|

Life & Culture
"ชาวสวิสมีชื่อเสียงเลื่องลือในด้านซื่อสัตย์ ขยัน อดทน มีระเบียบวินัยสูง ตรงต่อเวลา เหมือนนาฬิกาสวิส รักธรรมชาติรักความสงบ และรักความสะอาดเป็นเลิศ"
ประชากร
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีจำนวนประชากรจัดอยู่ในอันดับที่ 94 ของโลก โดยมีประชากรประมาณ 7.5 ล้านคน (31 กรกฎาคม พ.ศ.2552 โดย Official Switzerland Statistics estimate) แบ่งเป็นชาวสวิสเยอรมันร้อยละ 65, สวิสฝรั่งเศสร้อยละ 18, สวิสอิตาเลียนร้อยละ 10, โรมานช์ร้อยละ 1 และอื่นๆ ร้อยละ 6 โดยเป็นเพศชาย
ร้อยละ 48.8 เพศหญิง ร้อยละ 51.2 อายุขัยเฉลี่ยของผู้หญิงอยู่ที่ 82.5 ปี และของผู้ชายอยู่ที่ 76.5 ปี
ประชากรมีรายได้ประชาชาติต่อหัว (GDP per capita) ประมาณ 50,737 ดอลลาร์สหรัฐ (2549)
สวิตเซอร์แลนด์ไม่อนุญาตให้แรงงานต่างชาติเข้าไปทำงานได้โดยเสรี เว้นแต่เป็นแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น ธนาคาร วิศวกร ฯลฯ และผู้ที่จะทำงานได้ในสวิตเซอร์แลนด์ได้ จะต้องมีความรู้ด้านภาษา
ท้องถิ่นเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม สวิตเซอร์แลนด์มีการจ้างแรงงานจากผู้อพยพลี้ภัย, แรงงานจากประเทศใน
สหภาพยุโรป, แรงงานที่ข้ามแดนเข้ามาทำงานรายวันตามฤดูกาลจากประเทศเพื่อนบ้านอีกจำนวนมาก เช่น
จากเยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี โปรตุเกส เป็นต้น
ศาสนา
ชาวสวิสส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ แบ่งเป็น นิกายโรมันคาธอลิก ร้อยละ 46, นิกายโปรเตสแตนท์ ร้อยละ 40 และนิกายออร์ธอด๊อกซ์ ร้อยละ 1.8, นับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 4.26, นับถือศาสนาฮินดู ร้อยละ 0.38, นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 0.29, นับถือศาสนาอื่นๆ ร้อยละ 2.94 และร้อยละ 4.33 ไม่นับถือศาสนาใดๆ
ชุมชนไทย
มีชาวไทยพำนักอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ประมาณ 13,000 คน เป็นชายร้อยละ 20 หญิงร้อยละ 80
มีสมาคม/ชมรมคนไทยอยู่ประมาณ 15 แห่ง วัดไทยอยู่ 3 แห่ง คือ
วัดศรีนครินทราวราราม ตั้งอยู่ที่เมือง Aarau โทรศัพท์ (+4162) 858-6030
วัดธรรมปาละ ตั้งอยู่ที่เมือง Kandersteg โทรศัพท์ (+4133) 675-2100
และ วัดพุทธวิหารเอชาลองส์ เมือง Lausanne โทรศัพท์ (+4121) 881-5977
วัฒนธรรม
การที่สวิสมีประชากรหลายเชื้อชาติ หลายภาษานี้เอง ส่งผลให้ประเทศมีวัฒนธรรมพื้นเมืองหลายหลาก วัฒนธรรมพื้นเมืองของสวิตเซอร์แลนด์นั้นเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา เช่น การร้องรำทำเพลง การเต้นรำ งานแกะสลักตกแต่งไม้ และงานฝีมือ
