต่างประเทศ |
- ค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรต่างๆ โดยทางอินเตอร์เน็ท ไปที่สถานฑูต ขอคำแนะนำปรึกษาจากอาจารย์แนะแนว และไปหาข้อมูลจากศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารของประเทศที่ต้องการไปศึกษา เป็นต้น
|
- เปรียบเทียบ ข้อดี - ข้อด้อย ของหลักสูตรต่างๆ ในแต่ละประเทศ
|
- ติดต่อสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่คิดว่าเหมาะสมและได้พิจารณาเลือกสรรแล้ว เพื่อขอรายละเอียดและใบสมัคร
|
- กรอกใบสมัครของสถาบันการศึกษาที่ต้องการสมัคร ถ่ายสำเนาใบสมัครไว้เป็นหลักฐาน ส่งใบสมัครพร้อมทั้งรายละเอียดต่างๆ ที่จำเป็นทั้งหมด สำเนาประกาศนียบัตร ปริญญาบัตร ฯ รวมทั้งหนังสือรับรองที่จำเป็นด้วย
|
- หากไม่ได้รับการติดต่อกลับมาภายใน 1 เดือน ให้ส่งจดหมายติดตามสอบถามได้
|
- ดำเนินการขอหนังสือเดินทางหากยังไม่มี ตรวจสอบหนังสือเดินทางว่ามีอายุการใช้งานไม่น้อยกว่า
6 เดือน หลังกำหนดวันเดินทาง
|
- ตรวจสอบเอกสารที่จำเป็นทางด้านการเงิน ด้านสุขภาพ และประเภทของวีซ่า ที่แต่ละสถาบัน
การศึกษา และแต่ละประเทศกำหนด จัดเตรียมเอกสารต่างๆ ที่จำเป็นให้พร้อม (อาจต้องฉีดวัคซีนด้วย)
|
- เข้าทดสอบเพิ่มเติมตามความจำเป็น เช่น ทดสอบความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษ เป็นต้นว่า IELTS หรือ TOEFL โดยต้องเผื่อเวลาในการได้รับผลการสอบ ก่อนถึงกำหนดที่จะต้องส่งไปยัง
สถานศึกษาต่างๆ ที่เลือกไว้ และถ่ายสำเนาผลการสอบไว้ด้วย
|
- ส่งสำเนาเอกสารที่จำเป็นทั้งหมดไปยังมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษา โดยเผื่อเวลาในการส่งไปยังต่างประเทศด้วย เพื่อว่าจะได้รับเอกสารก่อนวันปิดรับที่กำหนดไว้ เอกสารเหล่านี้จะช่วยในการตอบ รับให้เข้าศึกษาในหลักสูตรที่ต้องการ
|
ก่อนออกเดินทาง
|
- ก่อนออกเดินทางพยายามหาข้อมูล และวางแผนการเดินทางให้เรียบร้อย
|
- ทำสำเนาพาสปอร์ตเอาไว้ 2 ชุดและแยกเก็บไว้ ที่เผื่อจำเป็นต้องใช้ในกรณีฉุกเฉิน
|
- อย่าเก็บเงินที่มีทั้งหมดเอาไว้ในกระเป๋าสตางค์เพียงที่เดียว ให้แยกเก็บเงินสดอีกจำนวนหนึ่งต่างหาก กันเอาไว้เผื่อเกิดกรณีฉุกเฉินหากกระเป๋าสตางค์หาย
|
- อย่าบอกใครว่านำเงินสดและของมีค่าติดตัวมาทั้งหมดเท่าไหร่
|
- พกเบอร์โทรศัพท์ของสถานทูตไทยในอังกฤษเอาไว้ด้วย
|
- ก่อนออกเดินทางควรหาซื้อบัตรโทรศัพท์สำหรับโทรกลับเมืองไทยเอาไว้สักใบ
|
- พกพาสปอร์ตและของมีค่าติดตัวตลอดเวลา
|
- ไม่ควรนำบัตรเครดิตที่มีทั้งหมดติดตัวไปด้วยควรเลือกเฉพาะใบที่มีวงเงินสูงสุด (ควรเป็นบัตรเครดิตที่มีมาตรฐานให้กันทั่วโลก) และพกติดตัวไปเพียงใบเดียว
|
- อย่าเริ่มต้นการเดินทางด้วยรองเท้าคู่ใหม่ที่ไม่เคยใส่มาก่อนในชีวิต คงไม่สนุกแน่ถ้าต้องเดินทางไปกับรองเท้าคู่ใหม่
|
- ฟิตร่างกายให้เต็มที่ก่อนออกเดินทาง สุขภาพที่อ่อนแอจะทำให้เราท้อแท้ หมดพลังในการเดินทาง
|
- เตรียมสิ่งของเหล่านี้ พาสปอร์ต (และวีซ่า),ตั๋วเครื่องบิน,เงินปอนด์,บัตรเครดิต,กรมธรรม์ประกันภัยสำหรับการเดินทาง,สมุดโน้ต,ปากกา/ดินสอ ไกด์บุ๊คและแผนที่ สำหรับการเดินทางทั้งหมดที่ได้เตรียมเอาไว้
|
สิ่งที่จำเป็นจริง ๆ
|
- ตั๋วเครื่องบิน ถ้าพูดภาษาอังกฤษไม่เก่งก็ไปการบินไทย โดยปกติสายการบินจะยอมให้เราบรรทุกของได้ 20 Kg. สำหรับกระเป๋าใบใหญ่ที่โหลดลงใต้เครื่อง และกระเป๋าใบเล็กที่ติดตัวขึ้นเครื่อง น้ำหนักไม่เกิน 8 kg. (แต่ละสายการบินอนุญาติให้บรรทุกของได้ในอัตราไม่เท่ากัน)
- เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ควรเตรียมเสื้อกันหนาวไป เพราะที่อังกฤษอากาศหนาวและเสื้อผ้าค่อนข้างแพง
- Adapter ปลั๊กไฟที่อังกฤษปลั๊กจะไม่เหมือนไทยเป็นปลั๊ก 3 ขา หาซื้อได้ตามร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าหรู ๆ หน่อย ภาพด้านซ้าย เป็นเต้าเสียบแปลงจากสองขาของเมืองไทยไปเป็นสามขาอย่างด้านขวามือ
- เรียนภาษาอังกฤษไปสัก Course เพื่อปรับตัวเข้ากับสภาพได้ง่าย
|