Life & Culture

ประชากร
ปีพ.ศ. 2552 อินเดียมีประชากรโดยประมาณ 1,166 ล้านคน มากเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยส่วนใหญ่มีเชื้อชาติอินโด-อารยัน ร้อยละ 72 ดราวิเดียน ร้อยละ 25 และมองโกลอยด์ ร้อยละ 2 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชั้นแรงงาน และอยู่ในภาคการเกษตร มีอัตราการรู้หนังสือร้อยละ 52.1
ศาสนา
อินเดียไม่มีศาสนาประจำชาติ แต่ประชากรส่วนใหญ่ประมาณ 80% นับถือศาสนาฮินดู ส่วนที่เหลือนับถือศาสนาอิสลามและคริสต์ ซึ่งส่วนมากอยู่ที่เมืองบังกะลอร์ ศาสนาซิกต์ ส่วนมากอยู่ในรัฐปัญจาบ ศาสนาพุทธ ส่วนมากอยู่ลาดัก หิมาจัล สิกขิม และอื่นๆ อีกมากมาย มีประมาณ 400 ศาสนาทั่วอินเดีย การดำเนินชีวิตของชาวอินเดียจะยึดถือศาสนาเป็นสิ่งสำคัญ
วัฒนธรรม
ประเทศอินเดียเป็นระบบครอบครัวขนาดใหญ่ สมาชิกในครอบครัวประกอบด้วย ปู่ ย่า พ่อ แม่ ลูก หลาน และเหลน อยู่ร่วมกันภายในครอบครัวเดียว ผู้อาวุโสที่สุดของฝ่ายชายจะเป็นหัวหน้าครอบครัว แม้สังคมของอินเดียจะยังคงนับถือเรื่องวรรณะอยู่ แต่ก็ไม่มากเท่าในอดีต และโดยทั่วไปคนต่างศาสนาก็จะให้ความเคารพซึ่งกันและกัน รวมทั้งยังมีการถือวัฒนธรรมร่วม เช่น สตรีนิยมสวมซาหรี่ หรือสัลวาร์กามิซ การให้เกียรติสตรี และการเคารพบูชาเทพเจ้า เป็นต้น
วิถีชีวิต
เนื่องจากอินเดียมีประชากรมาก จึงทำให้ผู้คนต้องดิ้นรนเพื่อเลี้ยงชีพและครอบครัว ทำให้เกิดการซึมซับ ในวิถีชีวิตของชาวอินเดียในเรื่องของการต่อรองราคาทั้งผู้ซื้อผู้ขาย และการแข่งขัน เห็นได้ชัดจากการที่ปัจจุบันนักศึกษาคร่ำเคร่งกับการเรียนเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ ซึ่งแต่ละปีมีผู้สอบนับแสน แต่รับเพียงปีละไม่กี่คนเท่านั้น การศึกษาจึงเป็นสิ่งหนึ่งในการแข่งขันที่เข้มข้นเพื่อที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวอินเดียในทุกวันนี้
อาหารการกิน
อาหารส่วนใหญ่ของคนอินเดียจะเป็นมังสวิรัติ ที่ทำจากพืช เครื่องเทศต่างๆ และแป้งทานกับ เครื่องจิ้มนานาชนิด ที่นิยมมากคือแกงถั่ว มีข้าวเป็นอาหารหลักควบคู่ไปกับโรตี เนื้อสัตว์ที่ขายทั่วไปจะมีเนื้อไก่ เนื้อปลา และเนื้อแพะ ส่วนเนื้อวัวและเนื้อหมูที่เป็นข้อห้ามของศาสนาฮินดูและศาสนาอิลสาม จะหาซื้อได้ตามร้านอาหารหรือภัตตาคารแบบตะวันตกหรือจีน ส่วนอาหารไทยก็หาทานได้บ้าง แต่ราคาค่อนข้างสูง และมีรสชาติต่างจากอาหารไทยแท้

การเดินทาง
บริการขนส่งมวลชนของอินเดียมีหลายรูปแบบ ดังนี้
- รถสามล้อเครื่อง (Auto rickshaw) ลักษณะคล้ายสามล้อไทย เรียกสั้นๆ ว่า "ออโต้" ถือเป็นการ เดินทางที่สะดวกที่สุดของชาวต่างชาติ ค่าโดยสารไม่แพง ใช้ระบบมิเตอร์ ค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 12 รูปี (บางคัน 12.5 รูปี) (9 บาท) แต่จะต้องไม่เกิน 3 คน หากเกินคนขับรถจะเพิ่มราคาแบบ