สิ่งที่จะบ่งบอกถึงความเป็นสวิตเซอร์แลนด์ได้ดีที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นวัฒนธรรมพื้นบ้านที่เรียกว่า Schuplatter ซึ่งเป็นการเต้นรำแบบสวิสขนานแท้ ในการเต้นรำแบบนี้หญิงชายชาวสวิสจะแต่งตัวแต่งตัวด้วยชุดแต่งกายประจำชาติ โดยที่ผู้หญิงจะใส่ชุดคล้ายชุดเอี๊ยมประโปรงบาน เสื้อสีขาวแขนพองคล้ายแขนเสื้อของตุ๊กตา ส่วนผู้ชายก็จะนุ่งกางเกงขาสามส่วน เสื้อเชิ้ตสีขาว หญิงชายเหล่านี้ก็จะจับมือเต้นยกเท้าสลับกับไปมา มีการกระโดดขึ้นลงและหมุนเคลื่อนที่ไปพร้อมกันเป็นวงกลม ในการเต้นแบบนี้ก็จะมีการร้องเพลงประสานเสียงไปพร้อมๆ กัน เสียงสูงบ้างต่ำบ้างไพเราะน่าฟัง การร้องเพลงแบบนี้ เรียกว่า Yodelling ซึ่งถือว่าเป็นวัฒนธรรมที่ค่อนข้างแพร่หลายในบริเวณเขตเทือกเขาแอลป์ นอกเหนือการการร้องรำทำเพลงแบบนี้แล้ว ชาวสวิสก็มีเครื่องดนตรีที่เป็นลักษณะเด่นเฉพาะด้วย คือ Accordian หรือหีบเพลง และ Alphorn ซึ่งเป็นเครื่องเป่าทำจากไม้ มีลักษณะรูปร่างเหมือนไปป์ แต่มีขนาดยาวกว่ามาก
ส่วนในเรื่องของการฝีมือนั้น เนื่องจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีป่าไม้มาก คือเป็นพื้นที่ 2 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมด ดังนั้นจึงมีผลิตภัณฑ์จากไม้จึงเป็นที่นิยมนำมาใช้กันในครัวเรือน การขึ้นรูปไม้หรือการแกะสลักไม้เพื่อใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่งบ้านเรือน ก็ถือว่าเป็นวัฒนธรรมที่สอดแทรกเข้ามาในชีวิตประจำวันของชาวสวิส งานไม้เป็นงานของผู้ชาย งานเย็บปักถักร้อยคืองานของผู้หญิง ผู้หญิงในเขตเทือกเขาแอลป์ก็นิยมปักผ้าเป็นลวดลายต่างๆ ลักษณะการปักจะคล้ายกับการปักครอสติช คือใช้ด้ายปักไขว้กันเป็นเครื่องหมายกากบาท บ้างก็ปักตามชายผ้าทำเป็นผ้าปูโต๊ะ บ้างก็ปักเป็นลายเสื้อผ้า กระโปรง หรือผ้าพันคอไว้ใช้ในหน้าหนาว ซึ่งในปัจจุบันนี้ ทั้งงานแกะสลักไม้และงานปักผ้า ก็ได้กลายเป็นงานที่ทำไว้ในขายนักท่องเที่ยวเพื่อเป็นของที่ระลึกจากสวิตเซอร์แลนด์

วิถีชีวิต
วิถีการดำเนินชีวิตของชาวสวิสในเมืองใหญ่หรือในเขตอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่ทำงานหนัก อยู่ในชั่วโมงรีบเร่ง อยู่ตลอดเวลา ทำให้มีเวลาพักผ่อนหย่อนใจค่อนข้างน้อย รวมทั้งในเขตเมืองใหญ่เหล่านี้มีข้อจำกัดทางด้านการจัดการพื้นที่ และไม่ค่อยมีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจทางธรรมชาติ กิจกรรมในวันหยุดของคนในเมืองส่วนใหญ่จึงเป็นการเข้าห้องสมุดอ่านหนังสือ เข้าพิพิธภัณฑ์ ดูหนังฟังเพลง หรือเดินพักผ่อนตามศูนย์การค้า จึงเห็นได้ว่าในเขตเมืองใหญ่ อย่าง Zürich, Basel หรือ Bern จะมีพิพิธภัณฑ์, ห้องสมุด หรือศูนย์การค้าค่อนข้างเยอะ และงานเทศกาลต่างๆ ที่จัดขึ้นในเมืองใหญ่ๆ ส่วนมากก็จะเป็นเทศกาลดนตรี ซึ่งเป็นการช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดจากการทำงานได้มาก นอกจากนั้นในวันที่อากาศดีผู้คนชาวสวิสก็ชอบที่จะออกไปนั่งอาบแดดกันตามร้านกาแฟเล็กๆ ดื่มเบียร์ หรือมีการพบปะสังสรรค์กันในยามค่ำคืน
