ฟันธงรอยจุดดินสอแค่เครื่องราง

สทศ.มึน! เตรียมชงบอร์ดฟันธงเด็กสอบโอเน็ตพกเครื่องลางเข้าสอบถือว่าทุจริตหรือไม่ หลังส่งเจ้าหน้าที่
วิเคราะห์รอยจุดบนดินสอไม่พบอะไร และนำไปทดสอบกับเฉลยคำตอบทำถูกเพียง 30% เชื่อไม่พบว่าทำเป็นขบวนการ ย้ำครูบอกเฉลยเด็กเท่ากับลดความน่าเชื่อถือของผลสอบ ขณะที่ สพฐ.เพิ่งเปิดปากบอก "รับไม่ได้" ครูแหกกฎช่วยเด็กสั่งเขตพื้นที่ฯ ใช้ดุลยพินาจตั้งกรรมการสอบแล้ว
ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน ผอ. สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณี
ผู้คุมสอบ ที่สนามสอบ รร.สาธิตจุฬาฯ ฝ่ายมัธยม ตรวจพบเด็กรายหนึ่งมีการทำสัญลักษณ์ของคำตอบบนดินสอหลายแท่ง โดยนักเรียนอ้างว่าเป็นเครื่องรางของขลังในการสอบว่า ตนได้ส่งเจ้าหน้าที่ สทศ.ไปพูดคุยกับนักเรียนคนดังกล่าวแล้ว ในเบื้องต้นไม่คิดว่าข้อสอบรั่ว แต่เป็นไปได้ว่าเด็กคงทำข้อสอบเสร็จแล้ว และมีเวลาว่างจึงนำน้ำยาลบคำผิด หรือลิควิดเปเปอร์ มาทำสัญลักษณ์เป็นจุดๆ ไว้บนดินสอ เพื่อไว้ตรวจทานกับเพื่อน หรือไม่ก็ทำสัญลักษณ์ไว้ให้ตัวเองรู้ว่าเลือกตัวเลือกอะไร เพื่อไว้ตรวจทานกับข้อสอบในภายหลังที่ สทศ.นำขึ้นเว็บไซต์แล้ว เนื่องจากผู้คุมสอบตรวจพบน้ำยาลบคำผิด 2 แท่ง ดินสอที่ทำสัญลักษณ์ 8 แท่ง
ปากกาและไม้บรรทัดที่ทำสัญลักษณ์ อย่างละ 1 ด้าม/อัน ซึ่งคิดว่าแต่ละวิชาคงต้องใช้ดินสอหลายแท่งกว่าจะครบทั้ง 100 ข้อ ซึ่งการตั้งข้อสังเกตที่ว่าเด็กอาจทำสัญลักษณ์ไว้ตรวจทานกับเพื่อน ก็อาจไม่ใช่ เพราะผู้ที่สอบคนดังกล่าว อายุ 28 ปี จึงไม่น่าจะมีเพื่อนรุ่นเดียวกันมาสอบ โดยเคยเข้าเรียนมหาวิทยาลัย แต่ถูกรีไทร์ จึงมาเรียนกับสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) แล้วมาสอบโอเน็ต ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าอยากเข้าเรียนมหาวิทยาลัยอีก
"ไม่คิดว่าเป็นขบวนการ เพราะทำคนเดียว อีกทั้งยังพบดินสอที่ทำสัญลักษณ์วิชาที่สอบวันแรก เช่น MAT ซึ่งน่าจะย่อมาจาก MATCH หรือคณิตศาสตร์ ฯลฯ ก็ยังใส่ในกระเป๋าที่เด็กนำมาสอบในวันที่สองด้วย ซึ่งหากเด็กตั้งใจทุจริต ก็ไม่น่าจะนำเข้าห้องสอบในวันที่สองอีก ที่สำคัญเจ้าหน้าที่ สทศ.ได้ทดลองนำดินสอที่ทำสัญลักษณ์วิชาต่างๆ ไปเทียบกับเฉลยของแต่ละวิชา พบว่าโดยเฉลี่ยเด็กทำข้อสอบถูกเพียงแค่ 30% ขณะที่ความน่าจะเป็นจากการเดาคำตอบจะมีโอกาสถูก 25% ดังนั้นอาจเป็นอย่างที่เด็กอ้างก็ได้ว่า เป็นเครื่องราง
ของขลัง แต่จะต้องพูดคุยกับเด็กก่อน จะดูเจตนา และให้ชี้ว่าดินสอแท่งไหนเป็นวิชาอะไร เพื่อเป็นข้อมูลเสนอคณะกรรมการบริหาร สทศ.พิจารณาตัดสิน ในวันที่ 25 มีนาคม ว่ากรณีนี้เข้าข่ายทุจริตหรือไม่" ผอ.สทศ.กล่าว
ส่วนกรณีอื่นๆ หากชัดเจน และ สทศ.สามารถตัดสินได้ ก็จะตัดสินไปเลย เช่น กรณีนำโทรศัพท์มือถือเข้า
ห้องสอบ 9 ราย ล่าสุด ในวันที่ 23 ก.พ. ได้รับรายงานจากศูนย์สอบ ม.ศิลปากร วังท่าพระ พบกรณีนี้อีก 2 ราย รวมทั้งสิ้น 11 ราย ซึ่ง สทศ.จะไม่ประกาศผลในวิชานั้นๆ นอกจากนี้มีนักเรียน 2 คน ที่ทุจริตโดยการส่งโพย
คำตอบให้แก่กัน ที่สนามสอบ รร.เทพศิรินทร์ สทศ.จะไม่ประกาศผลในวิชานั้นเช่นกัน
ส่วนกรณีการทำผิดระเบียบของครูผู้คุมสอบ โดยการบอกคำเฉลยให้กับเด็ก โดยเฉพาะในระดับชั้น ป.6 และ ม.3 นั้นก็คงต้องตั้งคำถามกลับไปว่า ทำไปเพราะอะไร หากต่อไปมีการนำคะแนนโอเน็ตไปใช้ ก็อยากให้นำไปใช้ในทางที่มีผลกับตัวนักเรียน แต่ไม่ควรนำไปใช้ในเชิงบริหารหรือให้คุณให้โทษกับทาง รร. และอยากให้ผู้คุมสอบมีความรับผิดชอบมากกว่านี้ เพราะหากคะแนนที่ได้มาจากการทุจริตการสอบโอเน็ตก็ไม่มีความน่าเชื่อถือ
ด้านนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับแต่เสียงร้องเรียนว่าครูบอกเฉลยข้อสอบกับเด็ก แต่ยังไม่มีหลักฐานมายืนยัน ดังนั้นจึงขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ขอนแก่น เขต 2 บุรีรัมย์ เขต 1 และสุพรรณบุรี เขต 3 ใช้ดุลยพินิจตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงและรายงานความคืบหน้ามายัง สพฐ.ต่อไป
"การที่ครูช่วยเด็กโดยการบอกข้อสอบถือว่าทำผิดจรรยาบรรณ ซึ่งเรื่องนี้ สพฐ.รับไม่ได้ เพราะการสอบต้องมีความเป็นกลางและเป็นธรรม ไม่ใช่ครูมาช่วยบอกเฉลย" เลขาธิการ กพฐ.กล่าว.
ที่มา : http://www.thaipost.net
|