"One and a half" คือเมื่อถึงที่หมายค่าใช้จ่ายในมิเตอร์ขึ้นเท่าไร ก็ต้องบวกเพิ่มไปอีก 50% และหากหลัง 3 ทุ่มก็จะคิดแบบ One and a half หรือหากดึกมากราคาจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าตัว หรือแล้วแต่
คนขับจะเรียก และคนขับมักจะไม่ทอนเงินหากไม่เกิน 10 รูปี เพราะถือเป็นธรรมเนียมคล้ายๆ ให้ทิป แต่ควรระวังการถูกหลอกไปเส้นทางอ้อม หรือพาไปร้านค้าซื้อของ ควรบังคับให้ไปทางเดิมหรือร้องเรียกตำรวจ ส่วนใหญ่เขาจะทำตาม เพราะคนอินเดียขี้กลัว เนื่องจากกฎหมายรุนแรง
- สามล้อถีบ (Cycle rickshaw) เหมาะกับการนั่งชมเมือง อัตราค่าบริการขึ้นอยู่กับการต่อรอง ไม่เหมาะ ที่จะใช้เดินทางเพราะช้า
- แท็กซี่ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกสบาย และต้องการบรรทุกสัมภาระ สามารถโทรศัพท์ เรียกได้ แต่ราคาค่อนข้างสูง หากต้องการเปิดเครื่องปรับอากาศต้องเพิ่มราคา
- รถประจำทาง ค่าโดยสารถูก สามารถซื้อตั๋วแบบรายวันได้ แต่ร้อน วิ่งช้า และคนเยอะ ต้องคอยระวังมิจฉาชีพ รถเมล์ของอินเดียจะแบ่งชาย - หญิง ด้านหน้าเป็นเขตของผู้หญิง เด็ก และคนชรา
ส่วนด้านหลังจะเป็นของผู้ชาย
- รถโดยสารระหว่างเมือง หากเป็นรถโค้ชปรับอากาศขนาดใหญ่ รถ Volvo Coach จะสะดวกสบายที่สุด และอาจมีอาหารบริการด้วย ราคาจะแพงขึ้นมา แต่ค่อนข้างปลอดภัย ระยะเวลาเดินทางไม่เร็วไปกว่ารถไฟ
- รถไฟ มีหลายระดับราคา หากต้องการความสะดวกสบายสามารถจองรถนอนชั้น 1 ปรับอากาศได้ ราคาใกล้เคียงกับการโดยสารเครื่องบิน Low Cost ของอินเดีย ส่วนการเดินทางในระยะสั้น ควรนั่งขบวนรถนั่งปรับอากาศ เพราะปลอดภัยและสะอาด อาหารบนรถไฟก็ค่อนข้างถูกและมีอนามัย ผู้หญิงยังสามารถเลือกรถที่มีเฉพาะสตรีได้ (Lady Coach) การจองตั๋วรถไฟในอินเดียนั้นค่อนข้างยุ่งยาก ผู้โดยสารต้องรู้รหัสขบวนรถและเส้นทาง โดยตรวจสอบได้จาก www.indianrail.gov.in
- เครื่องบิน เป็นยานพาหนะที่สะดวกและรวดเร็วที่สุด มีทั้งแบบทั่วไป และแบบ Low Cost สายการบิน ชั้นนำ ได้แก่ Jet Airways, Kingfisher Airlines, Air India, Indian Airline และ Air Sahara ราคาค่าตั๋วจะใกล้เคียงกันทั้งหมด ยกเว้น Air Sahara จะถูกกว่าเล็กน้อย ส่วนสายการบิน Low Cost ที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ Air Deccan มีความครอบคลุมเกือบทั่วประเทศ การจองตั๋วสามารถจองได้ที่เอเย่นต์ในตัวเมืองและที่สนามบิน หรือจองผ่านอินเตอร์เน็ต หรือ Call Center โดยใช้เครดิตการ์ดได้
ร้านค้าต่างๆ
ส่วนใหญ่เป็นตึกแถวแคบๆ ไม่ค่อยกว้างนักเมื่อเทียบกับบ้านเรา มีร้านขายของมากมาย แต่ถ้า เป็นร้านอาหารจะมีขนาดใหญ่หน่อย พ่อค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย เพราะผู้หญิงจะอยู่แต่ในบ้าน ยกเว้นคนรุ่นใหม่ที่ออกมาทำงานนอกบ้านมากขึ้น ซึ่งร้านอาหารบางแห่งก็จะทำห้องแยกไว้ให้ผู้หญิงนั่งเป็นสัดส่วน ไม่มาปะปนกับผู้ชาย เวลาซื้อของประเภทของสด เสื้อผ้า เครื่องใช้ต่างๆ ที่ไม่ได้ติดป้ายราคา ควรต่อราคา เพราะมักตั้งราคาสูงเกินจริงสำหรับชาวต่างชาติ ร้านค้าจะหยุดพักกินอาหารช่วงบ่ายโมงครึ่งหรือบ่าย 2 โมง เป็นเวลา 1 ชั่วโมง