ในขณะเดียวกัน ผู้คนที่อยู่ในเขตชนบทที่ส่วนใหญ่ทำงานทางด้านเกษตรกรรม หรือทำธุรกิจทางด้านการ
ท่องเที่ยว จะมีนิสัยผ่อนคลายกว่า ร่าเริง ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นมิตร เป็นกันเอง คนในเขตชนบทจะชอบงานเทศกาลรื่นเริงต่างๆ มักมีการจัดงานเฉลิมฉลองทางศาสนา งานฉลองการเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตร และมีการเต้นรำร้องเพลงกันอย่างสนุกสนาน การพักผ่อนหย่อนใจสำหรับผู้คนที่อยู่ตามแถบเทือกเขาแอลป์หรือในเมืองเล็กๆ คือ การเดินเล่นชื่นชมธรรมชาติ การเดินป่า ดังนั้นในเขตชนบทถ้าไม่ใช่เมืองสำคัญจริงๆ แล้วก็จะไม่มีพิพิธภัณฑ์ หรือศูนย์การค้าขนาดใหญ่เท่าไรนัก คงมีเพียงซุปเปอร์มาเก็ตขนาดเล็กให้จับจ่ายใช้สอย ซื้อของที่จำเป็นในการดำรงชีวิต วิถีชีวิตของผู้คนในแถบนี้ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายและสงบกว่าในผู้คนในตัวเมืองใหญ่
วันหยุดราชการ
วันขึ้นปีใหม่ 1 มกราคม หรือ 2 มกราคม (ขึ้นอยู่กับท้องถิ่นนั้น )
วันกรรมกร 1 พฤษภาคม
วันชาติ National Day วันที่ 1สิงหาคม
วันคริสต์มาส วันที่ 25 ธันวาคม
วัน Boxing Day วันที่ 26 ธันวาคม
อาหารการกิน
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตนมและผลิตภัณฑ์จากนม ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ ผลิตภัณฑ์จากนมที่กล่าวถึงก็คือ เนยแข็งนั่นเอง ประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีเนยแข็งมากกว่า 400 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดก็จะมีรสชาติ กลิ่น วิธีทำ และแหล่งที่ผลิตที่แตกต่างกันออกไป ถ้าใครไปสวิสแล้วไม่ได้ลองลิ้มรสชาติเนยแข็งแบบสวิส อาจเรียกได้ว่า ยังไปไม่ถึงประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เนยแข็งที่เป็นที่นิยมแบบต่างๆ ในสวิสที่ควรรู้จัก
Emmentaler เป็นเนยแข็งที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ มีลักษณะเป็นรูพรุน รสชาติคล้ายถั่ว มีถิ่นกำเนิดบริเวณเมือง Emmental และเมืองอื่นๆ ที่ใช้ภาษาเยอรมันเป็นภาษาท้องถิ่น
Gruyère เป็นเนยเนื้อแข็ง นิยมเอามาทำ Gratin, แซนวิช และ Fondues มีถิ่นกำเนิดทางตะวันตก
Appenzell มีลักษณะเป็นเนื้อครีมๆ มีกลิ่นค่อนข้างแรง ถิ่นกำเนิดอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสวิส
Raclette เป็นเนยที่มีกลิ่นเครื่องเทศ นิยมนำมาละลายแล้วจิ้มกินกับมันฝรั่ง แหล่งผลิตที่ดังที่สุดอยู่ที่เขต Wallis ทางตอนใต้
อย่างไรก็ตามชาวสวิสก็ไม่ได้ทานแต่เนยแข็งเป็นอาหารหลัก เนื่องจากสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมผสมผสาน ในแต่ละท้องถิ่นจึงมีอาหารหลักที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับอิทธิพลที่ได้รับจากประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ ทั้งจากฝรั่งเศสเยอรมัน และอิตาลี เช่น ในเขตที่ติดกับฝรั่งเศส จะนิยมทาน Fondues (ภาษาฝรั่งเศสแปลว่าละลาย) อาหารคือการเอาเนยหลายๆ ชนิดมาละลายในหม้อ จากนั้นหั่นเนื้อสัตว์หรือขนมปังเป็นชิ้นๆ และจิ้มในเนยที่ละลายแล้ว จะทานคู่กับผักสลัด
