TOEFL Test
(Test of English as a Foreign Language)

- วัตถุประสงค์ของการสอบ TOEFL :
TOEFL หรือ Test of English as a Foreign Language เป็นแบบทดสอบเพื่อประเมินความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษ ในการใช้ภาษาอังกฤษของผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาประจำชาติทั้งการอ่าน ฟัง พูด และเขียน โดยเป็นการสอบแบบมาตรฐาน สำหรับนักศึกษาต่างชาติ ที่ต้องการเข้าศึกษาต่อยังสถาบันการศึกษาในประเทศ ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางของการเรียนการสอน หรือใช้ประกอบการเข้าทำงานในสถาบันที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก โดยการสอบ TOEFL เป็นที่ยอมรับกว่า 7,000 สถาบันใน 130 ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ หรือแคนาดา ซึ่งคะแนนสอบ TOEFL มีอายุ 2 ปีนับจากวันที่สอบ
ข้อสอบ TOEFL มีด้วยกันสองแบบคือ แบบ Internet-based Test (iBT) เป็นการทำข้อสอบผ่านทาง
คอมพิวเตอร์ และ Paper-based Test (PBT) การทำข้อสอบบนกระดาษ แบบที่สองเป็นแบบเก่าจะใช้ต่อเมื่อสถานที่ที่คุณเลือกสอบไม่มีแบบ iBT เท่านั้น (ปัจจุบันทุกที่ในกรุงเทพเป็นแบบ iBT)
- เนื้อหาในข้อสอบ TOEFL iBT :
ข้อสอบเป็นภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นคำสั่ง คำถาม คำอธิบาย จะเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ข้อสอบมีทั้งหมด 4 ส่วน ได้แก่ การฟัง การพูด การอ่าน การเขียน ภายในเวลา 4 ชั่วโมง 30 นาที คำตอบทั้งหมดจะถูกบันทึกในระบบ online ผู้สอบจะต้องใช้ทักษะทั้งการอ่าน และการฟังเพื่อตอบคำถาม หรือจะเป็นการฟัง แล้วพูด
ตอบคำถาม หรือเป็นการอ่าน และฟัง แล้วเขียนตอบคำถาม
- วิธีการสมัครสอบและค่าธรรมเนียมการสอบ
การสอบ TOEFL มีมากกว่า 30 - 40 ครั้งต่อปี และจัดให้มีการสอบทุกสัปดาห์ ในแต่ละสัปดาห์จะมีการสอบ
อย่างน้อย 4 ครั้ง โดยจัดให้มีการสอบในวันเสาร์ และวันอาทิตย์ สถานที่สอบ 4,500 แห่งในกว่า 165 ประเทศ สำหรับประเทศไทย ค่าใช้จ่ายการสอบ ครั้งละ150 ดอลล่าร์ สามารถสมัคสอบได้ทาง
https://toefl-registration.ets.org/
- วิเคราะห์ข้อสอบ TOEFL iBT :
ข้อสอบ TOEFL จะมีด้วยกันทั้งหมดมี 4 ส่วน ดังนี้
1. Reading
- เวลา 60 - 100 นาที
- มี 36 - 70 ข้อ
- มี บทความให้อ่าน 3 - 5 บทความ แต่ละบทความมีความยาวประมาณ 700 คำ จะเป็นการนำเนื้อหาจากบทความที่อ่าน มาตอบคำถาม
- บทความจะเป็นเนื้อหาเชิงวิชาการ โดยจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ วิทยาศาสตร์
สถาปัตยกรรมศาสตร์ ในระดับมหาวิทยาลัย คำถามจะถามเกี่ยวกับประเด็นสำคัญ ความคิดหลัก รายละเอียด คำศัพท์ เป็นต้น
2. Listening
- เวลา 60 - 90 นาที
- มี 34 - 51 ข้อ
- ผู้สอบจะต้องฟังทั้งหมด 6 เรื่องด้วยกัน และแต่ละเรื่องจะมีความยาว 3 - 5 นาที เป็นบทสนทนาทั่วไป 2 เรื่อง และเป็นการฟังบรรยายวิชาเรียนในชั้นเรียน หรือเป็นการแสดงความคิดเห็น และการถกปัญหาการเรียนในชั้นเรียนอีก 4 เรื่อง บทสนทนามักจะเป็นการจำลองสถานการณ์ในมหาวิทยาลัย นักศึกษาสนทนากันเกี่ยวกับ วิชาเรียน กิจกรรม หอพัก และเรื่องต่างๆในมหาวิทยาลัย หรืออาจจะเป็นนักศึกษาสนทนากับอาจารย์หรือ เจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัย เรื่องการทำรายงาน การทำโครงการที่ได้รับมอบหมาย ปัญหาการเรียนการสอน หรือ กิจกรรมต่างๆในมหาวิยาลัย
- ผู้สอบไม่จำเป็นจะต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องใน lecture เพื่อที่จะทำข้อสอบนี้ได้
- ผู้สอบจะได้ฟังบทสนทนาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
- ผู้สอบสามารถจดบันทึกระหว่างที่ฟังการสนทนาได้ จะมีดินสอ และกระดาษเตรียมไว้ให้ในห้องสอบ Break 10 นาที
3. Speaking
- เวลา 20 นาที มี 6 ข้อ
- 2 ข้อจะเป็น Inependent Tasks ซึ่งจะเป็นการถามตอบปกติ และอีก 4 ข้อจะเป็น Integrated Tasks ซึ่งจะมี lecture ให้อ่าน หรือบทสนทนาให้ฟังก่อนถึงจะตอบคำถามได้ การให้คะแนนจะดูว่าผู้สอบตอบเป็น
ธรรมชาติหรือไม่ และสามารถสื่อความหมายหรือไอเดียออกมาได้ชัดเจนและถูกหลักภาษารึเปล่า ผู้สอบสามารถจดบันทึกระหว่างที่ฟังการสนทนาได้ จะมีดินสอ และกระดาษเตรียมไว้ให้ในห้องสอบ
4. Writing
- เวลา 50 นาที มี 2 ข้อ
- ข้อแรกเป็น Integrated Task ซึ่งจะต้องให้ผู้สอบอ่านบทความก่อน จากนั้นก็จะให้ฟัง lecture แล้วจริงเขียนตอบคำถามได้ ข้อนี้จะกำหนดให้เขียนมากกว่า 225 ข้อ
- ข้อสองเป็น Independent Task ซึ่งจะมีคำถามเพียงข้อเดียวและผู้สอบจะต้องใช้ประสบการ ความรู้ และเหตุผลต่างๆ มา support มุมมองและคำตอบ
- คะแนนเต็มของข้อสอบคือ 120 คะแนนแต่ละ section (Reading, Listening, Speaking และ Writing) มี 30 คะแนน ทั้ง 4 section เมื่อร่วมกันแล้วจะได้ 120 คะแนน
- ไม่มีการหักหรือให้คะแนนติดลบคะแนนถ้าตอบผิดหรือไม่ตอบ
สามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ets.org |