ที่ทำการไปรษณีย์
หาได้ง่ายตั้งอยู่ทั่วไปตามถนนเส้นสำคัญในเมือง และมหาวิทยาลัย จดหมายธรรมดาใช้ เวลาจัดส่งมาเมืองไทยประมาณ 15 วัน ส่วนพัสดุอาจใช้เวลาจัดส่งนานเป็นเดือน เพราะส่งมาทางเรือ หากต้องการความรวดเร็วสามารถส่งเป็นแบบ EMS ได้ แต่ราคาค่อนข้างสูง เฉพาะจดหมายธรรมดาราคาประมาณหลายร้อยรูปี นอกจากนี้ ไปรษณีย์ยังให้บริการด้านธุรกรรมทางการเงิน เช่น บริการโอนเงินข้ามประเทศกับทาง Western Union รวมไปถึงบริการจ่ายค่าโทรศัพท์ และค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ด้วย
ระบบโทรศัพท์
เนื่องจากอินเดียเป็นประเทศที่กว้างใหญ่ โทรศัพท์จึงเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการติดต่อสื่อสารของชาวอินเดียปัจจุบัน
โทรศัพท์สาธารณะ เป็นบู้ทสำหรับโทรศัพท์ทางไกลที่มีสัญลักษณ์ STD ISD มีให้เห็นอยู่ตามท้องถนน ราคาโทรกลับเมืองไทยตกราวๆ 25 รูปีต่อนาที ขึ้นอยู่กับเมืองที่โทรด้วย แต่ถ้าถูกกว่านั้น คือระบบโทรศัพท์ผ่านอินเตอร์เน็ต ราคาโทรกลับเมืองไทยจะอยู่ไม่เกิน 10 รูปีต่อนาที แต่หายากกว่า ต้องสังเกตเครื่องหมาย Iways
โทรศัพท์มือถือ โทรศัพท์มือถือที่ซื้อไปจากประเทศไทยทุกระบบสามารถนำไปใช้ที่อินเดียได้ทั้งหมด เพียงแต่ซื้อซิมการ์ดเปลี่ยนเท่านั้น ราคาประมาณ 99 บาท และซื้อบัตรเติมเงินที่มีราคาตั้งแต่ 350 - 1,150 รูปี (245 - 805 บาท) โดยการซื้อซิมการ์ดต้องกรอกแบบฟอร์มและต้องมีเอกสารหลักฐานประกอบการซื้อด้วย คือ รูปถ่าย 2 รูป สำเนาหน้าแรกของหนังสือเดินทาง หรือสำเนาใบขับขี่รถ และสำเนาหลักฐานเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย บางแห่งอาจไม่ต้องยุ่งยาก ต้องการเพียงสองอย่างแรกเท่านั้น เครือข่ายของอินเดีย เช่น Airtel, Hutch, BPLmobile, Indicom และ Ideal เป็นต้น ที่เห็นนิยมกันมากคือ Airtel เป็นแบบเติมเงินราคาไม่แพง แต่จะโดนหักภาษีมากหน่อย เช่นเติม 500 รูปี ใช้จริงได้ประมาณ 300 รูปี ข้อดีคือมีโปรโมชั่นและหลายแพ็คเกจให้เลือก ส่วน Hutch ก็ใช้ดีแต่เป็นแบบรายเดือน และยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่
ค่าโทรศัพท์ระหว่างประเทศประมาณนาทีละ 16 บาท ถ้ารับโทรศัพท์จากเมืองไทยจะไม่เสียเงิน หากโทรกลับเมืองไทยโดยใช้ International Card จะถูกที่สุด ราคาอยู่ประมาณ 3 รูปีต่อนาที แต่ก็ขึ้นกับราคาบัตรด้วย เพราะถ้าราคาถูกจะมีค่าโทรต่อนาทีที่แพงกว่า
การโทรเข้า - ออก ระหว่างประเทศ
โทรจากอินเดียมาประเทศไทย กด 00+ 66 รหัสประเทศ + หมายเลขปลายทาง (ตัดศูนย์ออก)
โทรจากประเทศไทยไปประเทศอินเดีย กดรหัสการโทรออกนอกประเทศ เช่น 001 + 91 รหัสประเทศ ตามด้วยหมายเลขโทรศัพท์สิบหลัก
|