ในเขตที่ติดกับอิตาลี จะนิยมอาหารจำพวกเส้นต่างๆ เช่น มะกะโรนี สปาเกตตี้, Pizza หรือ Risotti เป็นอาหารหลัก (Risotti คืออาหารที่หุงจากข้าวหลายๆ ชนิด แล้วก็นำมาคลุกกับเนยหรือน้ำมันมะกอก ใส่เห็ดแชมปิยองกับต้นหอมลงไปนิดหน่อย)
เขตอื่นๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากเยอรมันก็จะมีอาหารจานหลักคล้ายกับของชาวเยอรมัน เช่น Schnittzel ที่ทำจากเนื้อสัตว์เอาไปชุปแป้งทอด แล้วราดน้ำซอสแบบต่างๆ รับประทานคู่กับมันฝรั่งต้มที่เรียกว่า Salzkartoffel หรือมันฝรั่งบด ส่วนเครื่องเคียงอาจจะเป็นสลัดผักธรรมดา หรือเป็นผักกระหล่ำดองที่เรียกว่า Sauerkraut
นอกจากนี้สวิตเซอร์แลนด์ยังมีพื้นที่ปลูกองุ่นทำไวน์ชื่อดังอยู่หลายชนิด ทั้งไวน์ขาว, ไวน์แดงและแชมเปญ
ถ้ามีโอกาสท่องเที่ยวไปตามแหล่งปลูกองุ่น ควรลองชิมรสไวน์ชนิดต่างๆ ที่ผลิตขึ้นเพื่อขายในแต่ละท้องถิ่น
*ร้านอาหารไทยมีอยู่มากมายในสวิตเซอร์แลนด์ แต่ราคาค่อนข้างแพง*

การเดินทาง
สวิตเซอร์แลนด์ใช้ระบบขนส่งมวลชน รถเมล์ รถราง เรือโดยสาร และรถไฟ (เช็คตารางรถไฟได้ที่
www.sbb.ch) ระบบขนส่งมวลชนถือว่าสะดวกรวดเร็ว และตรงเวลา ถือว่าเป็นประเทศที่มีระบบการขนส่งที่ดีและทันสมัยมากที่สุดประเทศหนึ่งใน โลก ส่วนการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ใบอนุญาตขับขี่สากลนั้นใช้ได้ในสวิส อายุขั้นต่ำของผู้ขับขี่ คือ 18 ปี ส่วนการจราจรจะขับชิดขวา ต้องเสียค่าธรรมเนียมในที่สถานที่จอดรถตามเมืองใหญ่ และค่าแท็กซี่ในสวิตเซอร์แลนด์ค่อนข้างแพงเริ่มต้นตั้งแต่ 8 ฟรังก์ขึ้นไป และมิเตอร์จะขึ้นทุกๆ 3 ฟรังก์ต่อกิโลเมตร
เนื่องจากสวิสเป็นประเทศที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ประกอบกับลักษณะภูมิประเทศที่เป็นหุบเขาสูง ทำให้การตัดเส้นทางต่างๆ เป็นไปอย่างยากลำบาก ทำให้การเดินทางในประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีราคาแพงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ถ้าต้องการเดินทางข้ามเมือง จึงควรใช้บัตรโดยสารพิเศษ เช่น สวิสพาส สวิสเฟล็กซี่พาส
ตั๋วสวิสยูธพาส และบัตรโดยสารสำหรับครอบครัว ซึ่งใช้ได้กับทุกระบบขนส่งมวลชนในเมืองต่างๆใน 38 เมืองของสวิตเซอร์แลนด์ อย่างไม่จำกัดระยะทาง ภายในเวลา 4, 8, 15, 22 วัน หรือ 1 เดือน การเดินทางด้วยสวิสพาสค่อนข้างสะดวก เพราะสามารถใช้ในการเดินทางแทบทุกประเภทที่เป็นการคมนาคมของรัฐ
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและจองบัตรโดยสารได้ที่ (www.swisstravelsystem.com)
ร้านค้าต่างๆ
ร้านค้าทั่วไปจะเปิดให้บริการวันจันทร์ - เสาร์ ตั้งแต่เวลา 8.30 น. ไปจนถึงเวลา 18.00 หรือ 19.00 น.
(ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละร้าน) แต่วันเสาร์จะปิดให้บริการเร็วกว่าปกติ โดยจะปิดประมาณ 16.00 น. หรือ 17.00 น. และร้านค้าค้าในเมืองเล็กๆจะปิดร้านเวลา 12.00 - 14.00 น. เพื่อหยุดพักกลางวัน 2 ชั่วโมง
ส่วนวันอาทิตย์ชาวสวิสจะถือว่าเป็นวันพักผ่อน จะไม่มีร้านค้าเปิดให้บริการ ยกเว้นร้านค้าที่สนามบิน ร้านค้าตามสถานีรถไฟบางแห่ง ร้านอาหาร และซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป คือ Coop (โค๊พ) หรือ Migros (มิโกร) ในบางเมืองเท่านั้น
ที่ทำการไปรษณีย์
ที่ทำการไปรษณีย์สวิตเซอร์แลนด์ เปิดทำการวันจันทร์ - ศุกร์เวลา 08.00 - 12.00น. และ 13.30 - 18.30น. วันเสาร์ เวลา 07.30 - 11.00 น. สำหรับสถานศึกษาบางแห่งจะมีที่ทำการไปรษณีย์อยู่ภายในสถานศึกษา สามารถหาซื้อแสตมป์ โปสการ์ด ซองจดหมาย บัตรโทรศัพท์ อุปกรณ์ในการส่งพัสดุภัณฑ์ต่างๆ และสามารถเช่าตู้ไปรษณีย์เพื่อรับเอกสารได้ โดยเสียค่าเช่าเป็นรายปี หรือราย 3 เดือน นอกจากนี้ยังมีบริการส่งเงิน ส่งโทรสาร และส่งของระหว่างประเทศ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ใหญ่ๆอีกด้วย การไปรษณีย์ของสวิสได้รับการยกย่องมากในด้านการบริการระหว่างประเทศ ดูรายละเอียดได้ที่ (www.swisspost.ch)
ราคาแสตมป์สำหรับส่งไปยังต่างประเทศราคา 1.80 ฟรังก์ (ประมาณ 54 บาท) ราคาโปสการ์ดราคาประมาณ 0.50 - 2 ฟรังก์ (ประมาณ 16 - 66 บาท) สามารถส่งได้ตามตู้ไปรษณีย์สีเหลืองทั่วไป (ตู้สีเหลืองเขียนว่า
Die Post / La Poste/ La Posta) บางตู้มีเครื่องขายแสตมป์อัตโนมัติคู่กัน ควรเตรียมเหรียญให้พอดี เพราะเครื่องจะไม่มีระบบทอนเงินระบบโทรศัพท์
ระบบโทรศัพท์
สวิสคอม (Swisscom) เป็นเครือข่ายให้บริการด้านการสื่อสารที่ใหญ่ที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ มีตู้โทรศัพท์
สาธารณะ (Publifon booths) อยู่ตามสถานีรถไฟ สนามบินและตามที่ต่างๆ ทั่วประเทศเป็นจำนวนมากถึง
12 - 500 ตู้ การใช้โทรศัพท์สาธารณะจะมีคำแนะนำติดอยู่กับโทรศัพท์ทุกเครื่อง มีหลายประเภท เช่น เครื่องใช้เหรียญ เครื่องใช้บัตรโทรศัพท์ โดยใช้โทรได้ทั้งภายในและต่างประเทศ หากต้องการส่งข้อความ
ส่งจดหมายอีเล็คโทรนิก (E-mail) หรือส่งแฟกซ์ก็ทำได้สะดวก โดยศึกษาวิธีการจากคู่มือการใช้โทรศัพท์
(The electronic phonebook Teleguide)
ระบบโทรศัพท์แบ่งแยกตามท้องที่ เมืองและภาคโดยมี AREA CODE ซึ่งเป็นเลขรหัส 3 หลักเฉพาะของเมืองหรือภาคนั้น นอกเหนือจากเลขหมายโทรศัพท์ 7 - 8 หลัก ถ้าโทรศัพท์ภายในท้องที่ใช้ AREA CODE เดียวกันสามารถกดหมายเลขโทรศัพท์ได้ทันที แต่หาก AREA CODE ต่างกัน ต้องกดรหัสทางไกลจึงตามด้วยหมายเลขทุกครั้ง
อัตราค่าใช้บริการภายในสวิตเซอร์แลนด์จะถูกที่สุดในช่วงเวลา 17.00 - 8.00 น. แต่ถ้าโทรกลับประเทศไทยหรือประเทศอื่นๆ อัตราค่าโทรที่ถูกที่สุดจะอยู่ในช่วงเวลา 21.00 - 8.00 น. ส่วนหมายเลขโทรศัพท์ภายในประเทศที่ขึ้นต้นด้วยเบอร์ 0800 จะไม่เสียค่าโทร
บัตรโทรศัพท์
โทรศัพท์สาธารณะทั่วไปในสวิส รับบัตรเครดิต หรือจะซื้อบัตรโทรศัพท์ที่เรียกว่า Taxcard (บัตรราคา 5, 10 และ 20 ฟรังก์) (ประมาณ 165, 330 และ 660 บาท) และ International Prepaid Card ที่สามารถใช้ได้กับ
ตู้สาธารณะทุกแห่ง บัตรโทรศัพท์มีขายที่ สำนักงานไปรษณีย์ สถานีรถไฟ ปั๊มน้ำมัน ร้านขายหนังสือพิมพ์ (Kiosk) และร้านค้าทั่วไป
นอกจากนั้นยังสามารถซื้อบัตรโทรศัพท์โทรกลับมายังประเทศไทยในอัตราค่าโทรประหยัดได้ที่ (www.tolld.com)
โทรศัพท์มือถือ
นักเรียนสามารถนำโทรศัพท์มือถือระบบ Tri-band จากเมืองไทยไปใช้ได้ โดยสามารถซื้อซิมการ์ดระบบเติมเงินเครือข่าย Lebara (www.lebara-mobile.ch) หรือเครือข่าย Yallo (www.yallo.ch)ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าในสถานีรถไฟใหญ่ๆ แต่หากนักเรียนอยู่ศึกษาในประเทศสวิสเป็นเวลานาน แนะนำให้ใช้โทรศัพท์ระบบจดทะเบียน โดยสามารถซื้อได้ตามร้าน Swisscom Shop หรือ (www.swisscom.com) ซึ่งมีบริการให้เช่าโทรศัพท์มือถือด้วย ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการซื้อซิมการ์ดหรือโทรศัพท์มือถือ จำเป็นต้องแสดงหนังสือเดินทางด้วยทุกครั้ง
การโทรเข้า - ออกระหว่างประเทศ
วิธีโทรศัพท์จากสวิตเซอร์แลนด์ไปประเทศไทย
การโทรกลับมายังประเทศไทยจากโทรศัพท์บ้านหรือโทรศัพท์สาธารณะ ให้กด
00+66 + รหัสพื้นที่ (ตัด 0)+ หมายเลขที่โทรศัพท์ที่ต้องการโทรออก
วิธีโทรศัพท์จากประเทศไทยไปสวิตเซอร์แลนด์
กดรหัสประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คือ 41 ตามด้วยรหัสพื้นที่ภายในประเทศนิวซีแลนด์ และตามด้วยหมายเลขโทรศัพท์ที่ต้องการโทรออก ตัวอย่างเช่น 00+41+ รหัสพื้นที่ (ตัด 0) + หมายเลขโทรศัพท์ที่ต้องการ
รหัสเมืองที่สำคัญของสวิตเซอร์แลนด์
Basel 61
Bern 31
Luzern 41
St. Gallen 71
Zürich 43 / 44
|